รุ่งอรุณสาดแสงทองจับขอบฟ้าทว่าภายในลานพิธีตรวจคัดเลือกซิ่วหนวี่กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดระคนตื่นตระหนก
เมื่อครู่... ในขณะที่ขันทีาุโกำลังจะเริ่มพิธีตรวจแต้มพรหมจรรย์จู่ๆ ‘หลี่เหม่ยอัน’ ก็ก้าวออกมาพร้อมกับถ้วยชาใบหนึ่ง นางมิได้ดื่มมัน หากแต่ใช้‘ความรู้เื่ยา’ จำแนกส่วนผสมของผงสีขาวที่ลอยฟ่องอยู่ต่อหน้าธารกำนัล
“เรียนท่านหัวหน้าขันที...ชาถ้วยนี้ข้าได้รับมาเมื่อราตรีกาล กลิ่นฉุนของ ‘หญ้าแพะกระตุ้นกำหนัด’ โชยคลุ้งหากผู้ใดเผลอดื่มเข้าไป ฤทธิ์ยาจะแผดเผาโลหิตให้ร้อนรุ่มดั่งไฟกาฬ”
น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำนิ่งทว่ากลับดังกังวานก้องท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คน
“ข้าน้อยมิกล้าแตะต้อง มิใช่เพราะประสงค์จะลบหลู่กฎวังหากแต่เกรงว่าพิษร้ายจักทำลายความบริสุทธิ์ผุดผ่องที่รักษามา... จึงขอมอบให้‘หมอหลวง’ ตรวจสอบเพื่อความกระจ่างแจ้งเถิดเ้าค่ะ”
การกระทำที่กล้าหาญและรอบรู้นั้น พลิกสถานการณ์จาก ‘ผู้ถูกกระทำ’ให้กลายเป็ ‘ผู้รู้แจ้ง’ ในพริบตา เหม่ยอันลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกภายในใจตระหนักดีว่า นี่คือทางรอดเดียว! หากนางเพียงแค่เทชาทิ้งเงียบๆศัตรูอาจซ้อนแผนปล่อยข่าวลือว่านาง ‘ดื่ม’ มันเข้าไปแล้ว และอาจมีแผนให้ผลการตรวจสภาพร่างกายออกมาไม่ปกติย่อมทำให้เกิดข้อกังขาในพิธีตรวจพรหมจรรย์
การ ‘ตีแผ่ความจริง’กลางลานแจ้งเช่นนี้ คือการใช้พยานนับร้อยยืนยันความบริสุทธิ์ของนางว่า‘ไม่มีสิ่งแปดเปื้อนใดตกถึงท้อง’ และยังเป็การตบหน้าศัตรูในเงามืดอย่างจังว่า... ‘ข้ารู้ทันพวกเ้า อย่าได้คิดใช้วิธีสกปรกเช่นนี้อีก!’
