“ได้พวกเธอช่วยไว้จริงๆ ถึงขนาดขอบคุณเท่าไหร่ก็ไม่พอเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ลูกสาวแม้แต่ภรรยาก็ด้วย......ขอขอบคุณจริง ๆ”
ดยุคก้มหัวลงจนสุดอยู่ในห้องรับแขกไม่ค่อยถนัดเื่แบบนี้เลยแฮะ คน ๆ นี้จะก้มหัวให้ซักกี่รอบกันล่ะเนี่ย
ซูยังอยู่ที่ห้องนอนของท่านเอเลนส่วนพวกผมถูกพามาที่นี่ แล้วนั่งหันหน้าเข้าหาดยุคอยู่บนเก้าอี้ท่าทางราคาแพง
“จริงๆ นะครับ ไม่ต้องคิดมากก็ได้ ซูก็ปลอดภัย คุณนายก็หายแล้วแบบนั้นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“ไม่หรอกทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด ฉันอยากขอบคุณพวกเธอให้เรียบร้อย เลม เอาของมาที”
“รับทราบครับ”
คุณเลมนำถาดเงินที่มีของหลายๆ อย่างอยู่มาวาง
“ก่อนอื่นก็นี่รางวัลสำหรับเื่ที่ช่วยลูกสาวไว้จากคนที่มาจู่โจมกับเื่ที่ช่วยคุ้มกันพวกเขา อยากให้ช่วยรับไว้ด้วย”
กริ๊งถุงที่น่าจะมีเงินใส่เอาไว้ถูกส่งมาให้ผม
“ข้างในใส่เหรียญทองคำขาวไว้สี่สิบเหรียญ”
“““!?1”””
คนอื่นๆ ทุกคนท่าทางจะเข้าใจ แต่ผมกลับไม่ค่อยเข้าใจถ้าเื่ที่มันเป็เงินก็เข้าใจอยู่ แต่เหรียญทองคำขาวนี่คือ?
ผมจึงส่งเสียงทักเอลเซ่ที่กำลังทำท่าเอือมระอาอยู่ข้างๆ
“นี่เอลเซ่เหรียญทองคำขาวคืออะไรเหรอ?”
“......เงินตราที่ค่าสูงกว่าเหรียญทอง......หนึ่งเหรียญเท่ากับสิบเหรียญทอง......”
“สิบเหรียญ!?”
จากที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างโลกมาจนถึงตอนนี้ทำให้ผมรู้ว่าหนึ่งเหรียญทองเทียบแล้วจะได้ประมาณแสนเยน เอ่อถ้าเป็แบบนั้นหนึ่งเหรียญทองคำขาวก็เท่ากับหนึ่งล้านเยน งั้นก็......สี่สิบล้านเยน......เอ๋!?
“ไม่สินี่มันเยอะเกินกว่าที่จะรับแล้ว รับไว้ไม่ได้หรอกครับ!”
ผมที่รู้สึกตัวได้ซะทีว่ามันเป็เื่ใหญ่ปฏิเสธที่จะรับมันเอาไว้อย่างลนลาน ไม่ว่ายังไงเงินจำนวนมากขนาดนี้มันก็เกินตัวพวกผมอยู่ดี
“อย่าพูดแบบนั้นเลยช่วยรับไว้ด้วยเถอะ ถ้าพวกเธอจะทำงานในฐานะนักผจญภัยต่อ หลังจากนี้ เงินนั่นต้องเป็ประโยชน์แน่นอนคิดซะว่ามันเป็เงินทุนก็ได้”
“เฮ้อ......”
ยังไงเื่ที่ช่วยเขาไว้ก็เป็ความจริงล่ะนะถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องใช้เงินเท่านั้นในการคลี่คลายอยู่ยิ่งกว่านั้น จากนิสัยของดยุค ต่อให้บอกว่าจะคืนให้ยังไงก็ไม่ยอมรับแน่นอน
“แล้วก็ขอมอบสิ่งนี้เป็ของขวัญให้พวกเธอ”
ดยุคนำเหรียญตราสี่เหรียญมาวางเรียงบนโต๊ะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเหรียญร้อยเยนบนเหรียญตราแกะสลักลายนูนต่ำรูปโล่ตรงใจกลางและมีสิงโตสองตัวขนาบหันหน้าเข้าหากันอ้าว นี่มันตราประจำตระกูล......
“เหรียญตราประจำตระกูลดยุคของพวกเราถ้ามีสิ่งนี้ล่ะก็ จะสามารถผ่านด่านตรวจไปได้เลยสามารถใช้สถานที่เฉพาะสำหรับขุนนางได้ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็ใช้เป็หลักฐานว่ามีตระกูลดยุคหนุนหลังอยู่ได้ใช้เป็สิ่งพิสูจน์ตัวตนของพวกเธอได้ด้วยนะ”
ดูเหมือนว่าเดิมทีจะเป็ของที่มอบให้กับพ่อค้าที่จัดส่งสินค้าให้ตระกูลดยุคเหรียญตราแต่ละอันมีการสลักคำและชื่อของพวกเราเอาไว้ดูท่าจะไม่มีอันไหนที่ซ้ำกันเลยซักอันท่าทางจะเอาไว้ป้องกันคนเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดีกรณีสูญหาย
เหรียญตราที่ได้รับมีตัวอักษรสลักเอาไว้ของผมคือ “สันติ” ของเอลเซ่คือ “เร่าร้อน” ของลินเซ่คือ “อารี” และของยาเอะคือ “ซื่อสัตย์”แต่ “สันติ” นี่มัน...... เอาเถอะ สันตินี่แหละดีที่สุดแล้ว
แบบนี้อาจจะสะดวกจริงๆ น่ะแหละ อย่างตอนที่มาหาซูอีกครั้งก็คงมีประโยชน์ล่ะมั้งการโดนสกัดไว้ที่ด่านตรวจข้อหาเป็คนน่าสงสัยมันก็ยุ่งยากด้วยสิ จะว่าไปถ้ามีอะไรฉุกเฉินก็ใช้เวทมนตร์【เกท】มาที่นี่โดยตรงเลยก็ได้นี่นา
ส่วนทางด้านเงินก็แบ่งเป็สี่ส่วนเท่าๆ กันได้คนละสิบเหรียญ แต่เ้านี่หนึ่งเหรียญเท่ากับสิบเหรียญทองร้อยล้านเยนเหรอ...... ถ้าทำหายไปนี่ขำไม่ออกเลยนะ
เนื่องจากถือเดินไปเดินมาอยู่แบบนี้มันออกจะน่ากลัวทุกคนจึงเหลือติดมือไว้แค่คนละหนึ่งเหรียญส่วนที่เหลือก็ให้ดยุคช่วยเอาไปฝากไว้ที่กิลด์ ดูเหมือนพอทำแบบนี้แล้วไม่ว่าจะเป็กิลด์ของเมืองไหนก็สามารถถอนเงินออกมาได้ เหมือนกับธนาคารสินะ
ยังไงก็ตามได้เวลาต้องอำลากันแล้ว ตอนที่มุ่งหน้าไปที่ประตูคฤหาสน์ซูกับท่านเอเลนก็ออกมาส่งด้วย
“ไว้มาเล่นด้วยกันอีกน่อ!ต้องมาให้ได้เลยน่อ!”
พวกผมได้รับการมองส่งด้วยสายตาร้อนแรงของครอบครัวดยุคพร้อมกับแล่นรถม้าไปตามถนน มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คซึ่งเป็ผู้ที่ต้องนำจดหมายของคุณซานัคไปส่งให้
“เอ๊ะอีกฝ่ายที่ต้องนำจดหมายตามคำร้องไปส่งคือ ไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คหรือเ้าคะ?”
อ้าวไม่ได้บอกรายละเอียดให้กับยาเอะถึงเื่นั้นหรอกเหรอ? ผมนั่งโยกไปมาอยู่บนรถม้าพลางมองหน้ายาเอะที่กำลังใด้วยท่าทางประหลาดใจ
“รู้จักเหรอ?”
“จะว่ารู้จักก็......ที่คุยกันก่อนหน้านี้คนที่บอกว่าเคยได้ท่านพ่อของข้าน้อยช่วยดูแลเอาไว้ก็คือท่านไวส์เคานท์นี่ล่ะเ้าค่ะ”
งั้นหรอกเหรอโลกแคบจังเลยน้า
รถม้าที่บังคับโดยเอลเซ่สั่นกึกๆ พลางแล่นไปตามเส้นทางในเมืองอันหรูหราและในที่สุดก็มาจอดอยู่หน้าบ้านของไวส์เคานท์ซอร์ดเร็คตามที่ดยุคบอกมา
พูดไปก็ยังไงอยู่แต่เพราะไปเห็นคฤหาสน์ของดยุคมาเมื่อกี้คฤหาสน์ของไวส์เคานท์ก็เลยให้ความรู้สึกว่าเล็กไปเลย เอาเถอะยังไงก็ถือว่าหรูหราไม่ผิดแน่ ๆ มีเสน่ห์ที่ควรจะเรียกว่าเก่าแก่หรือทำให้รู้สึกถึงประวัติศาสตร์ดีล่ะ
เนื่องจากขุนนางที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมีคฤหาสน์อยู่ในเขตปกครองของตนเองนอกจากที่นี่ด้วยไม่แน่ว่าทางนี้อาจจะเป็บ้านพักตากอากาศก็ได้มั้ง
พวกผมแจ้งชื่อของคุณซานัคแก่คนเฝ้าประตูแล้วเจรจาขอเข้าพบไวส์เคานท์ ครู่ต่อมาก็ถูกพา
เข้าไปในคฤหาสน์แล้วได้รับการนำทางไปยังห้องรับแขกโดยคนที่เหมือนจะเป็พ่อบ้าน
พูดไปก็ยังไงอยู่แต่ห้องนี้เองถ้าให้เทียบกับของตระกูลดยุคแล้ว......งึมงำงึมงำ
ขณะที่กำลังรอพลางคิดเื่เสียมารยาทอยู่ในห้องในที่สุดชายฉกรรจ์ผมแดงร่างกำยำก็ปรากฏตัวเข้ามาในห้อง
คน ๆนี้......แข็งแกร่งจัง รับรู้ถึงร่างกายที่ขัดเกลามาอย่างดีผ่านออกมาจากเสื้อผ้าได้เลยสายตาก็เฉียบคม ราวกับเหยี่ยวกำลังเล็งล่าเหยื่อ
“ฉันชื่อคัลลอซซ่า กาลุน ซอร์ดเร็ค พวกนายคือคนที่ซานัคใช้มาสินะ?”
“ครับรับคำร้องให้นำจดหมายฉบับนี้มาส่ง แล้วฝากมาว่าให้รอรับคำตอบจากไวส์เคานท์กลับมาด้วยน่ะครับ”
ผมยื่นจดหมายที่ใส่ไว้ในกระบอกซึ่งได้รับมาจากคุณซานัคให้ ไวส์เคานท์รับสิ่งนั้นไป ใช้มีดแกะผนึกแล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อหาที่หยิบออกมา
“รอเดี๋ยวนะจะเขียนตอบกลับให้”
ไวส์เคานท์พูดแบบนั้นแล้วออกไปจากห้องจากนั้นก็มีคุณเมดเข้ามา แล้วต้อนรับพวกผมด้วยน้ำชา แต่ชานี้เองถ้าเทียบกับตระกูลดยุคแล้วมันค่อนข้างจะ......ไม่ได้ไม่ได้แบบนี้มันเสียมารยาทต่ออีกฝ่าย มันผิดั้แ่การเอาไปเทียบกับตระกูลดยุคแล้ว
“ขอโทษที่ให้คอย”
ไวส์เคานท์กลับมาพร้อมกับจดหมายปิดผนึกในมือ
“เอาล่ะช่วยเอาไปให้ซานัคที ฝากด้วยล่ะ แล้วก็......”
ไวส์เคานท์ยื่นจดหมายมาให้ผมพลางหันสายตาไปที่ยาเอะ
“คาใจมาั้แ่เมื่อกี้แล้วเธอตรงนั้นน่ะ เหมือนเคยเห็นที่ไหน......ไม่สิ คงไม่เคยพบกันมาก่อนแต่ว่า......ชื่ออะไรล่ะ?”
ยาเอะจึงมองตรงไปยังไวส์เคาน์ที่กำลังเอียงคอสงสัยพลางนึกอะไรบางอย่างแล้วแจ้งชื่อของตนออกไป
“ข้าน้อยชื่อโคโคโนเอะ ยาเอะ เป็ลูกสาวของ โคโคโนเอะ จูเบ เ้าค่ะ”
“......โคโคโนเอะ......โคโคโนเอะรึ!เธอ ลูกสาวของท่านจูเบสินะ!”
ไวส์เคานท์ยิ้มกว้างพร้อมตบเข่าแล้วเริ่มจ้องมองยาเอะด้วยท่าทางดีใจ
“ไม่ผิดแน่ถอดแบบมาจากท่านนานาเอะตอนยังสาวเลย แม่ลูกหน้าตาเหมือนกันนี่ดีจังเลยน้า!”
ไวส์เคานท์หัวเราะด้วยท่าทางสนุกสนานยาเอะจึงยิ้มกลับไปโดยไม่ได้พูดอะไร
“เอ่อ......เป็อะไรกับยาเอะเหรอ......?”
“หือ? อ๋อ ท่านจูเบพ่อของเด็กคนนี้เป็คนสอนวิชาดาบให้ตระกูลซอร์ดเร็คของพวกเราน่ะตอนที่ยังเป็เด็กน้อยขี้มูกโป่ง ฉันโดนอัดวิชาให้แบบมหาโหดเลย แหมตอนนั้นลำบากมากเลยล่ะ กลายเป็เื่เมื่อยี่สิบปีก่อนไปแล้วรึนี่!”
“ท่านพ่อก็พูดอยู่เสมอว่าในหมู่นักดาบที่เลี้ยงดูมาจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครที่เปี่ยมล้นไปด้วยไหวพริบและมีฝีมือระดับท่านไวส์เคานท์อีกแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“โฮะโฮ่? ถึงจะเป็คำยกยอแต่ก็ดีใจนะการได้รับคำชมจากอาจารย์เนี่ย”
ไวส์เคานท์เผยรอยยิ้มเป็เชิงว่าก็ไม่เลวซะทีเดียว จากนั้นยาเอะก็พูดต่อพร้อมกับมองไปทางไวส์เคาทน์คนนั้นด้วยสายตาจริงจัง
“ถ้าหากได้พบกันล่ะก็ขอให้ช่วยชี้แนะด้วยสักครั้ง ท่านพ่อบอกมาน่ะเ้าค่ะ”
“โฮ่......?”
เมื่อได้ยินคำพูดของยาเอะไวส์เคานท์จึงหรี่ตาลงด้วยท่าทางสนใจ
เอ๊ะอะไรกันครับ แบบนี้น่ะ......
◇ ◇ ◇