สองเซียนชายหญิงเบิกตากว้างปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
“ธาตุไฟ รากเดี่ยวสมบูรณ์!” บุรุษโพล่งออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้กลับซ่อนเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศไว้
หากปีนี้ ทางสำนักไม่ใช้วิธีกระจายกำลังคัดเลือกก็คงจะไม่มีผู้ใดค้นพบเด็กที่มีพรร์ฟ้าประทานคนนี้เป็แน่
ในโลกแห่งการฝึกตน มนุษย์มีอยู่มากมายราวกับเม็ดกรวดแต่มนุษย์ที่เกิดมามีรากิญญาเป็คนที่มีศักยภาพสามารถฝึกตนบำเพ็ญเพียรเป็เซียนได้สิ่งนี้คือเครื่องชี้วัดความแตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา
“รากเดี่ยวถือว่าหายากแล้วความสมบูรณ์ของรากิญญายังสูงอีกด้วย โชคดีจริงที่เรามาเอง”
“ไม่แน่ว่าเด็กคนนี้อาจจะเป็เด็กในคำทำนายคนนั้นด้วยก็ได้!”
แม้ในใจจะตื่นเต้น แต่ผู้ฝึกตนทั้งสองก็ยังคงรักษาท่าทีสงบมั่นคง ดูน่าเลื่อมใสเอาไว้ได้อย่างดี
จูเจิ้นผ่านการคัดเลือกอย่างแน่นอนยืนอยู่ด้านข้างเซียนสาว
หลังจากได้เห็นความอัศจรรย์ของของกระจกเด็กทั้งหลายจึงเรียงแถวเข้ามาทำการทดสอบอย่างตื่นเต้นบางคนคาดหวังว่าตนจะได้รับเลือกเช่นเดียวกับจูเจิ่น
แต่คนแล้วคนเล่าผ่านไปกระจกก็ไม่มีปฏิกิริยาอีกเลย เด็กหลายคนเดินกลับไปหามารดาด้วยสีหน้าผิดหวัง
กระทั่งถึงคราวของจ้าวโถว
ไฉ่ซื่อมองบุตรชายเดินเข้าไปหยุดข้างโต๊ะจ้าวโถวหันมองมารดาคราหนึ่ง ในใจกลับคิดไปอีกทางว่า ถ้าจบการสดสอบนี้เขาจะได้กลับไปเล่นสนุกเหมือนเดิมแล้วสินะ?
เด็กชายวางมือลงไปอย่างคาดหวังรอคอยเมื่อไม่เห็นสิ่งใดเกิดขึ้น จึงลองเปลี่ยนอีกมือเพื่อความแน่ใจกระจกก็ยังคงนิ่งสนิท
ทุกคนคิดว่าจ้าวโถวอาจผิดหวังจนร้องไห้ออกมาทว่าผิดคาดเมื่อเด็กอ้วนะโอย่างร่าเริง เสียงเล็กๆ ร้องลั่น“ข้าไม่ต้องนั่งสมาธิแล้ว!”
ไฉ่ซื่อแทบล้มหน้าทิ่มดินจ้าวโถววิ่งกลับมาหามารดาด้วยสีหน้าสดใจ แตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง
“ท่านแม่ ข้าไปเล่นก่อนนะขอรับ”กล่าวจบร่างตุ้ยนุ้ยก็ฉวยจังหวะที่มารดายังสับสน วิ่งจากไปทันที
เมื่อเด็กทำการทดสอบครบแล้วเหล่าเซียนทั้งสองก็หันไปกล่าวกับผู้ใหญ่บ้าน
“เรายังต้องไปหมู่บ้านอื่นอีกวันพรุ่งนี้จะกลับมารับตัวจูเจิ้น ให้เขาเก็บของและร่ำลาครอบครัวเสียก่อนวันนี้ขอลา” กล่าวจบก็พากันเหินร่างขึ้นไปบนเรือเหาะเหนือยอดไม้เหาะจากไปอย่างรวดเร็ว
ทั่วทั้งลานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ชาวบ้านต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้าไร้รสชาตเมื่อครู่...ผู้เดียวที่ถูกเลือก เป็เด็กเกเรจากบ้านสกุลจูหรือ?