แผนการสกปรกของคนในเงามืดพังพินาศย่อยยับ แต่คลื่นใต้น้ำระลอกใหม่กลับถาโถมเข้ามาแทนที่
“นั่นปะไร... สตรีสกุลหลี่ที่เขาล่ำลือ”
“ใบหน้าดูใสซื่อบริสุทธิ์มิคาดว่าจะเจนจัดเื่สมุนไพรต่ำช้าพรรค์นั้น...เพียงแค่ดมกลิ่นก็ล่วงรู้ว่าเป็ยาปลุกกำหนัด”
“มิน่าเล่า ถึงได้รอดพ้นบ่วงมารมาได้ ที่แท้ก็เชี่ยวชาญ ‘วิชามาร’เื่การปรุงยานี่เอง”
ข่าวลือ... คือศาสตราวุธไร้รูปทรง ทว่าคมกริบยิ่งกว่าคมดาบอาบยาพิษ เสียงกระซิบกระซาบดังอื้ออึงดั่งฝูงแมลงยาม ‘หลี่เหม่ยอัน’ ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเรือนไป่เหอสายตาของเหล่านางกำนัลและขันทีที่ทอดมองมาล้วนเต็มไปด้วยความรังเกียจระคนหวาดหวั่นประหนึ่งนางเป็โรคร้ายที่ใครเข้าใกล้จะต้องมัวหมอง
เหม่ยอันยืดกายหลังตรง ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยรักษากิริยาสงบนิ่งดุจผิวน้ำไร้ระลอก ทว่าภายใต้อกเสื้อนั้น...ดวงหทัยกลับถูกบีบคั้นอย่างแสนสาหัสแผนการขององค์ชายจิ้นและซูเฟยช่างอำมหิตและแยบยลยิ่งนัก! เมื่อมิอาจใช้กำลังขืนใจก็เปลี่ยนมาใช้ ‘วาจา’ เป็คมมีดสังหารนางให้ตายทั้งเป็
ในวังหลังแห่งนี้... ‘ชื่อเสียง’ สำคัญยิ่งกว่าลมหายใจหากสตรีใดถูกตราหน้าว่าใช้ยาเสน่ห์เล่ห์กล ย่อมไม่มีวันได้ผงาดขึ้นสู่บัลลังก์หงส์หนำซ้ำอาจถูกจับถือกรรมฐานหรือขับออกจากวังเยี่ยงสุนัขจนตรอก
อนาคตที่นางเคยล่วงรู้... บัดนี้ได้พังทลายลงจนสิ้นซาก ทุกหมากที่นางเดินเพื่อหนีตายกลับกลายเป็การยั่วยุให้ศัตรูเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีที่นางไม่อาจคาดเดา
“คุณหนู...”
ชุนเถากระซิบเสียงเครือ ขยับกายเบียดเข้ามาใกล้ผู้เป็นาย
“สายตาพวกเขามองเราแปลกๆ อีกแล้วเ้าค่ะ บ่าวหวาดกลัวยิ่งนัก...”
“เงยหน้าขึ้นเดี๋ยวนี้ ชุนเถา” เหม่ยอันสั่งเสียงเรียบทรงพลังดุจนางพญา
“เรามิได้กระทำสิ่งใดผิด หากเ้าก้มหน้าหลบสายตาก็เท่ากับยอมรับว่าข่าวลือเ่าั้เป็ความจริง”
เมื่อกลับเข้ามาในเรือนไป่เหอที่เงียบสงัดเหม่ยอันทรุดกายลงนั่งบนตั่งไม้
มือบางกำพนักเก้าอี้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“ข่าวลือพวกนี้... แก้ไปก็ไร้ประโยชน์มีแต่จะเข้าทางพวกมัน”
นางพึมพำกับตัวเอง แววตาที่เคยสงบนิ่งเริ่มฉายแววอำมหิต
การตั้งรับไม่ใช่หนทางรอด... นางต้องรุก!
“ชุนเถา เื่ที่ข้าให้ไปสืบ ได้ความว่าอย่างไร?”
