บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX

    หัวของมันเป็นของข้า

    บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXหัวของมันเป็นของข้า





              นัยน์ตาสีมรกตเหม่อมองดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้าผ่านทางหน้าต่าง ย้อมให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีแสดใกล้มืดเข้าไปทุกที ขณะเดียวกันมือก็คอยจัดกองเอกสารบนโต๊ะไม้ให้เรียบร้อย เตรียมตัวออกไปทำงานตามหน้าที่ของตน

              แต่ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ส่งให้หัวหน้าทหารเอลฟ์ตระเวนชายแดนกอร์ดอนต้องเหลือบไปมอง

              "เข้ามาได้ ประตูไม่ได้ล็อค"

              สิ้นคำนั้น ประตูก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นผู้เคาะประตูเป็นทหารเอลฟ์หนุ่มคนหนึ่ง เขายกกำปั้นซ้ายขึ้นทาบอกเป็นการทำความเคารพ กอร์ดอนเองก็ทำท่าเคารพตอบรับเช่นกัน

              "ท่านหัวหน้ากอร์ดอนครับ มีแขกต้องการพบท่านเป็นการด่วนครับ"

              เมื่อทำการเคารพตามหน้าที่เสร็จแล้ว ทหารเอลฟ์คนนั้นก็เริ่มแจ้งเรื่องด้วยสีหน้าเป็นกังวล ส่งให้กอร์ดอนต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ

              "แขก? ในเวลาค่ำมืดเช่นนี้ตามกฎของเมืองเราห้ามให้ใครมาขอพบกับบุคลากรทหาร ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัว หากไม่ใช่คนสำคัญจริง ๆ ก็ต้องไล่กลับไปซะ อีกอย่างตอนนี้ข้าไม่ว่าง"

              "แต่ท่านหัวหน้าครับ... คนที่มาขอพบเป็นนักรบทมิฬนะครับ..."

              กอร์ดอนยกมือขึ้นแคะหูพลางสะบัดมือไล่ลูกน้องของตัวเองด้วยสีหน้ารำคาญ แต่ประโยคต่อมาของนายทหารเอลฟ์ทำให้กอร์ดอนเป็นอันต้องหน้าแข็งค้าง นิ้วก้อยที่กำลังแคะหูอย่างเมามันพลันชะงักกึก

              นักรบทมิฬ... คำนี้เป็นคำที่ทหารในหน่วยเอลฟ์แทบทุกคนจดจำได้อย่างแม่นยำ แม้จะมีทหารเอลฟ์บางคนไม่รู้จัก แต่นามนี้ก็ถูกเล่าจากเอลฟ์ในหน่วยของกอร์ดอนชนิดที่ว่าปากต่อปาก ใส่สีตีไข่อย่างหนักเสียจนตอนนี้แทบจะไม่มีทหารเอลฟ์คนไหนไม่รู้จักแล้ว

              บุรุษผู้ต่อกรกับออร์คได้ทั้งกองทัพ ทั้งที่ออร์คเพียงตัวเดียวจำเป็นต้องใช้ทหารเอลฟ์ฝีมือดีหลายนายถึงจะเอาอยู่ หนำซ้ำยังมีเรื่องเหลือเชื่ออีกว่ามอนสเตอร์ระดับหายนะที่ต่อให้นักผจญภัยระดับมิธริลนับร้อยเข้าต่อกรก็ไม่อาจเอาชนะได้ แต่มันกลับถูกคนเพียงคนเดียวฆ่าตายเสียอย่างงั้น

              ซึ่งนามนี้ก็มีผู้ครอบครองอยู่เพียงผู้เดียว...

              "พาข้าไปหาเขาเดี๋ยวนี้!"




              ผมเหลือบมองร่างของทหารเอลฟ์สองคนกำลังวิ่งออกมาจากอาคารไม้ เมื่อสังเกตเห็นผมกำลังยืนเด่นหราอยู่หน้าค่ายทหาร พวกเขาจึงมุ่งตรงเข้ามาด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง

              "เจ้ามาหาข้าในเวลาเช่นนี้มีธุระอะไร? นักรบทมิฬ"

              เจ้าเอลฟ์ยิงคำถามใส่ผมทันทีที่มาถึง ด้วยความที่ผมไม่อยากให้มันเสียเวลาไปมากกว่านี้จึงตอบออกไปตามความจริง

              "ข้าต้องการศพของหัวหน้าออร์ค"

              "ห๊ะ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"

              กอร์ดอนที่ได้รับคำตอบไปก็ถึงกับทำหน้ามึน กล่าวถามย้ำด้วยความไม่เข้าใจ แต่ด้วยความขี้เกียจผมจึงเพยิดหน้าให้เอลฟ์สาวข้างกายเป็นคนอธิบาย ระหว่างอธิบายกอร์ดอนก็มีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าแปลกใจ สีหน้างุนงง หรือการทำหน้าเหวอ

              "อ่อ... ที่แท้เจ้าก็ติดหนี้อยู่นี่เอง จึงไปสมัครเป็นนักผจญภัยเพื่อหาเงิน พอเห็นภารกิจปราบหัวหน้าออร์คก็เลยอยากจะไปเอาศพของมันมาส่งสินะ เข้าใจละ... กับผีน่ะสิ! แค่ทำฝักดาบเหตุไฉนจะต้องติดหนี้ปาไปตั้ง 40,000 เหรียญทองกัน! จำนวนขนาดนั้นต่อให้ข้าใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่สามารถหามาได้เลยนะ!"

