เพราะลำธารอยู่ไม่ไกล ใช้เวลาเดินเพียงไม่นานก็ถึงบ้าน หยุนซีถึงกับแหงนหน้ามองฟ้าแล้วเป่าปาก ผ่อนลมหายใจที่เหนื่อยหอบ ‘เป็เด็กนี่ไม่ดีเลย หมดแรงเร็วแท้’
ทันทีที่เข้าบ้าน เด็กทั้งสามคนก็กรูกันเข้าไปในครัว ตักน้ำใส่ถังกุ้งและหาถังใส่น้ำอีกใบใส่ปลาที่จับมา ปลาที่นอนนิ่งเหมือนตาย ทันทีที่ััน้ำกลับสะบัดหางว่ายวนไปมาอย่างสดชื่นมีชีวิตชีวา
หยุนซีหยิบกระชอนไม้ไผ่ช้อนกุ้งฝอยแยกออกมา จากนั้นก็ล้างทำความสะอาด สะบัดน้ำออกจนหมาดแล้วเกลี่ยใส่กระจาด เอาไปตากแดดทำเป็กุ้งแห้ง
จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งยอง ๆ ดูปลาที่ขังไว้ อดจะน้ำลายไหลไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่เธอได้กินเนื้อมันผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ ถ้าเป็เมื่อก่อนก็คงไม่เคยคิดหรอกว่าการได้กินเนื้อจะเป็อาหารมื้อที่หรูหราที่สุด
หยุนหยางและหยุนหลางก็มานั่งยอง ๆ มองปลาในถังข้าง ๆ กัน บางทีก็เอื้อมมือไปจิ้มหัวปลาเล่น จับหางกุ้งยกมาดู ในใจก็คิดว่าสัตว์น้อยตัวนี้ช่างประหลาดซะจริง
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสีส้มอ่อนตัดกับความเขียวขจีของทิวเขา เป็ภาพที่ดูงดงามจับตา
มีเสียงเปิดประตูบ้านและเสียงฝีเท้าเดินมาทางในครัว เป็หลิวซื่อที่หอบข้าวเปลือกกลับบ้านมาก่อน
“ท่านแม่ พวกเราไปจับปลากับหนอนน้ำมา คืนนี้เราจะได้กินเนื้อกันล่ะขอรับ” หยุนหยางยืนขึ้นะโบอกทันที่เห็นแม่โผล่หน้าเข้ามา
หลิวซื่อวางตะกร้าใส่ข้าวเปลือกที่ถือมาลงบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองลูกชายคนโตด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หยางเอ๋อ สัตว์พวกนี้กินไม่ได้หรอกนะ”
พอเห็นหลิวซื่อจะเริ่มบ่น หยุนซีจำต้องเล่าเื่โกหกให้อาสะใภ้ฟังอีกรอบ
“อาสะใภ้ หลายวันก่อนข้าออกไปเดินเล่น เจอท่านลุงคนหนึ่งจับปลาได้มากมายพร้อมกับหนอนน้ำพวกนี้ ข้าหวังดีเลยบอกไปว่า ท่านลุงเ้าคะ หนอนน้ำพวกนี้กินไม่ได้หรอกนะเ้าคะ แต่ท่านลุงบอกว่ามันกินได้ เ้าหนอนน้ำนี้มีชื่อเรียกว่ากุ้ง ทั้งยังสอนข้าถึงวิธีจับและกินมัน แถมยังย่างให้ข้าชิมด้วย อร่อยมากเลยเ้าค่ะ”
“เด็กคนนี้นี่ ทำไมกินของคนไปมั่วซั่ว แล้วก็ทีหลังอย่าแอบออกไปคนเดียวอีก รู้มั้ย มันอันตราย”
