“สกุลโต้วนี่มาจากที่ใดเมืองหวยเรามีสามสกุลใหญ่คือ สือ ฮั่ว และหนานกงของบ้านเรา จู่ ๆคนสกุลโต้วกลับขวัญกล้าถึงขนาดบุกจวนหนานกง แค่สิบปีที่จากไปมีเม็ดถั่วผุดขึ้นเป็ต้นแล้วรึ”ผู้พูดมิใช่ใครอื่นแต่เป็คนที่เพิ่งพ้นจากความเป็ความตายอย่างหนานกงหน้าหยกของาุโเจิ้งนั่นเอง
หลังจากฟื้นคืนสติแค่เพียง๒ ชั่วยามก็สามารถกลับมาลุกเหินเดินล่องไปมาราวคนปกติหากก็ยังคงรักษากิริยาของคนป่วยไว้อย่างดีเพราะกลัวว่าจะถูกมารดาเอ็ดเข้า
แต่พอได้ยินสือเจียหย่งพูดถึงเื่ราวข้าวของล้ำค่าที่ส่งมากำนัลฝูอวี้ฉยงก็ทำให้คนเป็น้าชายแทบลุกขึ้นเต้น
“ใต้เท้าโต้วเป็ขุนนางขั้น ๔ในสำนักบัณฑิตฮั่นหลิน เช่นเดียวกับใต้เท้าหนานกงพี่ชายของเ้า แต่อยู่คนละกองกัน”สือเจียหย่งเหลือบมองสหายที่นั่งพิงหลังกับหัวเตียงอย่างแปลกใจหรือที่าุโเจิ้งพูดไว้จะเป็ความจริงเพราะจุดชีพจรบางจุดของหนานกงฉางเซินถูกสกัดไว้เลยทำให้อารมณ์ของเขาขึ้นลงง่ายกว่าเดิมดูจากสิ่งที่เป็อยู่ในขณะนี้ก็พอจะยืนยันได้
“ใต้เท้าสำนักบัณฑิตแต่สอดขาเข้ามายุ่งเื่บ้านข้านี่นะ”
“เมื่อต้นปีที่ผ่านมาบุตรสาวคนโตของเขาเพิ่งเข้าวังถวายตัวได้เพียง ๑ เดือนก็ได้เลื่อนขั้นจากไฉหนี่ว์[1]เป็ไฉเหริน[2]จากที่ข้าเข้าวังหลวงไปเมื่อคืนได้ข่าวว่านางกำลังตั้งครรภ์ัตอนนี้ต้าหวางเลื่อนให้นางข้ามขั้นเป็ปาจื่อ เกรงว่าหากบุตรของนางเป็ชายคงได้น้ำหนุนเรือสกุลโต้วจนลอยเหนือน้ำกลายเป็ตระกูลใหญ่ลำดับสี่ของเมืองหวยในไม่ช้า”สือเจียหย่งตอบคำถามอย่างใจเย็น ทั้งยังเอ่ยถึงเหตุผลที่ทำให้คนสกุลโต้วบังอาจเหิมเกริมถึงขนาดสอดมือเข้ามายุ่งเื่วุ่นวายนี้
“ดูท่าต้าหวางจะโปรดนางมาก”หนานกงฉางเซินพยักหน้ารับ พลางหยิบขนมดอกหวย[3]ขึ้นใส่ปากเคี้ยวหมับๆทั้งยังดูดปลายนิ้วที่เลอะน้ำผึ้งจากขนมอย่างไร้มาดคุณชายอัจฉริยะอันดับหนึ่งของต้าฉิน
สือเจียหย่งได้แต่ส่ายหน้าให้กับท่าทางของอีกฝ่าย ขนาดเพิ่งฟื้นขึ้นมาแท้ๆ ยังกล้าหยิบของกินเล่นเข้าปาก ถ้าฮูหยินผู้เฒ่ารู้คงถูกตำหนิ
ทั้งสองนั่งคุยแลกเปลี่ยนเื่ราวที่เกิดขึ้นรวมไปถึงข้อสงสัยที่เกิดจากพลังลึกลับกลางป่าร้อยลี้พูดคุยกันจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามเย็นพวกเขาก็เห็นว่าปรมาจารย์เจิ้งกำลังย่างเท้าเข้ามาในเรือนร่างของบุรุษทั้งสองที่นั่งคุยกันรีบลุกขึ้นแสดงความเคารพอย่างรวดเร็วผู้าุโเพียงยกมือเป็เชิงว่าไม่ต้องมากพิธีจากนั้นก็บอกให้ทั้งสองตามไปยังเรือนพักของฝูอวี้ฉยง
***************
เรือนหลังใหม่ของฝูอวี้ฉยงนี้อยู่ทางปีกซ้ายของจวนเป็เรือนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ไม่ได้ห่างไกลญาติมิตรเช่นเรือนเดิมที่เคยอาศัย หน้าเรือนเป็ลานกว้างมีโต๊ะเก้าอี้ทำจากหินดำประกายทองวางอยู่ใต้ต้นหวยสูงใหญ่ที่กำลังออกดอกเป็พวงช่อสีขาวทั่วทั้งต้นตัวเรือนแบ่งออกเป็สองส่วนคือส่วนหน้าและส่วนหลังมีฉากบังลมสี่พับรูปแพะสามตัวกำลังกินหญ้าใต้ดวงอาทิตย์กลมใหญ่คลี่กางอยู่ด้านหน้าประตูไม้วงพระจันทร์ที่เชื่อมกับส่วนหลังของเรือน
“คารวะต้าเหริน คารวะจิ้งหวางนายท่านสาม”แม่นมซูที่เห็นว่าบุรุษต่างวัยสามคนเดินเข้ามาในเขตเรือนพักก็รีบเดินออกมาหน้าประตูและคุกเข่าคารวะอย่างรวดเร็ว
“ช่างเถอะ ๆนายของเ้าน่าจะฟื้นแล้วใช่หรือไม่” เจิ้งเถียนเหมียวเอ่ยถามอย่างคาดเดา
“เ้าค่ะแต่ฟื้นได้เพียงครึ่งถ้วยชาก็หลับไปอีกครั้ง”
“ลุกขึ้นเถอะเข้าไปด้านในกัน”พูดจบชายชราก็เดินนำเข้าไปภายในเรือนอย่างไม่ต้องมีใครมานำทางเนื่องจากเช้าวันนี้เขาได้แวะมาดูอาการนางแล้วหนึ่งหนทั้งยังมีเมตตาเผื่อแผ่ไปถึงหลานสาวของแม่นมซูอีกด้วย
จิงเว่ยตอนนี้พักรักษาตัวที่ห้องเล็กด้านข้างหลังจากได้โอสถที่ท่านผู้เฒ่ามอบให้เมื่อเช้านี้ ชีพจรของเด็กหญิงก็กลับมาเต้นปกตินางมีแรงพูดจาได้มากขึ้นทั้งยังเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีขึ้นกว่าเดิมคาดว่าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ให้หลังคงกลับมาเป็ปกติดีแม้จะสูญเสียเนื้อหลังไหล่ไปก้อนใหญ่แต่จากสรรพคุณโอสถที่ใช้ก็ทำให้มันค่อย ๆสร้างตัวขึ้นใหม่อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อยแต่อย่างน้อยก็สามารถกลับมาเป็เหมือนเดิมได้ถึง ๗ ใน ๑๐ส่วน
ชายสูงวัยหยุดอยู่ข้างเตียงคนป่วย วางมือของตนลงบนกระหม่อมเด็กหญิงเบาๆ แล้วส่งกระแสปราณผ่านปลายนิ้วทั้งห้าเข้าไปตรวจร่างคนป่วยเพียงพริบตาต่อมาก็ได้ผลลัพธ์ตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้
“นังหนูฉยงผู้นี้ดูท่าจะมีความลับซ่อนอยู่ตอนพบกันครั้งแรกบิดาไม่อาจััได้ถึงตันเถียนของนาง เพียงมอบโอสถคืนปราณให้หนึ่งเม็ดเช้าวันนี้บิดากลับรู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของตันเถียนในร่างมาตอนนี้ตันเถียนของนางก่อรูปร่างชัดเจนชีพจรยุทธ์ที่ควรเหือดแห้งดุจซากไม้ผุผังกลับฟื้นฟูหากไม่ติดว่าพิษได้กระจายไปทุกส่วนของร่างแล้ว นางก็ไม่ต่างจากคนทั่ว ๆ ไป”คำบอกกล่าวของาุโเฒ่าทำให้สามคนที่ยืนอยู่ภายในห้องเกือบหยุดหายใจ
ฝูอวี้ฉยงเกิดมาพิการปราณในกายถูกรีดเค้นออกจนหมดสิ้นในคราที่หนานกงหลิวอิงขับพิษหนอนกู่อสุระให้เหลียนต้าหวางจนพิษร้ายสะท้อนกลับและส่งต่อมาถึงทารกในครรภ์เหตุนี้ชีพจรยุทธ์ของฝูอวี้ฉยงจึงไร้พลังปราณหล่อเลี้ยง ทั้งมีพิษร้ายเข้าแทรกซึมเมื่อเวลาผ่านไปชีพจรจึงเสียหายและตีบตันไม่อาจใช้งานได้ ตันเถียนซึ่งเป็แหล่งกักเก็บพลังปราณจึงมีสภาพเฉกเช่นเดียวกับชีพจร
ทว่าท่านเจิ้งกลับพูดว่าตันเถียนของฝูอวี้ฉยงมีการเคลื่อนไหวและก่อตัวขึ้นไม่เท่ากับนางได้ฝืนชะตา์หรอกหรือ
“พวกเ้าเล่ามาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางที่กลับมาเมืองหวยนั่งลงแล้วก็เล่ามา” ร่างสันทัดผละจากขอบเตียงแล้วเดินมาทิ้งกายลงบนเก้าอี้เอนตัวใหญ่ที่วางอยู่ ทั้งยังเอ่ยปากถามเข้าประเด็นอย่างไม่พิรี้พิไร
จิ้งหวางกับหนานกงฉางเซินจึงเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ไม้กลมส่วนซูเฉี่ยนก้าวเข้าไปหยุดยืนห่างจากเตียงนอนคุณหนูของนางเล็กน้อย
“ขบวนรถม้าของเราถูกสัตว์เวทโจมตีขอรับ”จิ้งหวางรับหน้าที่พูดเล่าเื่เป็คนแรก แต่ทันทีที่เขาเอ่ยปากใบหน้าของท่านผู้เฒ่าก็แสดงความอึมครึมขึ้นมาทันควันดวงตาคู่นั้นเพ่งมองมาที่ผู้พูดราวกับจับสังเกต
“สัตว์เวทอะไรกันถึงสามารถทำร้ายเ้าหนานกงหน้าหยกที่มีระดับปฐีขั้น๘ ได้สาหัสเพียงนี้ หรือเ้าจะบอกว่าระหว่างทางกลับมาเมืองหวยเ้าพบกับสัตว์ร้ายระดับหวงขั้นสูงสุดงั้นหรือ”คำถามของท่านเจิ้งบอกชัดว่าไม่ค่อยเชื่อที่จิ้งหวางพูดสักเท่าไหร่เพราะหนานกงฉางเซินมีฝีมือถึงขั้นแปดลำพังสัตว์เวทระดับหวงขั้นสูงยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำให้เขาอับจนหนทางจนาเ็สาหัสได้เช่นนี้
“เป็เช่นนั้นขอรับ ผู้เยาว์มิกล้าปด”สือเจียหย่งตอบด้วยท่าทางนอบน้อมั์ตาของเขาฉายแววมั่นคงและจริงใจออกมาจนอาจารย์เจิ้งมิกล้าดูแคลน
“เป็ไปได้อย่างไรระดับหวงขั้นสูงเดิมก็ไม่ลงมาปะปนกับผู้คน อาศัยอยู่แต่ในแนวป่าลึกนี่ระดับหวงสูงสุดเชียวหรือ สัตว์เวทบำเพ็ญตนระดับนี้อย่างน้อยอายุต้องสามสี่ร้อยปีขึ้นไปแต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าการปรากฏตัวของสัตว์เวทระดับหวงขั้นสูงสุดคือเื่ที่พวกเ้าเอาชีวิตรอดมาจากเงื้อมมือของมันมาได้ยิ่งคิดบิดาก็ยิ่งไม่เข้าใจ” ใบหน้าของชายชราแสดงอารมณ์ชัดเจนไม่มีปิดบังยามเอ่ยก็โยกศีรษะตามจังหวะการพูดของตนราวกับเด็ก ๆหากน้ำเสียงหนุ่มแน่นกลับน่าเกรงขามและเต็มไปด้วยข้อสงสัย
“มิใช่พวกผู้เยาว์ลงมือหรอกขอรับแต่เป็...เป็เสี่ยวฉยง” หนานกงฉางเซินที่นิ่งเงียบมานานตัดสินใจพูดออกมาเพราะเขาเองก็ยังคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่อีกทั้งปราณสีน้ำเงินเข้มที่ปรากฏในวันนั้นภายนอกดูคลับคล้ายธาตุน้ำแข็งที่เขาแต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็จะพบความล้ำลึกเหลือประมาณซึ่งมันไม่ใช่ลักษณะของปราณธาตุน้ำแข็งอย่างแน่นอน
“เ้าพูดมาให้กระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”าุโชุดขาวแทบตกจากเก้าอี้ทันทีที่ได้ยินคำของหนานกงฉางเซินความสงสัยของเขาถูกคลี่คลายในเวลาต่อมาเมื่อบุรุษรุ่นเยาว์ทั้งสองผลัดกันเล่าเหตุการณ์ในป่าร้อยลี้ออกมาจนหมดทุกกระบวน
“นำขลุ่ยของนางมาให้บิดาดู”สิ้นคำสั่งแม่นมซูก็ย่อกายคำนับก่อนจะเดินไปหยุดข้างเตียงของนายน้อยแล้วปลดสร้อยที่ผู้หลับใหลสวมติดกายออกมา
“นี่เ้าค่ะ” ยื่นให้ท่านเจิ้งเสร็จซูเฉี่ยนก็ขยับถอยฉากออกไปยืนที่เดิม
เจิ้งเถียนเหมียวรับขลุ่ยย่อขนาดมาถือไว้กลางฝ่ามือของชายสูงวัยปรากฏคลื่นพลังปราณผลักให้ขลุ่ยลอยขึ้นกลางอากาศ
เ้าขลุ่ยไผ่หมุนวนรอบตัวของมันเป็ระวิงปลดปล่อยไอวิเศษสีเหลืองบางเบาออกมา มันมีลักษณะเจือจางดุจไอควัน ซึ่งสามารถระบุระดับและขั้นของมันได้ทันทีว่าเป็
“ระดับหวงขั้นต้น” จบคำอาจารย์เจิ้งก็คลายพลังปราณของตนออก ขลุ่ยสองชุ่นจึงตกลงมาบนฝ่ามือของเขา
“อะไรนะขอรับแล้วเหตุใดสมบัติเวทระดับหวงขั้นต้นถึงสามารถเอาชนะสัตว์เวทระดับหวงขั้นสูงสุดได้”ลมหายใจบุรุษหนุ่มแทบหยุดลงทันทีเมื่อได้ยินว่าขลุ่ยของหลานสาวเป็เพียงสมบัติเวทระดับหวงขั้นต้น
แล้วเื่ที่เกิดในป่าร้อยลี้เล่า...แท้จริงมันคือสิ่งใด
“ลำพังขลุ่ยวิเศษระดับหวงขั้นต้นยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสังหารสัตว์เวทระดับหวงกลางได้ด้วยซ้ำ ในเมื่อนางเป็ผู้ควบคุมขลุ่ยวิเศษเ้าคิดว่าพลังที่จัดการหมาป่าเวทตัวนั้นจะมาจากที่ใดเล่าถ้าไม่ใช่มาจากตัวของนาง”คำสรุปจากผู้าุโ ทำให้อากาศในห้องเย็นเฉียบราวตกอยู่ในวงล้อมภูผาน้ำแข็งพันปี
ไม่ใช่ว่าพวกเขาทั้งสามไม่เคยคิด...แต่เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าชีพจรยุทธ์ของเด็กน้อยวัย ๙ขวบได้สิ้นสภาพลงไม่ต่างจากต้นไม้ไร้รากการที่บอกว่าผู้ไร้สามารถเช่นนางสามารถปลดปล่อยปราณออกมาได้มิใช่เื่น่าขันหรอกรึ
“ดูท่านังหนูฝูจะมีความลับซ่อนเร้นอยู่มากมายทั้งเื่ตันเถียนที่สามารถกลับมาก่อรูปร่างได้อีกครั้งทั้งเื่พลังปราณสีน้ำเงินที่สามารถสังหารสัตว์เวทระดับหวงขั้นสูงสุดได้”ดวงตาของผู้สูงวัยครุ่นคิดอย่างอับจนหนทางแม้เขาส่งปราณเข้าตรวจสอบร่างกายของนางแล้วถึงสามรอบแต่ก็ไม่พบเบาะแสอะไรมากพอที่จะช่วยตอบคำถามที่พวกเขากำลังผจญอยู่ในขณะนี้ได้เลย
เขาไม่อาจแม้แต่จะััถึงเศษเสี้ยวพลังสีน้ำเงินที่ว่าได้
แม่นมซูซึ่งยืนฟังบทสนทนาของทั้งสามมานานเลยพอได้ข้อสรุปบางอย่างกับตนเองถึงอย่างไรคนในห้องนี้ก็ล้วนแต่เป็คนใกล้ชิดของนายหญิงผู้ล่วงลับอีกทั้งปรมาจารย์เจิ้งก็ยังมีฐานะสูงส่งบางทีการบอกความลับที่ตนรักษาไว้ต่อเขาอาจเป็ประโยชน์ต่อคุณหนูก็เป็ได้
“บ่าวมีเื่สำคัญที่จะเรียนให้ทราบเ้าค่ะ”
“เื่อันใด”เจิ้งเถียนเหมียวปรายตามองสตรีผู้พูด
“ก่อนที่นายหญิงจะสิ้นลมนายหญิงได้มอบแหวนหยกเขียววงนี้ให้กับบ่าวสวมติดกาย ทั้งยังกำชับไว้ว่าหากอักขระภายในแหวนดูดซับพลังปราณจากผู้สวมจนเต็มเมื่อใดที่คุณหนูหยดโลหิตผูกพันธะกับแหวนคุณหนูจะสามารถใช้แหวนจัดเก็บได้โดยไม่จำเป็ต้องมีปราณ”ซูเฉี่ยนเอ่ยคำพร้อมถอดแหวนหยกเขียวที่นางสวมติดกายมาหลายปีส่งให้ปรมาจารย์เจิ้ง
“แหวนหยกเขียวงั้นรึ”ท่านผู้เฒ่ารับมันมาถือไว้ เพียงกวาดตาผ่าน ๆก็จำได้ว่ามันคือแหวนจัดเก็บที่เขามอบให้ศิษย์รักของตนเองดวงตาของเจิ้งเถียนเหมียวสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะปิดลงแล้วตรวจสอบแหวนในมือด้วยััปราณ
มันคือแหวนจัดเก็บวงที่เขามอบให้หนานกงหลิวอิง
แต่ยามนี้กลับถูกประทับด้วยอักขระบางอย่างจึงทำให้คุณสมบัติของมันเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว แต่กระนั้นประทับอักขระนี้กลับไม่ใช่คำตอบที่พวกเขา้า
“แหวนวงนี้ประทับอักขระบางอย่างไว้แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราตามหากัน”
ได้ยินดังนั้นแม่นมซูจึงรีบบอกความลับอีกข้ออย่างรวดเร็ว