              ตอนแรกกอร์ดอนทำสีหน้าสงบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนท่าทางในฉับพลันร้องออกมาด้วยเสียงอันดังก้อง พร้อมกับหันมาถามผมด้วยหน้าตาตื่น

              "เพราะเหตุนั้น ข้าถึงต้องการศพของหัวหน้าออร์คเพื่อนำไปรับเงินรางวัลยังไงล่ะ หากเจ้าให้การช่วยเหลือข้าก็คงจะง่ายขึ้นเยอะ"

              ผมกะพริบตาปริบ ๆ ต่อท่าทางเว่อวังของเจ้าเอลฟ์ตรงหน้า ก่อนกล่าวเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึม ส่งให้กอร์ดอนกระแอมเล็กน้อยกลับมาสงบสติอารมณ์ของตัวเองเหมือนเดิม

              "เห็นทีคงจะเป็นการยาก เจ้าจำกองทหารเมื่อตอนบ่ายได้หรือไม่? นั่นคือกองทหารของท่านแม่ทัพ ซิสเซอร์ ที่ส่งกำลังเสริมมาช่วย ทว่าเนื่องจากเจ้าได้ขับไล่พวกออร์คไปหมดแล้ว ท่านแม่ทัพจึงทำการปิดล้อมบริเวณนั้น และคอยตรวจตราอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้มีพวกออร์คบุกเข้ามาอีก เวลาเองก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ปานนี้คงกำลังอยู่ในช่วงเก็บกู้ซากศพของพวกออร์คอยู่"

              เจ้าเอลฟ์ตรงหน้ายืดตัวตรงกอดอกกล่าวด้วยสีหน้าปั้นยาก คำพูดของเขาเป็นไปตามที่ผมได้คาดการณ์เอาไว้ พวกออร์คมีผิวหนังแข็งยากที่คมดาบธรรมดาจะฟันเข้า น่าจะพอเอาไปทำชุดเกราะหนังได้อยู่ โดยเฉพาะหัวหน้าออร์คที่มีผิวหนังแข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้าเสียอีก ถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบชั้นดีเลยทีเดียว

              "แล้วอย่างไร?"

              คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของผม ส่งให้กอร์ดอนเป็นอันต้องชะงักกึก 

              "คนสังหารมันเป็นใคร? หากไม่ใช่ข้าจะเป็นใครไปได้อีก? มันควรจะเป็นของข้าด้วยซ้ำ ไม่ใช่ของพวกเจ้า"

              "เอิ่ม... นักรบทมิฬใจเย็น ๆ นะ"

              "ข้ามิได้ใจร้อน กอร์ดอน แต่เจ้าควรจำไว้ว่าใครเป็นผู้ช่วยชีวิตเจ้า และใครคือผู้มีพระคุณของเจ้า นอกจากนี้หากข้าไม่หยุดหัวหน้าออร์คเอาไว้ตรงนั้น มันอาจจะตรงเข้ามาโจมตีเมืองแห่งนี้ พร้อมกับออร์คนับร้อยตัวก็เป็นได้ เจ้าสามารถให้คำสัตย์สาบานต่อข้าได้หรือไม่ ว่าหากเรื่องนั้นมันเกิดขึ้น มันจะไม่เกิดความสูญเสียใด ๆ ?"

              ไอเทมตูโว้ย!!! ใครหน้าไหนก็ห้ามมาแย่งไอเทมตูทั้งนั้น! ลองคิดตามดูสิ ผมพยายามแทบตายกว่าจะได้ไอเทมบางชิ้นมา แต่กลับมาถูกใครที่ไหนไม่รู้มาชุบมือเปิปไปซะอย่างงั้น เป็นใครก็ไม่ยอมหรอกเฟ้ย! 

              กอร์ดอนที่ถูกผมพูดใส่ไปแบบนั้นก็ถึงกับนิ่งค้างไปพักหนึ่ง เซเลสทีนเองตอนแรกกำลังทำท่าทางห้ามปรามก็เป็นอันต้องตัวแข็งค้างต่อคำพูดของผมไม่ต่างกัน

              กอร์ดอนครุ่นคิดถึงสิ่งหนึ่งที่เขาได้มองข้ามไป นึกย้อนกลับไปจากทิศทางของพวกออร์ค เหมือนกับว่าพวกมันกำลังมุ่งตรงมายังเมืองอย่างไรอย่างนั้น โดยมีหัวหน้าออร์คเป็นแกนนำ มืเช่นนั้นคงไม่มีวันได้พบเจอกับหัวหน้าออร์ค ซึ่งมันควรจะอยู่ลึกเข้าไปในป่าด้วยซ้ำ ตามตำราเคยกล่าวไว้ว่าหัวหน้าออร์คก็เปรียบเสมือนราชา มันจะนำกำลังทหารที่เป็นออร์คของตัวเองไล่ทำลายบ้านเรือน และจับผู้คนมากิน บางครั้งก็บุกเมืองเล็กเพื่อยึดเป็นฐานที่มั่น แต่เรื่องราวในตำรานี้เขาก็ไม่เคยได้ยินข่าวคราวจากเรื่องจริงมาก่อนเลยสักครั้ง

              แต่ถ้าหากมันบุกมายังเมืองปราการซาดีนจริง ด้วยกำลังทหารที่มีมากถึง 5 พันนาย และกำแพงสูงนับสิบเมตร ก็น่าจะมากพอสำหรับการต้านทานการบุกของออร์คนับร้อยตัวได้ ส่วนหัวหน้าออร์คก็จะถูกบาลิสต้าที่ติดตั้งอยู่บนกำแพงยิงตัดกำลัง 

              ถึงอย่างนั้นประตูเมืองก็คงจะถูกหัวหน้าออร์คตีแตกในไม่กี่อึดใจ พวกออร์คหลายสิบตัวก็จะกรูเข้ามาในเมือง เมื่อถึงเวลานั้นเขาไม่อยากคาดคิดเลยว่าจะต้องมีทหารเสียชีวิตไปกี่นาย ยังไม่นับรวมหัวหน้าออร์คตามเข้ามาอาละวาดในเมืองอีกนะ

              ด้วยกำลังทหารของเมืองในตอนนี้ แม้จะสามารถจัดการพวกออร์คลงได้ แต่ก็คงไม่อาจสังหารหัวหน้าออร์คลงได้เป็นแน่ ทำได้เพียงขับไล่มันออกไปเท่านั้น

              หากคิดตามนี้ นักรบทมิฬไม่ได้มีพระคุณแต่เพียงพวกเขา แต่มีพระคุณต่อเมืองทั้งเมืองเลยด้วยซ้ำ!

              "เฮ้อ... เข้าใจแล้ว ๆ ข้าเข้าใจแล้ว! เห็นแก่เจ้าที่ช่วยชีวิตข้า และลูกน้องของข้าไว้ เดี๋ยวข้าจะช่วยเกลี้ยกล่อมท่านแม่ทัพให้"

              สุดท้ายกอร์ดอนก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยคำว่า 'เข้าใจแล้ว' สามครั้งติด แล้วหันไปสั่งการกับทหารเอลฟ์หนุ่มข้างกายด้วยแววตาปลาตาย

              "เจ้าไปเตรียมม้าให้ข้า และเรียกทหารม้า 10 นายมาติดตามข้า"

              "ครับผม!"

              ทหารเอลฟ์คนนั้นตอบรับด้วยน้ำเสียงขึงขัง ก่อนจะวิ่งออกไปสุดฝีเท้าหายเข้าไปในค่ายทหาร ส่วนกอร์ดอนก็หันกลับมามองผมด้วยแววตาเบื่อโลก

              "ถ้าข้าโดนไล่ออก ถือว่าเป็นความผิดของเจ้านะ"

              "ข้าไม่สน"

              ผมเบือนหน้าหนีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ในใจก็แอบหวั่นๆ ว่าจะเผลอทำให้หน้าที่การงานของใครบางคนต้องพังทลายลง เอาเป็นว่าถ้าเกิดขึ้นจริง เดี๋ยวผมจะหา 1,000 เหรียญทองมาให้เป็นค่าขอโทษละกัน

              ไม่นานนักก็มีทหารเอลฟ์ 10 นายควบม้ากลับมาโดยจูงม้ามาด้วย 2 ตัว สายตาของทหารเอลฟ์แทบทุกคนต่างพากันจ้องมองมาที่ผมด้วยแววตาสั่นกลัวไม่ต่างจากเมื่อตอนเย็น

              กอร์ดอนกระโดดขึ้นบนหลังม้าสีขาวตัวหนึ่ง เขาลูบขนม้าตัวนั้นเบา ๆ ก่อนจะหันมามองผมที่ยืนนิ่งด้วยแววตาสงสัย

              "เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ?"

              เอ่อ... ก็ไม่เป็นน่ะสิ แต่ขืนตอบไปตามความจริงคงจะไม่สมกับเป็นอาทัสเท่าไหร่

              "ด้วยน้ำหนักของชุดเกราะที่สวม และดาบที่ข้าถืออยู่ ม้าคงไม่อาจรับไหว เอาเป็นว่าให้เซเลสทีนขึ้นขี่ละกัน"

              "เอ๋!? ข้าไปด้วยได้เหรอคะ?"

              ผมนำความจริงมาอ้างแถไป ก่อนจะส่งทอดม้าตัวนี้ให้แก่เซเลสทีน ทำเอาเจ้าตัวต้องยกมือขึ้นป้องปากกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ

              "แล้วเจ้าจะไม่ตามพวกข้าไปด้วยงั้นรึ?"

              ขณะที่เซเลสทีนกำลังเดินไปขึ้นม้าตัวสุดท้ายนั้น กอร์ดอนก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย พร้อมกับมองตัวผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

              "ข้าต้องไปด้วยอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีของข้า"

              ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึม ก่อนจะก้าวเดินไปตามถนน โดยมีกอร์ดอร์น เซเลสทีน และทหารเอลฟ์ 10 นายควบม้าตามมา ประชาชน และนักผจญภัยที่เห็นก็ต่างพากันหลีกทางให้พวกเราเดินผ่านไปได้อย่างสบาย          
              กึ่งเดินกึ่งวิ่งได้สักพัก พวกเราก็มาหยุดอยู่หน้าประตูเมืองอันคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาในเมืองไม่หยุดหย่อน แม้ว่าเวลาใกล้จะมืดค่ำแล้วก็ตาม

              "พวกเจ้ารอนี่ก่อน"

              กอร์ดอนเอ่ยขึ้นก่อนจะควบม้าตรงไปคุยกับทหารเฝ้าประตูเมือง คุยกันสักพักหัวหน้าเอลฟ์ก็กวักมือเรียกให้พวกเราตามไป แล้วเจ้าตัวก็ควบม้าออกไปนอกประตูเมือง

              เมื่อออกมานอกเมืองกันหมดแล้ว กอร์ดอนก็สั่งให้ทหารเอลฟ์ทุกคนจัดขบวนเตรียมออกตัว ก่อนที่เขาจะหันมาถามผมด้วยสีหน้าสงสัย

              "เอาจริงดิ เจ้าจะวิ่งไปจริง ๆ รึ?"

              "พวกม้าไม่อาจรับน้ำหนักของข้าไหว นอกจากการวิ่งก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว"

              ผมกล่าวพลางดัดคอไปพลางเกิดเสียงกระดูกดังลั่น อันที่จริงผมอยากจะฝากแบล็ค เกรทซอร์ดไว้ในค่ายทหารเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความกลัวว่าเหตุการณ์ตอนออร์คบุกโจมตีในตอนที่ผมไร้อาวุธจะเกิดขึ้นอีก ก็เลยไม่อยากจะอยู่ห่างจากอาวุธคู่ใจชิ้นนี้อีกต่อไปแล้ว

              "เอาเถอะ ต่อให้เจ้าบินได้ข้าก็คงไม่แปลกใจ"

              กอร์ดอนยักไหล่ไม่ใส่ใจ ก่อนจะเริ่มกระตุ้นให้ม้าออกตัววิ่ง พร้อมกับทหารเอลฟ์อีก 10 นายที่เริ่มกระตุ้นม้าให้วิ่งตาม ส่วนเซเลสทีนก็ยังคงกังวลกระตุ้นม้าให้ออกตัวช้ากว่าคนอื่นเพื่อรอผม

              เอาล่ะ... ปรับแรงสักหน่อยละกัน คราวนั้นวิ่งสุดแรงจนเกือบจะแซงม้าได้ในไม่กี่อึดใจอยู่แล้ว ตอนแรกก็วิ่งสุดแรงให้ตามพวกเอลฟ์ให้ทัน แล้วค่อยผ่อนแรงลงให้วิ่งอยู่ในความเร็วระดับเดียวกันกับม้าทีหลัง

              มือซ้ายยกขึ้นกำด้ามจับดาบไว้มั่น พร้อมกับก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า ก่อนจะย่อเข่าซ้ายด้านหลังลงเล็กน้อย ตามด้วยการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด สายตาทอดมองไปยังป่าร็อคเฮมฟ์อยู่ห่างออกไปตรงหน้า

              จากนั้นก็สปริงข้อเท้าออกตัววิ่งไปข้างหน้าสุดแรง!

         ตู้ม!

              เสียงระเบิดเล็ก ๆ ดังแว่วเข้ามาในหูจากด้านหลัง พร้อมกับร่างสวมชุดเกราะทมิฬได้พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงตัดผ่านอากาศ และความมืดยามค่ำคืน เสียงชุดเกราะเสียดสีกันดังถี่ยิบเสนาะหูราวกับการบรรเลงเพลง

              เซเลสทีนถึงกับเบิกตากว้างตกตะลึง ก่อนจะรีบกระตุ้นม้าให้วิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมเพื่อตามกลุ่มของกอร์ดอนให้ทัน โดยมีผมวิ่งไล่กวดมาจากด้านหลัง

              "ช้าไปนะ สาวน้อย"

              ผมกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มบางพร้อมกับวิ่งแซงม้าที่เซเลสทีนกำลังขี่ได้อย่างง่ายดาย

              "รอกันด้วยสิคะ!!!"

              นางอุตส่าห์ชะลอความเร็วของม้าเพื่อรอ แต่เหตุไฉนถึงไม่รอนางบ้าง!

              ผืนดินแห้งพลันแตกระแหงทุกครั้งที่ผมได้เหยียบย่ำลงไป หากเทียบความเร็วระดับนี้กับรถยนต์ล่ะก็ ผมน่าจะสามารถวิ่งได้ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยนะเนี่ย เทียบกับม้าที่วิ่งได้ราว ๆ 60 ถึง 80 กิโลเมตร มันก็ไม่แปลกนักที่ผมจะสามารถวิ่งแซงม้าได้ในไม่กี่อึดใจ

              ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที ผมก็สามารถวิ่งมาตีคู่กับกลุ่มของกอร์ดอนได้สำเร็จ ก่อนจะผ่อนความเร็วลงให้อยู่ในความเร็วระดับเดียวกัน

              "เอาจริงเหรอเนี่ย..."

              กอร์ดอนถึงกับเบ้ปากกล่าว ส่วนทหารเอลฟ์อีก 10 นายก็มองผมด้วยความตกตะลึงเป็นสายตาเดียวกัน 

              ร่างของอาทัสนี่มันคุมแรงยากจริง ๆ แฮะ คงต้องฝึกเรื่องนี้หน่อยละ ขืนไม่ควบคุมแรงไว้ให้ดี สักวันผมต้องเผลอทำคนตายโดยไม่รู้ตัวแน่เลย

              เพียงไม่กี่อึดใจพวกเราก็วิ่งเข้ามาในป่า ช่วงนี้ผมจำเป็นต้องลดความเร็วลงมาอยู่ข้างหลัง เพื่อให้เจ้าเอลฟ์เป็นคนนำทาง ขืนวิ่งดุ่ม ๆ เข้าไปในป่ายามมืดค่ำแบบนี้ จ้าวแห่งการหลงทางอย่างผมคงหาทางกลับไม่ได้จนถึงเช้าเป็นแน่

              ไม่นานนักความเร็วในการวิ่งของม้าก็เริ่มลดลง เนื่องจากจำนวนต้นไม้เริ่มหนาตามากขึ้น แต่ม้าก็ยังคงวิ่งด้วยความเร็วมากกว่าการวิ่งปกติของคน ผมจึงชะลอความเร็วลงมาตามไปด้วยพลางหอบหายใจอันหนักหน่วงออกมา

              เหนื่อยโว้ย!

              แต่ก็นับได้ว่าผมวิ่งมาไกลมากกว่าที่คิด ทั้งที่ในเกมต่อให้อัพสเตตัสจน Stamina เต็มแล้วก็ตาม หากวิ่งติดต่อกันนานเพียง 1 นาที มันก็มากพอจะทำให้ตัวละคร Stamina หมดแล้ว แต่ตอนนี้ผมกลับสามารถวิ่งติดต่อกันได้นานเกือบ 20 นาทีโดยไม่หยุดพักเลยสักนิด

              อาจเป็นเพราะในตอนนี้ร่างกายของอาทัสเป็นกายภาพมนุษย์จริง ๆ ทำให้พละกำลังที่แท้จริงของร่างนี้แสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่เหมือนกับในเกมที่ความสามารถของตัวละครจะถูกจำกัดลิมิตไว้ในระดับเทียบเท่ากันหมดเพื่อความสมดุลของตัวเกม

              ขณะกำลังครุ่นคิดไปพลางวิ่งไปพลางอยู่นั้น สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแสงไฟจากคบเพลิงกำลังส่องสว่างอยู่ในป่าข้างหน้าหลายดวง และมีคนสวมชุดเกราะหลายคนเดินเพ่นพ่านไปมาอีกด้วย

              กอร์ดอนเริ่มชะลอความเร็วของม้าลงจนกลายเป็นการเดิน ก่อนที่เขาจะควบให้ม้าเดินไปข้างหน้าพร้อมกับทหารเอลฟ์คนอื่น ๆ ส่วนผมก็เดินตามหลังพร้อมกับหอบหายใจเสียงดังไปด้วย

              "หยุด! พวกเจ้าเป็นใคร! ที่แห่งนี้ถูกท่านแม่ทัพซิสเซอร์กักบริเวณไว้แล้ว จงกลับไปซะ!"

              ทหารนายหนึ่งสังเกตเห็นพวกเราจึงทำการชี้ปลายหอกมาทางนี้พร้อมกับตะคอกเสียงดังลั่น ส่งให้ทหารคนอื่นๆ ในบริเวณนั้นร่วมสิบกว่าชีวิตต้องหันมามองด้วยความสนใจ

              "ช้าก่อน! นี่ข้าเอง!"

              กอร์ดอนกระโดดลงจากหลังม้าพร้อมกับเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มประจำตัว เมื่อพวกทหารเห็นว่าเป็นใครจึงลดหอกในมือลง

              "ที่แท้ก็เป็นท่านนี่เอง ท่านกอร์ดอน ข้าต้องอภัยในความหยาบคายของข้าด้วย"

              ทหารคนนั้นกระแทกปลายด้ามหอกลงบนพื้น พร้อมกับกล่าวขอโทษพลางยกกำปั้นซ้ายขึ้นทุบอกเป็นการทำความเคารพ พวกทหารคนอื่นเองก็ลดหอกลงทำความเคารพเช่นเดียวกัน

              "มิได้! มิได้! การมีคนเข้าใกล้พื้นที่กักบริเวณย่อมน่าสงสัยอยู่แล้ว ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด"

              กอร์ดอนทำความเคารพตอบรับพวกเขา ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าสบาย พลางจูงม้าเข้าไปหาพวกเขาโดยมีทหารเอลฟ์ และเซเลสทีนลงจากหลังม้าจูงม้าเดินตามหลัง

              ทันใดนั้นเองทหารคนหนึ่งก็สังเกตเห็นผมที่เดินตามหลังพวกเขามา ทหารคนนั้นจึงชี้หอกมาทางผมพร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น

              "นั่นใคร!!!"

              "ช้าก่อน! เขาเป็นสหายของข้าเอง"

              กอร์ดอนเห็นท่าไม่ดีจึงยกมือขึ้นร้องห้ามปราม ส่งให้ทหารคนนั้นต้องลดหอกในมือลง ก่อนจะทำความเคารพกล่าวขอโทษออกมาเสียงดัง

              "เจ้าพอจะนำทางข้าไปหาท่านแม่ทัพ ซิสเซอร์ ได้หรือไม่? พอดีข้ามีธุระกับท่านแม่ทัพนิดหน่อยน่ะ"

              "เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ถ้าเช่นนั้นเชิญตามข้ามา ท่านซิสเซอร์ตอนนี้กำลังพักอยู่ในกระโจมขอรับ"

              เจ้าเอลฟ์พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปกล่าวถามทหารตรงหน้า ทหารคนนั้นพยักหน้าตอบด้วยสีหน้าขึงขัง พลางผายมือเชิญให้พวกเราตามเขาไป

              ระหว่างนั้นผมก็มองสำรวจรอบ ๆ ไปด้วย ตามป่าแต่ละจุดในบริเวณนี้ล้วนเต็มไปด้วยทหารเฝ้าตรวจตราอย่างเข้มงวดหลายสิบคน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญมากขนาดไหน

              เมื่อเดินลึกเข้าไป จำนวนทหารในระยะสายตาก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้นถึงหลักร้อย พร้อมกับสังเกตเห็นกระโจมหลายหลังตั้งอยู่ตามพื้นหญ้าหลายสิบกระโจม ระหว่างนั้นกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มลอยเข้ามาแตะจมูก ส่งให้เซเลสทีนต้องทำหน้ายู่รีบหยิบผ้าปิดปากสีเขียวขึ้นปิดจมูกของตัวเอง

              ผมกวาดสายตามองหาที่มาของกลิ่น ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับแผ่นไม้ขนาดใหญ่มหึมาถูกติดตั้งด้วยล้อไม้ 4 ล้อ ผมไม่รู้หรอกนะว่าเจ้านี่เขาเอาไว้ทำอะไร แต่ถ้าให้เดาคงเอามาใช้ขนสิ่งของที่มีขนาดใหญ่มากเป็นแน่

              ตอนแรกที่ขบวนทหารนี้เคลื่อนพลผ่านพวกเราไป ผมไม่เคยเห็นเจ้านี่อยู่ด้วยเลยนี่นา... อาจจะสั่งให้ทหารนำมาไว้ทีหลังก็ได้ล่ะมั้ง?

              เดินผ่านร่างของทหาร และกระโจมไม่นานนัก ในที่สุดผมก็ได้พบกับต้นตอของกลิ่นเหม็นเน่า ซึ่งมันกองสุมอยู่ด้านหลังของกระโจมขนาดใหญ่เป็นพิเศษ นั่นก็คือกองศพของพวกออร์คหลายสิบตัว และร่างไร้หัวของหัวหน้าออร์คที่ยังคงนอนแอ้งแม้งอยู่ที่เดิม
              "นั่นท่านซิสเซอร์นี่นา..."

              เซเลสทีนที่เดินอยู่ข้างกายพลันพึมพำขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเบาหวิว แต่มันก็ดังมากพอสำหรับหูผีของผม นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบไปมองยังกระโจมขนาดใหญ่เป็นพิเศษอันเป็นจุดที่พวกเรากำลังมุ่งตรงไป โดยด้านหน้าของกระโจมมีบุรุษร่างสูงผู้หนึ่งยืนสั่งการด้วยสีหน้าดุดัน

              เขาเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำผู้มีใบหู และหางเหมือนเสือ สวมชุดเกราะอัศวินสีเงิน และผ้าคลุมหลังสีฟ้า ตรงอกซ้ายของชุดเกราะมีดาวติดประดับเอาไว้ ใบหน้าดุดันกำลังสั่งการทหารด้วยน้ำเสียงทุ้มดังกึกก้อง ตาขวาปิดสนิทมีรอยแผลเป็นลากยาว แผ่ออร่าของทหารเจนศึกออกมาอย่างชัดเจน

              "หืม? นั่นกอร์ดอนมิใช่รึไงกัน! เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"

              ชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือหันมามองยังพวกเรา พร้อมกับยกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงดังพลางเดินตรงมาทางนี้

              "ทำความเคารพท่านแม่ทัพ!"

              กอร์ดอนยังไม่ตอบในทันที เขาทำการยกกำปั้นซ้ายขึ้นทุบอกทำความเคารพด้วยสีหน้าจริงจัง แต่แทนที่ชายฉกรรจ์ครึ่งคนครึ่งเสือผู้ถูกเรียกว่าแม่ทัพจะทำความเคารพตอบ เขากลับเดินตรงเข้ามาหาอย่างหน้าตาเฉย

              อาจจะเป็นเพราะมียศอยู่ในระดับแม่ทัพจึงไม่จำเป็นต้องทำความเคารพตอบสินะ

              "ท่านแม่ทัพ สาเหตุที่ข้ามาพบท่าน นั่นก็เป็นเพราะว่านักรบทมิฬผู้นี้ที่เป็นผู้สังหารหัวหน้าออร์คต้องการจะมารับศพของหัวหน้าออร์คขอรับ"

              กอร์ดอนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะตัดสินใจกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงยำเกรงต่างจากทุกที พร้อมกับผายมือมาทางผมด้วย คำพูดอันไม่คาดคิดของกอร์ดอนเล่นทำเอาแม่ทัพต้องเผยสีหน้าประหลาดใจ

              รวมถึงตูด้วย... เล่นบอกไปตามตรงเลยเหรอฟะ เจ้าบ้านี่!

              "กอร์ดอน... เจ้ากำลังกล่าวเรื่องเหลวไหลอันใด?"

              แม่ทัพเผยสีหน้าดุดันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ความหนาวเย็นพลันแผ่ไปทั่วแผ่นหลังจนกอร์ดอนถึงกับต้องหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา

              สายตาของแม่ทัพพลันหันมาจ้องมองผมด้วยสีหน้าดุดัน พลางมองไล่ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ก่อนจะมาหยุดสายตาตรงแบล็ค เกรทซอร์ดที่พาดเอาไว้บนบ่า

              ผมก็ตีหน้าเข้มต่อไปสิครับ...

              "ข้ามิได้เอ่ยเรื่องเหลวไหลแต่อย่างใดขอรับ ท่านแม่ทัพ นักรบทมิฬผู้นี้คือคนที่ช่วยเหลือกองทหารของข้าจากพวกออร์ค และสังหารพวกมันเกือบทั้งหมด ทั้งข้า และกองทหารของข้าล้วนประจักษ์เป็นพยานในเหตุการณ์ครั้งนั้น"

              กอร์ดอนตอบปฏิเสธต่อคำถามของแม่ทัพพร้อมกับกล่าวเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง กระนั้นต่อให้กอร์ดอนจะเอาความจริงมาพูดมากแค่ไหน แต่สีหน้าของแม่ทัพก็ไม่มีท่าทีจะเชื่อต่อคำพูดนี้เลยแม้แต่น้อย

              "แม้เจ้าจะพูดถึงขนาดนั้นก็ตามนะ กอร์ดอน แต่ข้าก็มิอาจปักใจเชื่อได้ว่ามอนสเตอร์ระดับหายนะที่มีความแข็งแกร่งระดับเดียวกับกองทัพทั้งกองทัพจะถูกปราบโดยนักรบเพียงคนเดียวได้ และต่อให้นักรบทมิฬที่เจ้าว่ามาผู้นี้สามารถสังหารมันได้จริง แต่ด้วยวัตถุดิบอันมีค่าของมอนสเตอร์ระดับหายนะ ทางกองทัพเล็งเห็นว่ามันไม่สมควรจะถูกครอบครองโดยคนเพียงคนเดียวที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า!"