มองใบหน้าเผือดสีด้วยความเป็ห่วงของอาสะใภ้ หยุนซีรู้สึกอบอุ่นใจ ทุกคนในครอบครัวต่างรักเธอจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ
“อาสะใภ้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่แอบออกไปไหนคนเดียวอีกแล้วเ้าค่ะ” เอ่ยคำสัญญาพร้อมกับลูบหลังมือปลอบใจ
”เ้าหนอนน้ำนี่กินได้จริง ๆ เหรอ?” หลิวซื่อถามย้ำอีกครั้ง มองตาแป๋วแหววตรงหน้า
“กินได้เ้าค่ะ เดี๋ยวข้าบอกวิธีให้นะเ้าคะ”
หลิวซื่อตัดสินใจลองทำตามคำแนะนำของหลานสาว
เริ่มจากคั่วกุ้งใส่น้ำขลุกขลิกในหม้อใบใหญ่จนสุก เมื่อมองตัวกุ้งเปลี่ยนจากสีเทาเป็สีแดงส้ม ส่งกลิ่นหอมออกมาก็เริ่มคลายความกังวลในใจ
‘ข้าจำครั้งสุดท้ายที่กินเนื้อไม่ได้แล้ว’
มีกุ้งมากมายในแม่น้ำ ถ้ากินได้ย่อมหมายความว่าที่บ้านจะมีอาหารให้กินอิ่มท้องมากขึ้น
จากนั้นหลิวซื่อจับปลาทั้งสองตัวขึ้นมา ฆ่าแล้วล้างไส้ขอดเกล็ดจนสะอาด ก่อนหั่นปลาเป็ชิ้นสำหรับทำน้ำแกงปลาเฉาหนึ่งหม้อ หยุนซีตักน้ำมันออกมาหนึ่งช้อนเล็ก บอกให้หลิวซื่อใช้ทอดปลาจนเหลือง จากนั้นค่อยเติมน้ำ ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อยแล้วปิดฝาตุ๋นต่อด้วยไฟอ่อนจนสุกโดยไม่คน ล้างขึ้นฉ่ายแล้วหั่นโรยลงไปในหม้อน้ำแกง
สีเขียวของขึ้นฉ่ายตัดกับน้ำแกงสีขาวนวลดั่งน้ำนม ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งครัว
หลิวซื่อรู้สึกปวดใจเป็อย่างมากตอนที่ใช้เกลือกับน้ำมันทำกับข้าวตามคำบอกของหลานสาวเพราะเกลือกับน้ำมันมีราคาแพง นางจึงไม่ค่อยได้ใช้ทำอาหารบ่อยนัก
”กลิ่นหอมจังเลย บ้านไหนทำของอร่อยกินกันนะ?” จิ้งเหอสูดจมูกทำเสียงฟุดฟิด เมื่อเดินเกือบถึงบ้าน
”ดูเหมือนกลิ่นจะมาจากบ้านเรานะ” จิ้งชางก็ได้กลิ่นหอมเช่นกัน
”ยายเฒ่า เ้าซื้อเนื้อมารึ? บ้านเราก็ไม่ได้กินเนื้อนานแล้วนะ” ปู่หลี่ถามย่าเถียนด้วยความข้องใจ
”ตาเฒ่า เ้ายังไม่รู้อีกรึว่าฐานะบ้านเราเป็ยังไง จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อ เหอะ!!” นางเถียนก็รู้สึกงงเช่นกัน
เมื่อทั้งหมดเดินเข้าบ้าน วางเครื่องมือลงพื้น กลิ่นหอมก็ยิ่งแรงขึ้นจนทำให้รู้สึกเหมือนไม่ใช่ความจริง
“ท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ อารองอาเล็ก พี่ใหญ่ พวกท่านกลับมาแล้ว” พอได้ยินเสียงคนเดินเข้าบ้าน หยุนซีก็รีบวิ่งออกมาจากในครัวเพื่อต้อนรับ
เห็นหลานน้อยวิ่งมารับหน้า ปู่หลี่ย่อตัวรับเด็กน้อยขึ้นอุ้มแล้วหอมแก้ม “ซีซี คิดถึงปู่มั้ย?”
ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ย่าเถียนไม่พูดไม่จาเดินมาแย่งหลานไปอุ้ม ก่อนจะเดินตัวปลิวเข้าครัว
ปู่หลี่ไม่ได้คิดอะไรมากที่ถูกแย่งหลานสาวไป ยังไงก็ได้กอดหอมกันแล้ว
เฉินซื่อได้แต่ส่ายหัวแล้วยิ้มอ่อน ‘พวกท่านตามใจเ้าตัวน้อยมากเกินไปแล้วนะเ้าคะ’
”ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านพ่อถูกท่านแม่แย่งซีซีไปอีกแล้ว” จิ้งเหอหัวเราะผู้บิดาเสียงดัง
”กล้าหัวเราะเยาะบิดารึ ฮึ่มม” แน่นอนว่าจิ้งเหอหลบฝ่ามือพิฆาตของปู่หลี่ไม่พ้น โดนทุบไปตามระเบียบ คนที่เหลือต่างพากันหัวเราะขบขัน
……………………………………………
”ได้เวลากินข้าวแล้วเ้าค่ะ” หลิวซื่อะโบอกทุกคนหลังจัดอาหารบนโต๊ะกินข้าวเสร็จ
มื้อเย็นวันนี้มีโจ๊กใส่มัน กุ้งคั่ว และ น้ำแกงปลาเฉา
ทันทีที่เห็นอาหาร ทุกคนพร้อมใจกันทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนเห็นเส้นดำ
ย่าเถียนรู้ดีว่าลูกสะใภ้ย่อมมีเหตุผลเลยถามออกไป “สะใภ้รอง ทำไมกับข้าววันนี้มีแต่ของแปลก ๆ หนอนน้ำนี่กินได้ซะที่ไหนกัน ยังมีปลานี่อีก”
หยุนซีเลยต้องเล่าเื่แต่งอีกรอบ ครั้งนี้โดนดุชุดใหญ่เป็ของแถมเพราะทำผิดแอบออกจากบ้านไปเพียงลำพัง เธอเลยเปลี่ยนเรื่่องมาสอนวิธีแกะกุ้งและกินให้ดูเป็ตัวอย่าง ไม่งั้นมีหวังหูชาเพราะคำบ่นแน่ ๆ
สมาชิกในครอบครัวต่างข้ามองเ้า เ้ามองข้า
สุดท้ายหยุนหยางและหยุนหลางก็เป็หน่วยกล้าตาย กินให้คนอื่นดูก่อนเป็คู่แรก
”ท่านย่า กุ้งนี่อร่อยมากเลยขอรับ ใช่รึไม่หยุนหลาง?” หยุนหยางบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนจะหันไปถามน้องชาย
หยุนหลางที่นั่งแกะกุ้งกินเงียบ ๆ ไปหลายตัวแล้วพยักหน้า “อร่อยจริง ๆ ขอรับ”
คนที่เหลือมองอาหารในจานแล้วก็มองหน้ากัน จากนั้นก็เริ่มลองกิน แค่ได้ลิ้มรสเท่านั้นล่ะ ไม่มีใครหยุดมือได้อีกเลยจนกระทั่งกินอิ่ม เปลือกกุ้งกองพะเนินบนโต๊ะ น้ำแกงปลาก็ไม่เหลือซักหยด
พวกเขาไม่ได้กินมื้อค่ำดี ๆ แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว
เห็นทุกคนอิ่มหนำสำราญ หยุนซีก็ชื่นใจ
ร่างเล็กค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งบนตักปู่หลี่ ตากลมโตแหงนมองด้วยสายตาออดอ้อน
“ท่านปู่ ข้าอยากกินปลากับกุ้งอีก พรุ่งนี้ไปช่วยข้าจับได้มั้ยเ้าคะ?”
ปู่หลี่มีหรือจะปฏิเสธหลานรัก เขารีบออกคำสั่ง “จิ้งชู หยุนไป่ พรุ่งนี้พาเด็กๆ ไปจับปลาจับกุ้ง งานในนาเหลือไม่มากแล้ว ไม่ต้องไปช่วยก็ได้”
“ขอรับท่านพ่อ / ขอรับท่านปู่” จิ้งชูและหยุนไป่ที่ได้กินเนื้อจนอิ่มเป็ครั้งแรก พยักหน้ารับคำสั่งด้วยความยินดี
“เย้ พรุ่งนี้เราก็จะได้เนื้ออีก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าจะจับมาเยอะ ๆ เลย คอยดู” เด็กชายอีกสองคนะโด้วยความดีใจ
“ต้องลำบากพวกเ้าแล้ว” ย่าเถียนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม