สามปีต่อมา ณ หุบเขาไท่อี้..
ห้องโถงเล็กเรือนจันทรา เด็กสาวหน้าตางดงามกำลังนั่งกินอาหารว่างกับสองผู้เฒ่าชรา โดยมีสาวใช้สองนางยืนปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง“อร่อยหรือไม่เจ้าคะ ท่านปู่” เด็กสาวถามสองผู้เฒ่าเสียงสดใส“ขนมที่หลินเอ๋อร์ทำ ย่อมอร่อยที่สุด” ผู้เฒ่าเทียนเฉินตอบ พร้อมหยิบขนมใส่ปากอีกชิ้น“งืมมม” ผู้เฒ่าเทียนฉินส่งเสียงตอบในลำคอ แก้มสองข้างพองเป็นก้อนกลมเพราะมีขนมยัดอยู่เต็มปากมื้ออาหารว่างผ่านไปอย่างมีความสุข ใบหน้าของชายชราทั้งสองปรากฏรอยยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไปถึงใบหู สองสาวใช้ที่กำลังทำความสะอาดโต๊ะสบตากันแล้วอมยิ้มน้อย ๆ ‘อาหารว่างแต่กินหมดไปแปดจาน’“หลินเอ๋อร์ มานั่งตักปู่มา” ผู้เฒ่าเทียนฉินกวักมือเรียกหลานสาว“ท่านปู่รองเจ้าคะ หลินเอ๋อร์อายุสิบสามปีแล้ว ตัวก็หนักมากด้วย ถ้าหลินเอ๋อร์นั่งตักท่าน ท่านต้องปวดขามากแน่ ๆ หลินเอ๋อร์รักท่านปู่ไม่อยากทำให้ท่านปู่เจ็บเจ้าค่ะ” เด็กสาวเข้าไปกอดแขนชายชราอย่างออดอ้อน “ฮ่า ๆ ๆ เจ้าตัวน้อยของปู่ปากหวานซะจริง” ผู้เฒ่าเทียนฉินลูบศีรษะน้อย ๆ ของหลานรักอย่างเอ็นดู“เอาล่ะ ๆ ที่พวกปู่มาหาเจ้า เพราะมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย อีกไม่นานประตูแดนลับจะเปิด ปู่อยากให้เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกเดินทางไปที่แม่น้ำสุ่ยอิงได้แล้ว”ผู้เฒ่าเทียนเฉินพูด ขณะหยิบกำไลหยกลวดลายประหลาดแต่ดูงดงามวงหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ กำไลวงนี้เขาได้มาจากพี่ชายร่วมสาบานก่อนเข้าแดนลับเมื่อร้อยปีก่อน เพราะเป็นของล้ำค่าเขาจึงเก็บรักษาไว้อย่างดี และกำไลวงนี้ยังไม่ได้ทำพันธสัญญาการเป็นเจ้าของ“นี่คือกำไลเก็บของ เป็นของวิเศษที่สร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ด้านอักขระพี่ชายปู่ เขามอบกำไลให้พวกปู่คนละวง หลินเอ๋อร์ ปู่มอบกำไลวงนี้ให้เจ้า จงนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์” ผู้เฒ่าเทียนเฉินใช้พลังปราณกรีดที่นิ้วของหลานสาว แล้วหยดเลือดนางลงไปบนกำไล เมื่อสวมกำไลใส่ข้อมือพลันมีแสงสีขาวสว่างขึ้นแวบหนึ่ง กำไลเงินส่งเสียงดัง กิ๊ก! มันยอมรับเจ้าของแล้ว ผู้ไม่ใช่เจ้าของไม่สามารถใช้กำไลนี้ได้“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านปู่ใหญ่” เด็กสาวส่งยิ้มหวานให้ผู้เฒ่าเทียนเฉินอย่างน่ารัก ยามพลบค่ำ ไป๋จิ้งจัดเตรียมเสื้อผ้ากับสิ่งของจำเป็นลงในหีบขนาดย่อม ไป๋อิงเข้าครัวไปจัดเตรียมอาหาร“นี่พวกนางกำลังเตรียมของให้ข้าเดินทาง หรือกำลังจะเตรียมย้ายเรือนให้ข้ากันแน่” เทียนหลินแอบบ่นในใจเทียนหลินนอนไม่หลับ จึงออกมานั่งเล่นรับลมที่บันไดหน้าห้องนอน นางนึกย้อนเรื่องที่ท่านปู่รองเล่าให้ฟังเมื่อสามเดือนก่อน ท่านปู่ทั้งสองได้รับฉายาสุดยอดปรมาจารย์หลังออกมาจากแดนลับเมื่อร้อยปีที่แล้ว นางเคยนึกสงสัยว่าท่านปู่รองเป็นผู้มีพรสวรรค์ด้านปรุงยาหลอมโอสถ แต่เหตุใดจึงมีพลังยุทธ์ด้วย เมื่อท่านปู่รองมอบตำราลับเล่มหนึ่งให้ นางจึงเข้าใจ สมุนไพรในตำราลับล้วนไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ในแว่นแคว้น แต่เป็นสมุนไพรวิเศษที่มีอยู่ในแดนลับเท่านั้น ยาที่ปรุงจากสมุนไพรวิเศษเรียกว่าโอสถทิพย์ ที่มีสรรพคุณล้ำเลิศราวกับเป็นยาวิเศษของเทพเซียน ตัวนางเองก็เป็นผู้มีพลังยุทธ์ แต่ก็มีปราณบริสุทธิ์ที่ใช้หลอมโอสถได้ นั่นเป็นเพราะนางกินโอสถทิพย์ตั้งแต่อายุห้าขวบ ตอนนี้ความสามารถของนางนับว่าสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า ทั้งด้านพลังยุทธ์และด้านปรุงยาหลอมโอสถตอนหัวค่ำท่านปู่รองเรียกนางไปพบที่ห้องตำรา และมอบขวดยาหลายชนิดให้นาง ทุกขวดล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีติดตัวไว้ ยาที่ท่านปู่รองปรุงแม้จะเป็นแค่ยาใส่แผล แต่ก็มีสรรพคุณดีกว่ายาทั่วไปถึงร้อยเท่า“หลินเอ๋อร์ หลานเข้าไปฝึกตนในแดนลับครั้งนี้จงระวังตัวให้มาก แดนลับเป็นที่อยู่ของสัตว์อสูรที่ดุร้ายและทรงพลังมากกว่ามนุษย์ สมบัติล้ำค่าที่สุดในแดนลับคือ สมุนไพร ก่อนจะเก็บสมุนไพรแต่ละต้นจงดูให้ดี แม้หลานจะจดจำสมุนไพรในตำราลับของปู่ได้แม่นยำ แต่ก็ห้ามประมาทเพราะสมุนไพรดีก็จะมีสรรพคุณล้ำเลิศ แต่สมุนไพรพิษแค่สัมผัสโดนก็ตายทันที กำไลวงนี้สร้างจากอักขระชั้นสูง ใส่ของเข้าไปมากเท่าใดก็ไม่เต็ม และของที่ใส่เข้าไปข้างในจะคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หลานจงเก็บสมุนไพรกลับมาให้ได้มากที่สุด คนที่เข้าไปในแดนลับล้วนเป็นผู้มีพลังยุทธ์ สมุนไพรเป็นเพียงต้นหญ้าไร้ค่าสำหรับพวกเขาเท่านั้น”“เหตุใดจึงไม่มีผู้ปรุงยาหลอมโอสถเข้าไปในแดนลับ? แล้วเมื่อร้อยปีก่อนท่านปู่รองเข้าไปได้อย่างไรเจ้าคะ?”“ที่ปู่เข้าไปได้แล้วรอดชีวิตกลับมา เป็นเพราะปู่ใหญ่ยอมรับอันตรายมากขึ้นเป็นสองเท่า ผู้มีพรสวรรค์ด้านปรุงยาหลอมโอสถจะไร้พลังยุทธ์ สัตว์อสูรมีสัมผัสไวกับกลิ่นของผู้ไร้พลัง ปู่กลายเป็นตัวดึงดูดสัตว์อสูร ปู่ใหญ่ใช้เชือกผูกตัวปู่ติดกับตัวเขาไว้ตลอดเวลา เราสองคนพี่น้องเป็นผู้ถูกรังเกียจ ไม่มีใครร่วมเดินทางด้วย แต่ปู่ใหญ่ของหลานไม่เคยยอมแพ้ เขาสู้กับสัตว์อสูรนับสิบนับร้อยด้วยตัวคนเดียว เมื่อออกมาจากแดนลับพลังยุทธ์ของปู่ใหญ่ก็ก้าวหน้ากว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ส่วนปู่ก็ได้สมุนไพรล้ำค่าทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว”โอสถทิพย์มีสรรพคุณเช่นไรนางรู้ดีที่สุด จากเด็กน้อยขี้โรคอ่อนแอ กลายเป็นผู้มีพลังยุทธ์ขั้นเจ็ดระดับสูง การเดินทางไปแดนลับครั้งนี้นางต้องไปเพียงลำพัง ท่านปู่ต้องการให้นางเข้าไปฝึกฝนฝีมือ และไม่อยากให้ใครรู้ว่านางเป็นหลานของพวกเขา เพราะกลัวว่านางจะเป็นอันตรายจากความโลภของมนุษย์"หลานจะเก็บสมุนไพรวิเศษมาฝากท่านให้มากที่สุด เพื่อตอบแทนบุญคุณ ที่ท่านปู่เมตตาดูแลหลานเจ้าค่ะ" เมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาประตูแดนเปิด เทียนหลินต้องออกเดินทางไปที่แม่น้ำสุ่ยอิง “ฉิน เจ้าจะร้องไห้ไปไย หลินเอ๋อร์แค่ไปสำรวจแดนลับไม่นานหลานก็กลับมา” ผู้เฒ่าเทียนเฉินเอ่ยปลอบน้องชาย“ตาเฒ่า! เจ้าอย่าปากเสีย เจ้าเอาตาข้างไหนมองว่าข้าร้องไห้ ฝุ่นเข้าตาข้าตั้งหากเล่า ฮือ ๆ" ผู้เฒ่าเทียนฉินตวาดกลับด้วยเสียงสะอื้น“ข้าก็ใช้ตาทั้งสองข้างมองเนี้ยล่ะ แค่ฝุ่นเข้าตาแต่มีเสียงสะอื้น ฮือ ๆ ด้วย เฮ้อ..”“อ้าว แล้วพวกเจ้าสองสาวนี่ล่ะ ฝุ่นเข้าตาเหมือนกันรึ?” ผู้เฒ่าเทียนเฉินเอ่ยถามสองสาวใช้“พวกบ่าวร้องไห้เจ้าค่ะ ฮือ ๆ คุณหนูท่านรีบกลับมานะเจ้าคะ พวกบ่าวจะรอท่าน ฮือ ๆ” “เฮ้อ หลินเอ๋อร์ หลานรีบออกเดินทางเถอะ ประเดี๋ยวคนแถวนี้จะฝุ่นเข้าตาจนน้ำตาท่วมเขา หลานต้องระวังตัวให้ดี จำที่ปู่บอกไว้ให้มั่น เมื่อประตูเปิดอย่าพึ่งรีบเข้าไป ให้รอสักพักจนประตูใกล้จะปิดค่อยเข้า ปู่อวยพรให้หลานโชคดี” ผู้เฒ่าเทียนเฉินกอดหลานสาว พลางลูบศีรษะนางอย่างรักใคร่เอ็นดู“ขอบคุณท่านปู่ใหญ่เจ้าค่ะ หลินเอ๋อร์จะระวังตัวให้ดี”“หลินเอ๋อร์ลาท่านปู่รองเจ้าค่ะ หลานจะเก็บสมุนไพรทุกต้นในแดนลับมาฝากท่าน หลินเอ๋อร์รักท่านปู่รองเจ้าค่ะ” เทียนหลินกอดผู้เฒ่าเทียนฉินแน่น สองมือเล็กลูบหลังปลอบใจชายชรา“ปู่ก็รักหลาน ฮือ ๆ ๆ”“พี่ไป๋จิ้ง พี่ไป๋อิง ข้าไม่อยู่ฝากดูแลท่านปู่ทั้งสองแทนข้าด้วย กับข้าวแต่ละมื้อทำให้มาก ๆ หน่อย”ตั้งแต่เทียนหลินเริ่มออกเดินทาง เสียงสะอื้นไห้ก็ดังออกมาจากห้องตำราเรือนเมฆานานหลายชั่วยาม