              แม่ทัพละสายตาจากผมมาจ้องมองกอร์ดอนที่ยืนประจันอยู่ตรงหน้า พร้อมกับก้าวเดินเข้ามาประชิดจนกอร์ดอนจำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าหวาดหวั่น นัยน์ตาเสือสีทองของแม่ทัพเล่นกดข่มเจ้าเอลฟ์ซะหงอเลยทีเดียว

              "เจ้าคงจะเข้าใจกฎดีนะกอร์ดอน ว่าข้านี่ล่ะคือกฎของกองทัพ และการที่เจ้าเสนอหน้ามาพูดเรื่องชวนน่าหัวร่อเช่นนี้คงจะทราบนะว่าจะได้เจอกับอะไร"

              เจ้ามนุษย์เสือยื่นหน้าลงมาเอ่ยกับเจ้าเอลฟ์ที่กำลังยืนตัวสั่นในระยะประชิด ชนิดที่ว่าได้กลิ่นปากหอมอันแสนสดชื่นไปเต็มจมูก ผมเล็งเห็นว่าการพูดคุยครั้งนี้ดูท่าจะไปไม่สวย จึงตัดสินเตรียมก้าวเดินเข้าไปหาทั้งสอง แต่ทว่า...

              "ศัตรูบุก!!!"

              เสียงของทหารนายหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับร่างของเขา และทหารอีกหลายนายได้โผล่พรวดออกมาจากป่า เสียงอึกทึกครึกโครมพลันดังก้องจากทิศทางที่ทหารพวกนั้นวิ่งหนีออกมา

              "เกิดอะไรขึ้น!!?"

              แม่ทัพรีบผละตัวออกจากกอร์ดอนทันที แล้วหันไปตะโกนถามพวกทหารที่วิ่งหนีกลับมาทั้งสีหน้าดุดัน ดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอวพลันถูกชักออกมาจากฝัก

              "พวกออร์คครับ! ท่านแม่ทัพ! พวกออร์คจำนวนหลายตัวกำลังมุ่งตรงมาทางนี้!"

              "จัดขบวนรบ!!!"

              เมื่อได้ยินรายงานจากทหารคนนั้น แม่ทัพซิสเซอร์ก็พลันคำรามสั่งการด้วยน้ำเสียงอันดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ส่งให้ทหารร่วมหลายร้อยชีวิตวิ่งเข้ามาเรียงแถวตั้งโล่ขึ้นเป็นทางยาว พร้อมกับชี้ดาบไปทางที่เสียงอึกทึกครึกโครมกำลังดังใกล้เข้ามาทุกขณะ

              "พลธนูเตรียมพร้อม!"

              แม่ทัพร้องสั่งการเสียงดังลั่น ส่งให้ทหารหน่วยพลธนูหลายนายที่ยืนอยู่หลังกำแพงโล่เริ่มง้างสายธนู

              ในไม่กี่อึดใจต่อมาร่างของออร์คหลายตัวก็ได้พุ่งออกมาจากส่วนลึกของป่าอันมืดมิด ไม้ตะบองในมือของพวกมันโบกสะบัดไปมา พร้อมกับพุงอ้วนส่ายไปมาตามการวิ่ง

              "ยิง!!!"

              สิ้นคำสั่งการ ลูกธนูหลายสิบดอกก็ได้พุ่งทะยานออกไปปักเข้าตามตัวของพวกออร์ค กระนั้นลูกธนูก็ทำได้เพียงแค่ทำให้พวกมันดิ้นทุรนทุรายเท่านั้น เพียงชั่วครู่พวกมันก็กลับมาวิ่งตรงเข้ามาด้วยความบ้าคลั่งเสียยิ่งกว่าเดิม

              "ยิงต่อไป!!!"

              ผมกะพริบตาปริบ ๆ จ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาแสดงความหน่ายใจ พลางก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคง

              "พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ล่ะ เดี๋ยวข้ากลับมา"

              ผมพูดกับพวกเอลฟ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังโดยไม่หันไปมอง พร้อมกับผ้าคลุมสีโลหิตโบกสะบัดตามแรงลมยามค่ำคืน หมวกเกราะพลันประกอบขึ้นมาจากส่วนลำคอครอบคลุมทั่วทั้งศีรษะ

              "เตรียมประจัญบาน!!!"

              เมื่อเห็นว่าพวกออร์คเริ่มเข้ามาใกล้ทุกขณะ แม่ทัพจึงเปลี่ยนคำสั่งพร้อมกับยกดาบขึ้นตั้งท่า ส่งให้ทหารถือธนูต้องพาดธนูไว้ข้างหลังแล้วชักดาบออกมา เนื่องจากอาจจะเผลอยิงโดนพวกเดียวกันเอง

              ขณะเวลาในไม่กี่อึดใจก่อนการปะทะนั้น ฉับพลันก็ได้มีร่างสวมชุดเกราะทมิฬได้พุ่งทะยานลอยข้ามเหนือหัวของพวกทหารไป พร้อมกับร่างนั้นได้หมุนตัวกลางอากาศเหวี่ยงดาบยักษ์สีดำในมือฟาดเข้าใส่ออร์คตัวข้างหน้าโดยพลัน!

         ฉัวะ!!!

              ทุกสายตาพลันเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ร่างกายอันใหญ่โต และผิวหนังหนาของเจ้าออร์คตัวนั้นพลันถูกดาบยักษ์สีดำฟันขาดเป็นสองท่อนได้อย่างง่ายดายราวกับปาดเนย ส่งร่างท่อนบนของเจ้าออร์คตัวนั้นลอยขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับเสียงร้องอันแสนเจ็บปวดดังขึ้นมาไม่ขาดสาย

              สองเท้าสวมเกราะตกลงมากระแทกพื้นไถลเป็นทางยาว พร้อมกับดาบในมือของผมได้ฟาดไปทางซ้าย และขวา ฟันร่างของออร์คอีก 2 ตัวจนขาดเป็นสองท่อนตามกันไปในทีเดียว

              เท่าที่สังเกตดูจำนวนของออร์คในคราวนี้ดูท่าจะน้อยกว่าเมื่อตอนบ่ายอีกแฮะ

              สองมือสวมเกราะหนาพลันกำด้ามดาบไว้มั่น ก่อนที่ผมจะนำพาร่างสวมเกราะทมิฬพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันออร์คที่ยังคงดาหน้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

              "ย้าก!!!"