เสียงหัวเราะของจางซื่อราวกับเสียงฝ่ามือตบลงบนหน้าชาวบ้านดังฉาดๆ บางคนทนไม่ไหวรีบผละจากไปทันทีแม้แต่คำกล่าวตามมารยาทยังไม่อยากพูด
ในบรรดาชาวบ้านเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ที่ทำตัวเป็หญ้าเหนือกำแพง ลมพัดมาทางใดก็โอนเอนไปทางนั้น
หลายคนเข้าไปแสดงความยินดีอย่างสนิทสนมราวกับไม่เคยมีเื่บาดหมางกันมาก่อน
ในขณะที่ชาวบ้านกำลังซุบซิบถึงผลการคัดเลือกไม่หยุดเสียงตีเหล็กจากเชิงเขาก็ยังคงดังต่อเนื่องราวกับอยู่คนละโลกกันโดยสิ้นเชิง
หนึ่งบุรุษฉกรรจ์ หนึ่งเด็กชายร่างผอม ถือค้อนยืนเหนือทั่งเหล็ก
เด็กชายมองท่าตีของบุรุษอยู่ครู่ใหญ่ราวกับกำลังจดจำและเรียนรู้
หลังดูจนพอใจเขาก็หลับตาลงสูดหายใจยาวเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาหงส์คมกล้า แน่วแน่ร่างน้อยหันไปคีบแท่งเหล็กที่ถูกเผาจนแดงจ้าอยู่ในเตาออกมาวางบนทั่งขาสองข้างกางออกในท่าสมดุล แขนเล็กๆ ที่ดูไม่น่าจะแข็งแรงเท่าใดเหวี่ยงค้อนขึ้นแล้วฟาดลงอย่างแรงสะเก็ดไฟแตกกระจายราวกับสะเก็ดดาวตก แรงสะท้อนทำให้ค้อนกระดอนขึ้นสูงมือเล็กที่จับค้อนอยู่เหนียวแน่นอาศัยใช้แรงสะท้อนนั้นเป็แรงหมุนเหวี่ยงฟาดค้อนลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อเนื่องจนนับไม่ถ้วน
เมื่อจบการตีชุดนี้แท่งเหล็กก็ถูกจุ่มลงในน้ำเสี่ยงดังฉ่า...
ไอน้ำลอยฟุ้งก่อนจะถูกดูดหายเข้าไปในร่างเด็กชายอย่างน่าพิศวง
ทันใดนั้น เด็กชายเบิกตากว้างท้องน้อยแน่นตึงขึ้นมากะทันหัน ราวกับมีลมร้อนถูกสูบเข้าร่างไม่หยุด
เขาโค้งตัวกุมท้องความเ็ปแผ่ซ่านเหมือนเข็มนับพันทิ่มแทงจากภายใน ร่างกายสั่นสะท้านเหงื่อไหลอาบหน้า
ข้าพึ่งปลดทุกข์เหตุใดจึงยังปวดท้องเล่า!
เมื่อทรงตัวขึ้นกล้ามเนื้อยังคงตึงแน่น เขาจำใจหันไปคว้าเหล็ก โยนใส่เตา แล้วออกแรงชักหีบลมต่อไปเปลวเพลิงโหมแรง เหล็กเริ่มแดงร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
พอเคลื่อนไหวความอึดอัดกลับบรรเทาลงเล็กน้อย จึงออกแรงดึงคันชักเร็วขึ้น แต่ทันใดนั้นความเจ็บวาบก็พุ่งจากท้องขึ้นสู่อกจนหายใจไม่ทัน ร่างเล็กเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
ขณะที่ความคิดกำลังล่อยลอยไปกับแสงขาวโพลนตรงหน้าร่างกายร้อนสลับหนาวประหนึ่งอยู่ท่ามกลางหิมะหน้าเตาผิงร้อนๆ ในห้วงสติเลือนรางเสียงบิดาคล้ายดังขึ้นจากม่านหมอก
“สูดหายใจเข้าลึก ๆ เ้าลูกชายดึงลมในท้องออกมา แต่อย่าให้แรงนัก ให้มันไหลไปพร้อมกับค้อนของเ้า”
เด็กชายกัดฟันทำตาม คีบแท่งเหล็กออกจากเตาขึ้นมาวางบนทั่งอีกครั้งกำหนดลมหายใจแล้วเหวี่ยงค้อนฟาดลงไป
ปัง! ปัง! ปัง!