“นอกจากนายหญิงจะประทับอักขระในแหวนแล้วนายหญิงยังได้ประทับอักขระไว้บนร่างของคุณหนูอีกด้วยเ้าค่ะ”
“อะไรนะ” บุรุษชุดขาวอุทานขึ้นอย่างตกตะลึงแม้เขาััได้ถึงอักขระภายในแหวนที่ถืออยู่แต่เขาก็ไม่คิดว่าผู้ที่ประทับอักขระคือศิษย์หญิงเพียงคนเดียวของเขา
“บ่าวกล้าสาบานต่อฟ้าว่าสิ่งที่บ่าวพูดเป็ความจริงทุกประการ วันที่นายหญิงสิ้นลมนางได้ประทับอักขระสุดท้ายไว้บนร่างของคุณหนู ทั้งยังสั่งเสียไว้ว่ามันคืออักขระคุ้มภัยที่จะสามารถรักษาชีวิตของคุณหนูไว้ได้หนึ่งครั้ง”ร่างของซูเฉี่ยนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ทั้งยังกล่าวคำสาบานออกมาด้วยความหนักแน่น
“อักขระอยู่ที่ใด”
“หลังไหล่ซ้ายของคุณหนูเ้าค่ะ”แม่นมซูรีบตอบอย่างไม่ปิดบังส่วนท่านผู้เฒ่าเมื่อได้รับคำตอบก็ลุกจากเก้าอี้เอนหลังแล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียงเขาจับร่างของเด็กหญิงพลิกนอนคว่ำอย่างรวดเร็วพลางยกมือข้างขวาขึ้นวางไว้เหนือหลังไหล่ด้านซ้ายของเด็กน้อย
พลังปราณผนึกรวมกันที่ปลายนิ้วสองดรรชนีลากกรีดกลางอากาศ
ฉับๆ
เสื้อที่ฝูอวี้ฉยงสวมก็เกิดเป็รอยตัดวงกลมใหญ่เท่ากำปั้นบุรุษมันเพียงเปิดเผยให้เห็นิัส่วนนั้นแต่ไม่ได้ทำอันตรายต่อเด็กหญิงยามเมื่อเศษผ้าหลุดหายไปก็ปรากฏรูปวาดกลีบดอกไม้สีม่วงหนึ่งกลีบเส้นเงาคลับคล้ายรอยสักที่ประณีตบรรจง
ท่านผู้เฒ่าจี้ปลายดรรชนีทั้งสองลงบนกลีบดอกไม้อย่างทันควันหากเพียงปราณของเขาส่งผ่านปลายนิ้วเข้าไปในร่างของเด็กหญิง
ครืน!!!
เสียงคลื่นพลังดังขึ้นหนักหน่วงประหนึ่งเสียงระฆังใบั์ที่ตีใกล้หู วงคลื่นสะท้อนเข้าโจมตีร่างของเจิ้งเถียนเหมียวโดนไม่ได้ทำอันตรายต่อคนอื่นๆ ในห้อง
มันสามารถจู่โจมจนาุโระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ถึงกับเสียหลักจนทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นอีกทั้งมุมปากข้างซ้ายของอาจารย์เจิ้งก็ยังมีโลหิตสายหนึ่งไหลออกมา
“ประทับเป็ตาย”
*************************
[1]ตำแหน่งของนางสนมในเื่ เป็ฐานะแรกเริ่มของสตรีที่เข้าวังมีฐานะกึ่งบ่าวกึ่งสนมเมื่อเข้าวังจะมีฐานะเป็ ไฉหนี่ว์
[2]ตำแหน่งนางสนม ลำดับจากต่ำไปสูงคือ ไฉเหริน เหลียงเหรินหรูจื่อ ปาจื่อ เหม่ยเหริน และฟูเหริน
[3]เป็ขนมกินเล่นอย่างหนึ่ง ทำจากดอกต้นหวยหมักกับน้ำผึ้งแล้วผสมแป้งและน้ำ นำไปนึ่งจนสุก เมื่อเย็นตัวลงก็หั่นเป็ชิ้นพอดีคำ