              เสียงคำรามดุจสัตว์ร้ายดังลือลั่น เรียกความสนใจจากพวกออร์คให้มุ่งมาที่ผมแต่เพียงผู้เดียว ก่อนที่คมดาบยักษ์สีดำในมือจะกวัดแกว่งฟาดฟันพวกออร์คให้กลายเป็นก้อนเนื้อปลิวว่อนขึ้นกลางอากาศ ต่อให้พวกมันยกแขน หรือไม้ตะบองขึ้นมาป้องกันก็ไม่มีประโยชน์!

              หนึ่งก้าวหนึ่งศพ สิบก้าวก็สิบศพ!

              เท้าขวาสวมเกราะหนาก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเบี่ยงศีรษะหลบไม้ตะบองที่ฟาดลงมา ก่อนที่ผมจะทำการเหวี่ยงดาบยักษสีดำในมือฟาดทั้งร่างของออร์ค และต้นไม้ไปพร้อมกัน เกิดเป็นเสียงของเนื้อถูกเชือดเฉือน และเสียงแตกหักของไม้ดังขึ้นในทีเดียว

              ลำต้นหนาพลันหักโค่นลงมา พร้อมกับร่างท่อนบนของออร์คได้ปลิวกระเด็นไปกลิ้งกับพื้นหลายตลบ ร่างนั้นดิ้นอยู่สักพักก่อนจะแน่นิ่งไป

              พึ่งสังเกตเลยนะเนี่ยว่าผมเดินหน้าฆ่าแหลกพวกออร์ค โดยไม่หยุดหย่อนจนเข้ามาถึงจุดที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ พวกออร์คมันก็เริ่มฉลาดด้วยการใช้ต้นไม้เป็นเกราะกำบังนี่แหละ

              แต่... แล้วไงล่ะ?

              คมดาบหนายักษ์สีดำถูกเหวี่ยงฟาดเข้าใส่ร่างของออร์คที่หลบอยู่หลังต้นไม้ ตัดทั้งต้นไม้ และร่างของเจ้าออร์คตัวนั้นให้ขาดเป็นสองท่อนไปพร้อมกัน

              ในเมื่อภายในเกมต้นไม้ก็เป็นเพียงแค่ของประดับฉากที่ถูกทำลายได้ การที่พวกออร์คคิดจะใช้เป็นเกราะกำบังนั้นคิดผิดมหันต์!

              "ย้าก!!!"

              ผมคำรามปลุกใจเสียงดังลั่น ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าฟาดฟันทั้งออร์ค และต้นไม้ให้ขาดไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง หากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ในโลกก่อนมาเห็นเข้าคงรับไม่ได้เป็นแน่

              ตอนนี้ผมรู้สึกได้เลยว่าฝีมือของตัวเองได้พัฒนาขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ ผมก็จะยิ่งใช้ร่างกายนี้ได้อย่างคุ้นชินมากขึ้น ทำให้ทักษะการต่อสู้ต่างๆ เริ่มพัฒนา และการเคลื่อนไหวอันเปล่าประโยชน์เริ่มน้อยลง

              กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่มีออร์คเหลือให้ผมฟันอีกต่อไปแล้ว...

              "แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก..."

              ผมหอบหายใจหนักหน่วงออกมา พลางกวาดสายตามองศพของพวกออร์คที่ไม่สมประกอบนอนตายเรี่ยราดอยู่เต็มพื้น พร้อมกับต้นไม้ถูกตัดเสียจนแทบเหี้ยนเหลือแต่ตอเป็นระยะกว่า 50 เมตรรอบตัว

              มือขวายกแบล็ค เกรทซอร์ดขึ้นเหนือหัว ก่อนจะสะบัดไปด้านข้างสลัดเอาคราบเลือดสีแดงฉานออกไป แล้วยกกลับขึ้นมาพาดไว้บนบ่าเช่นเดิม

              ผมตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปทางเดิมเหยียบย่ำศพของพวกออร์คเกิดเป็นเสียงของเนื้อถูกบดขยี้ ภายใต้สายตาอันแสนตกตะลึงของทหารทุกคนที่ยังคงยืนแข็งค้างอยู่จุดเดิมไม่ขยับเขยื้อน ภาพของบุรุษสวมชุดเกราะทมิฬกำลังก้าวผ่านศพของพวกออร์คทีละก้าว พร้อมกับมีพื้นหลังเป็นต้นไม้ถูกตัดจนเหี้ยน มันได้กลายเป็นความทรงจำติดตราตรึงใจของนายทหารทุกคนไปแล้ว

              ส่วนแม่ทัพซิสเซอร์ ตอนนี้เขาได้อ้าปากค้างทำหน้าเหวอไปเป็นที่เรียบร้อย...

              ฉับพลันนั้นผมก็นึกถึงเรื่องหนึ่งอันเป็นธุระที่กำลังติดค้างกันอยู่ขึ้นมาได้ ก่อนจะทำการชี้นิ้วซ้ายไปยังซากศพของพวกออร์คกองรวมกันอยู่หลังกระโจมของแม่ทัพ โดยนิ้วของผมนั้นกำลังชี้เจาะจงไปยังศีรษะขนาดใหญ่ของหัวหน้าออร์คตกอยู่บนพื้นไม่ห่างจากร่างกายของมันนัก แล้วเอ่ยขึ้นว่า...

              "หัวของมันเป็นของข้า"

    __________________________________________


    อัพเมื่อวันที่ 6/9/2563