ผ่านไปสามค้อน ลมหายใจและการเคลื่อนไหวก็เริ่มสอดประสานความเ็ปค่อยๆ บรรเทาลง พลังบางอย่างในกายหมุนเวียนขึ้นลง
เงาร่างเล็กๆ ท่ามกลางไอหมอกปกคลุมกลับคล้ายมิใช่เงาร่างของเด็กเก้าขวบ ทั้งท่วงท่าการตี ทั้งจังหวะหายใจ ทั้งการปลดปล่อยพลังงานล้วนไม่ธรรมดาสามัญ
ซือคงหยุดมองบุตรชายดวงตาของเขาเปล่งประกายวาบ สีหน้าคล้ายปลาบปลื้มใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดน้อยๆ ดวงตาหม่นมัวลง
“ช่างแปลกประหลาดนักหรือข้าจะเข้าใจผิดไป?”
ทางด้านซือเฟิงหลงกลับกำลังมัวเมาอยู่กับการตีเหล็กยามนี้ความรู้สึกของเขาแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง พอผลักดันให้ลมในท้องไหลเวียนพร้อมกับการเหวี่ยงค้อนร่างกายกลับเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ราวเมฆล่องสายน้ำรินไหลไม่เปลืองเรี่ยวกินแรงแม้แต่น้อย
อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน
จูเจิ้นกลายเป็ดั่งวีรบุรุษของหมู่บ้านไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็มีสายตาอิจฉาส่งมา แต่อิจฉาก็ส่วนอิจฉาเพราะนอกจากสายตาริษยาแล้วก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจาถากถางสักคำ
เด็กชายที่แต่เดิมก็เป็คนเอาแต่ใจไร้คุณธรรมก็ยิ่งหลงลำพองเดินอาดๆ ไปรอบหมู่บ้านพร้อมบริวารกลุ่มใหม่คอยห้อมล้อม ยกยอปอปั้นไม่ห่าง
“เจิ้นเกอ พี่ได้ดีแล้วอย่าลืมพวกข้านะ”
“พอแล้ว ทำตัวประจบสอพลออยู่ได้”จูเจิ้นโบกมืออย่างรำคาญ ท่าทีโอหัง “ข้าจะไปดูหน้าญาติผู้น้องเสียหน่อยวันนี้จะต้องให้มันคุกเข่าคำนับข้าให้ได้”
“เฟิงหลงหรือ?”เด็กชายร่างเตี้ยถามลังเล
จูเจิ้นหรี่ตามอง เผลอกำมือแน่น “ทำไม! เ้ากลัวมันหรือ”
เด็กร่างเตี้ยส่ายหน้า โบกมือพัลวัน “เหตุใดข้าต้องกลัวเ้าเด็กนั่นด้วยมีเจิ้นเกออยู่ ต่อให้เฟิงหลงสิบคนก็สู้ท่านไม่ได้หรอก”
คนถูกยอยืดอกชูคอยาวราวกับม้าที่ถูกตบสะโพก[1] ทว่าชั่วขณะหนึ่งภาพจำในอดีตก็ทำให้เขาชะงักกึกรั้งฝีเท้ากลับอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่
“มีอะไรหรือพี่เจิ้น” เสียงถามประหลาดใจดังมาจากด้านหลัง
น้ำเสียงตื่นเต้นอีกเสียงก็ดังตามมาติดๆ“นั่นเฟิงหลงนี่นา! เราไม่ต้องไปตามหามันแล้วพี่เจิ้น”
จูเจิ้นใจเต้นสะดุดไปวูบหันไปมองเด็กตัวผอมผิวแดงคล้ำกำลังหาบน้ำเดินมาจากทางแม่น้ำ ถังน้ำแกว่งไกวเล็กน้อยแต่น้ำกลับไม่กระฉอกออกมาสักหยด
ดวงหน้าเล็กๆ นั้นสงบนิ่งดวงตาเรียบเฉย ราวกับว่าเื่ใหญ่น้อยใดๆ ก็ไม่อาจสั่นคลอนความสงบนิ่งนั้นได้
ข้าไม่ชอบ...ไม่ชอบท่าทางเช่นนั้นของมัน
แต่แล้วอย่างไร อย่างมากเ้ามันก็เป็ได้แค่ช่างตีเหล็ก
ส่วนข้า...คือผู้ฝึกตน!
[1] สำนวนจีน ตบก้นม้า แปลว่า การประจบสอพลอ