สาวใช้คนสนิทรีบวางถาดน้ำชา กุลีกุจอเข้ามารายงานทันทีสีหน้าของนางดูตื่นเต้นปนหวาดหวั่น
“เื่คุณชาย ‘ไป๋อวี้’...แปลกประหลาดมากเ้าค่ะคุณหนู”
เหม่ยอันเลิกคิ้ว
“ว่ามา”
“ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันว่าคุณชายไป๋เป็‘ถังยาเดินได้’ ร่างกายอ่อนแอมาแต่อ้อนแต่ออก จนแทบไม่เคยออกจากจวน”
ชุนเถากลืนน้ำลายเอือกใหญ่
“แต่บ่าวไปหลอกถามคนสวนเก่าแก่ของจวนสกุลไป๋... เขาหลุดปากบอกว่าเมื่อสามปีก่อน คุณชายไป๋อวี้เคย ‘หายสาบสูญ’ ไปจากจวนนานถึงสามปีเต็มเ้าค่ะ”
“หายไปรึ” เหม่ยอันทวนคำ
“คนป่วยใกล้ตาย จะหายไปไหนได้ตั้งสามปี”
“นั่นสิเ้าคะ คนในจวนปิดปากเงียบกริบ พอเขากลับมาอาการป่วยก็ดูหนักขึ้นกว่าเดิม แต่ที่น่ากลัวคือ ไม่มีใครรู้เลยว่า่เวลานั้นเขาไปอยู่ที่ไหน หรือไปทำอะไรมา”
ดวงตาหงส์ของเหม่ยอันหรี่ลงเล็กน้อย...ภาพเหตุการณ์เมื่อราตรีวานย้อนกลับมาฉายชัด บุรุษอาภรณ์น้ำเงินที่เคลื่อนไหวว่องไวดุจภูตพรายเพียงสะบัดพัดจีบเล่มเดียวก็สามารถซัดอาวุธจากมือองครักษ์กระเด็น นี่มิใช่วรยุทธ์ของคนเจ็บออดแอด...่เวลาที่หายสาบสูญไปสามปีนั้น... คงมิใช่การหลบไปรักษาตัวกระมัง
หากแต่เป็การไป ‘ขัดเกลาเขี้ยวเล็บ’เพื่อกลับมาเป็พยัคฆ์ซ่อนลายที่น่าสะพรึงกลัวเสียมากกว่า
ไป๋อวี้... ท่านเป็ตัวแปรที่ข้าไม่อาจมองข้ามได้จริงๆ
ยังไม่ทันที่เหม่ยอันจะได้วิเคราะห์ต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆพร้อมเสียงะโกร้าวก็ดังขึ้นหน้าเรือน
“คุณหนูหลี่อยู่หรือไม่!”
หัวใจของเหม่ยอันกระตุกวูบ ลางสังหรณ์ร้ายพุ่งเข้าจู่โจม
นางพยักหน้าให้ชุนเถาไปเปิดประตู
ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือขันทีร่างผอมเกร็งใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฝ้าและความหยิ่งยโส สวมชุดขันทีระดับสูง
เขามองเหม่ยอันด้วยสายตาเหยียดหยามราวกับมองมดปลวก
“ข้ามาจากตำหนัก ‘เฟิ่งหลิน’ ...พระสนมฮุ่ยมีรับสั่งให้เ้าเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้!”
พระสนมฮุ่ย!
ชื่อนี้ทำเอาเืในกายเหม่ยอันเย็นเฉียบ
ในชาติที่แล้ว พระสนมฮุ่ยคือหนึ่งในสี่พระสนมเอกผู้กุมอำนาจฝ่ายในร่วมกับซูเฟย แต่นางมีนิสัยโเี้ อำมหิตและเกลียดชังพวกที่ใช้วิชามารยิ่งกว่าสิ่งใด
ข่าวลือเื่ยาเสน่ห์... คงไปเข้าหูพระนางแล้ว
นี่คือกุศโลบาย ‘ยืมมีดฆ่าคน’ ของซูเฟย
ส่งนางไปตายด้วยมือของพระสนมฮุ่ย โดยที่มือของตัวเองไม่ต้องเปื้อนเื
“คุณหนูหลี่ ยังไม่รีบอีกหรือ!” ขันทีตวาด
“หรือต้องให้ข้าให้คนมาลากคอเ้าไป”
เหม่ยอันสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยนางรู้ดีว่าหากก้าวเท้าออกจากเรือนครั้งนี้... อาจไม่มีโอกาสได้กลับมา
สมองอันชาญฉลาดประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็ว
พระสนมฮุ่ยเกลียดคนใช้ยาเสน่ห์ แต่นางก็เป็คนที่ ‘หลงใหลในอำนาจ’ และ‘กลัวความแก่อย่างจับใจ’
“ข้าน้อยน้อมรับบัญชา” เหม่ยอันยอบกายลง
ก่อนจะหันไปสบตาชุนเถา ส่งสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง
นางขยับปากบอกสาวใช้โดยไร้เสียง เป็รหัสลับที่นางเพิ่งสอนชุนเถาเมื่อเช้านี้
...ไปหาองค์หญิงเจาหยาง...
“เชิญ!” ขันทีผายมืออย่างหยาบคาย
เหม่ยอันก้าวเท้าเดินตามไป สู่ตำหนักเฟิ่งหลิน...ปากเสือที่อ้ากว้างรอขย้ำเหยื่อ
บรรยากาศภายในตำหนักเฟิ่งหลินอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานฉุนจมูกเครื่องเรือนทองคำสะท้อนแสงวูบวาบเสียจนแสบตาบ่งบอกถึงรสนิยมที่หรูหราแต่ไร้ความประณีตของผู้เป็เ้าของ
พระสนมฮุ่ย... สตรีวัยสามสิบต้นๆ ที่ยังคงความงดงามเย้ายวนนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้สลักลายหงส์ ดวงตาหงส์คู่นั้นจ้องมองเหม่ยอันเขม็งราวกับจะถลกหนังหัวนางออกมาดู
“เ้าเองรึ... หลี่เหม่ยอัน”
น้ำเสียงของพระนางเย็นเยียบ บาดลึกเข้าไปถึงกระดูก
“ได้ยินว่าเ้าเก่งกาจเื่การ ‘ปรุงยา’ นักรึถึงขนาดทำให้ผู้คนในวังลือกันให้แซ่ด”
เหม่ยอันคุกเข่าเอาหน้าผากแนบพื้น
“ทูลพระสนม ข่าวลือเ่าั้ล้วนเป็ความเท็จเพคะหม่อมฉันเพียงแค่มีความรู้เื่สมุนไพรเล็กน้อยที่ได้ร่ำเรียนมาจากตำราโบราณของตระกูลหลี่เท่านั้น”
“เล็กน้อยงั้นรึ” พระสนมฮุ่ยแค่นเสียงหัวเราะก่อนจะดีดนิ้ว
นางกำนัลสองคนยกถาดไม้ขนาดใหญ่เข้ามาวางตรงหน้าเหม่ยอัน
บนถาดนั้นเต็มไปด้วยสมุนไพรแห้งและสดนับสิบชนิดกองรวมกันจนแยกแทบไม่ออก
“ข้าปวดศีรษะมาหลายราตรีหมอหลวงหน้าโง่พวกนั้นรักษาอย่างไรก็มิหายขาด...”
พระสนมฮุ่ยโน้มกายลงมา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเหม่ยอัน
“ในเมื่อเ้าเก่งกาจเื่ยานัก...จงปรุงชาสมุนไพรให้ข้าสักถ้วยเดี๋ยวนี้ เอาให้หายขาดเป็ปลิดทิ้ง...แต่หากเ้าทำไม่ได้ หรือบังอาจเล่นลูกไม้ใส่ยาเสน่ห์ลงไป...”
นางเว้นจังหวะ ริมฝีปากยิ้มบางที่ชวนให้ผู้พบเห็นขนลุกชัน
“ข้าจะสั่งให้คนตัดลิ้นและมือคู่นั้นของเ้าทิ้งเสียจะได้มิต้องไปเที่ยวปรุงยาให้ผู้ใดอีก”
เหม่ยอันกลืนน้ำลายลงคอ นี่มันไม่ใช่การรักษา...
แต่มันคือกับดัก!
เหม่ยอันกวาดตามองสมุนไพรบนถาดอย่างรวดเร็วแม้ความรู้เื่ยาของนางจะมีไม่มาก แต่นางก็พอจะจำแนกสมุนไพรพื้นฐานได้บ้าง
และแล้วสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับสมุนไพรสองชนิดที่วางซ่อนอยู่ในกองใบชา... 'ชะเอมเทศ' ชิ้นโตสีเหลืองนวลและ 'รากกานซุ่ย' แห้งกรังรูปร่างคล้ายลูกประคำหัวใจของนางกระตุกวูบ
ในตำราแพทย์จีนโบราณ มีบทบัญญัติว่าด้วย "สิบแปดตัวยาต้านกัน" และคู่นี้คือหนึ่งในข้อห้ามร้ายแรงที่สุดนี่มันไม่ใช่แค่การทดสอบ แต่มันคือการวางยา
นางแสร้งทำเป็พิจารณาสมุนไพรอย่างตั้งใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นทูลด้วยน้ำเสียงใสซื่อ
"ทูลพระสนมหม่อมฉันคิดว่าอาการปวดศีรษะของพระองค์อาจเกิดจากลมปราณติดขัดการใช้ยาแรงอาจส่งผลเสียต่อพระวรกายได้ หม่อมฉันเห็นว่าเพียงแค่ปรุงชา 'ดอกเก๊กฮวย' ผสม 'พุทราจีน'เพื่อปรับสมดุลก็น่าจะเพียงพอแล้วเพคะ"
นางจงใจเลือกสมุนไพรที่เรียบง่ายและไม่มีพิษภัยที่สุดเป็การแสดงให้เห็นว่านางไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งอย่างที่ข่าวลือว่าไว้และเป็การหลีกเลี่ยงการหยิบจับสมุนไพรมรณะคู่นั้นอย่างแเี
พระสนมฮุ่ยหรี่ตามองอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าสั่งให้เ้าปรุงยาสูตรพิเศษแต่เ้ากลับจะปรุงเพียงชาดอกไม้พื้นบ้านให้ข้ากระนั้นรึ ดูถูกข้าเกินไปแล้ว!”
“มิบังอาจเพคะ! เพียงแต่...”
“บังอาจ!” พระสนมฮุ่ยลุกพรวดปาถ้วยชาในมือลงพื้นจนแตกกระจายเสียงดังสนั่น
“นังแพศยา! เ้าคงไม่มีปัญญาปรุงยาจริงๆ สินะข่าวลือพวกนั้นคงเป็เื่โกหกทั้งเพ! ทหาร! ลากตัวมันออกไป!”
"ช้าก่อนเพคะ เสด็จพี่!"
เสียงใสหวานดุจนกแก้วดังขัดจังหวะความตาย ที่หน้าประตูตำหนักปรากฏร่างของดรุณีน้อยในอาภรณ์สีเขียวมรกต... องค์หญิงเจาหยาง พระขนิษฐาสุดที่รักของฮ่องเต้!
องค์หญิงเจาหยางเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆ เหม่ยอันตวัดสายตามองถาดสมุนไพรแล้วทำหน้ายู่
"น้องได้รับข่าวว่ามีเื่น่าสนใจเกี่ยวกับสมุนไพรเลยรีบมาดู... โอ้โฮ! สมุนไพรเยอะแยะไปหมด"
นิ้วเรียวงามขององค์หญิงชี้ไปที่ถาด
"เอ๊ะ!นั่นมัน 'ชะเอมเทศ' มิใช่หรือเพคะ?น้องจำได้ว่าหมอหลวงเคยสอนว่าเป็ยาดีรสหวาน...แต่เหตุใดจึงวางคู่กับ 'กานซุ่ย' เล่า?"
นางเบิกตาโต แสร้งยกมือทาบอกด้วยความตระหนกใ
“ตายจริง! เสด็จพี่...ผู้ใดเป็คนจัดถาดสมุนไพรนี้มาถวายเพคะ อาจารย์หมอเพิ่งย้ำนักหนาว่าสองสิ่งนี้คือ‘ยาต้านกัน’ หากนำไปต้มรวมกันเมื่อใด พิษของมันจะตีกันจนทำให้หัวใจล้มเหลวถึงแก่ชีวิตได้เลยนะเพคะ!”
ถ้อยคำขององค์หญิงทำให้พระสนมฮุ่ยหน้าถอดสีนางตวัดสายตาไปมองนางกำนัลคนสนิททันทีด้วยความหวาดกลัวหากเหม่ยอันรู้เท่าไม่ถึงการณ์แล้วหยิบมันมาปรุงป่านนี้พระนางคงได้ไปเฝ้ายมบาลแล้วเป็แน่
เหม่ยอันลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก... ดีที่เนื้อหาในหนังสือที่อ่านมาถูกต้องช่วยชีวิตนางไว้แท้ๆ...
เพล้ง!
“นี่มัน... หมายความว่าอย่างไร!”
“หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่เบิกของมาจากห้องเครื่อง...”
นางกำนัลผู้นั้นตัวสั่นงันงก โขกหัวลงพื้นจนเือาบ
เหม่ยอันเงยหน้าขึ้น สบช่องโอกาสทอง
“ทูลพระสนม... เพราะหม่อมฉันเห็นสมุนไพรพิษสองสิ่งนี้ จึงมิกล้าเลือกใช้สมุนไพรอื่นสุ่มสี่สุ่มห้า... หากหม่อมฉันมิรู้ความ หยิบมันใส่ลงไปในกาชา... ป่านนี้พระสนมคง...”
คำพูดของนางเหมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ พระสนมฮุ่ยตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและความกลัวนางเกือบตายเพราะคนของตัวเอง
“ลากตัวมันออกไป!” พระสนมฮุ่ยกรีดร้องชี้หน้านางกำนัล
“โบยมันจนกว่าจะตาย
แล้วไปลากคอคนที่ห้องเครื่องมาให้หมด”
ท่ามกลางความโกลาหล องค์หญิงเจาหยางหันมาขยิบตาให้เหม่ยอันเล็กน้อย
ก่อนจะหันไปเอ่ยกับพระสนมฮุ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เสด็จพี่เพคะดูท่าคุณหนูหลี่ผู้นี้จะมีความรู้จริงดังข่าวลือ แถมยังสายตาเฉียบแหลมช่วยชีวิตเสด็จพี่ไว้แท้ๆ... หากจะลงโทษนาง น้องว่าคงไม่เหมาะกระมัง”
พระสนมฮุ่ยหายใจหอบ พยายามระงับอารมณ์ นางมองเหม่ยอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...จากความเกลียดชัง กลายเป็ความระแวงแกมชื่นชม
“...เอาเถิด วันนี้ถือว่าเ้ามีความดีความชอบ”
นางสะบัดมือไล่
“กลับไปได้แล้ว ข้าจะจัดการเื่ในตำหนักข้า”
เหม่ยอันถวายบังคมลาด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรง นางเดินออกจากตำหนักเฟิ่งหลินพร้อมกับองค์หญิงเจาหยางเมื่อพ้นระยะสายตาคน องค์หญิงก็หันมาเอ่ยเสียงเบา
“เ้าฉลาดมากนะ... ที่รู้ว่าข้าไม่ถูกกับนังแม่มดฮุ่ยและใช้ข้าเป็เครื่องมือ”
น้ำเสียงขององค์หญิงมิได้โกรธเคือง แต่กลับฟังดูสนุกสนาน
เหม่ยอันรีบคุกเข่า
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ เพียงแต่...”
“ไม่ต้องแก้ตัวหรอก” องค์หญิงเจาหยางหัวเราะคิก“ข้าชอบคนฉลาด... และข้าเกลียดพวกที่ชอบรังแกคนไม่มีทางสู้วังหลวงนี้น่าเบื่อจะตาย มีเื่สนุกๆ แบบนี้บ้างก็ดี”
นางก้มลงกระซิบข้างหูเหม่ยอัน
“ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะ...ครั้งหน้าเ้าอาจไม่โชคดีที่มีข้ามาช่วย”
ร่างเล็กในชุดเขียวเดินจากไปอย่างร่าเริงทิ้งเหม่ยอันให้ยืนมองแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย
มิตร... หรือศัตรู... ยากจะแยกแยะ
แต่ที่แน่ๆ วันนี้นางรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์
เมื่อกลับมาถึงเรือนไป่เหอเหม่ยอันทรุดตัวลงนั่งหน้าคันฉ่องด้วยความอ่อนล้าร่างกายหนักอึ้งราวกับแบกูเาไว้ทั้งลูก ศึกหนักสองด้านในวันเดียว... ทั้งข่าวลือและกับดักยาพิษ
“คุณหนูเ้าคะ” ชุนเถาเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มในมือถือกล่องไม้จันทน์หอม
“มีของมาส่งจากตำหนักบูรพา... กงกงแจ้งว่าเป็ของขวัญปลอบขวัญจาก องค์ชายจิ้นเ้าค่ะ”
เหม่ยอันชะงัก มือที่กำลังจะถอดปิ่นปักผมหยุดกลางอากาศ นางรับกล่องไม้นั้นมาเปิดออก...กลิ่นหอมเย็นของ ‘ยาหอม’ โชยออกมา พร้อมกับ ‘ปิ่นมุกราตรี’ ที่ส่องประกายงดงาม และมีจดหมายฉบับเล็กสอดอยู่
“อันอันยอดรัก...พี่ได้ทราบเื่เหตุร้ายเมื่อคืนที่ศาลาริมน้ำแล้วพี่เ็ปยิ่งนักที่ดูแลเ้าไม่ดี... พี่ได้จัดการ ‘กวาดล้างมดปลวก’ตัวนั้นให้สิ้นซากแล้ว จะไม่มีใครกล้าทำร้ายเ้าได้อีก...จงวางใจและพักผ่อนเถิดเด็กดี พี่จะคอยปกป้องเ้าเอง”
เหม่ยอันอ่านทวนข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มุมปากยกยิ้ม...ทว่าั์ตากลับเย็นเยียบไร้ความรู้สึกคนภายนอกอ่านแล้วคงซาบซึ้งในความรักที่องค์ชายมีต่อนาง... แต่สำหรับเหม่ยอันทุกตัวอักษรคือคำสารภาพความอำมหิต!
‘กวาดล้างมดปลวก’ ...ย่อมหมายถึง องครักษ์ชั่วผู้นั้น‘ถูกฆ่าปิดปาก’ ไปแล้ว เพื่อตัดตอนมิให้สาวความมาถึงตัวผู้บงการ
‘พี่จะคอยปกป้องเ้า’ ...หมายความว่า จงเป็เด็กดีเชื่อฟัง และอยู่ในโอวาทของเขาต่อไป อย่าได้ริอ่านขุดคุ้ยเื่นี้อีกเป็อันขาด
เขาไม่ได้พูดถึงเื่ยาพิษที่ตำหนักสนมฮุ่ยแม้แต่น้อยเพราะนั่นไม่ใช่เื่ที่กระทบตัวเขา สิ่งที่เขารีบส่งจดหมายมาคือเื่ที่ศาลาริมน้ำ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยความชั่วของตัวเองแล้วสวมรอยเป็วีรบุรุษผู้ปกป้อง
“องค์ชายช่างดีกับคุณหนูเหลือเกินนะเ้าคะ”ชุนเถาเอ่ยชม
“จัดการคนร้ายให้ แล้วยังส่งของมาปลอบขวัญอีก”
เหม่ยอันหยิบปิ่นมุกขึ้นมาพิจารณา แสงนวลของมันสะท้อนั์ตาที่ไร้ความรู้สึกดุจน้ำแข็ง
“ใช่... พระองค์ดีกับข้ามาก” นางเอ่ยเสียงแ่ พลางบรรจงปักปิ่นนั้นลงบนมวยผม
“ในเมื่อพระองค์อุตส่าห์ ‘เล่นละคร’เป็คนรักผู้แสนดีถึงเพียงนี้... ข้าก็ไม่ควรทำให้พระองค์ผิดหวัง”
นางหันไปสั่งสาวใช้ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็หนักแน่น
“ชุนเถา... ฝนหมึกให้ข้าข้าจะเขียนจดหมายขอบคุณองค์ชาย”
ดวงตาหงส์ของเหม่ยอันวาวโรจน์ในเมื่อท่านอยากให้ข้าเป็สตรีโง่เขลาที่บูชาความรัก ข้าก็จะเป็ให้ ข้าจะเขียนจดหมายรักที่หวานซึ้งที่สุดเพื่อกล่อมให้ท่านหลับใหล แล้วรอวันที่ท่านเผลอ เมื่อนั้น มุกราตรีเม็ดงามนี้...จะกลายเป็ยาพิษที่ท่านไม่มีวันลืม