17
-ผมคือจิ้งจอกนะครับ-
เช้าวันนี้บรรยากาศข้างนอกบ้านสดใส แต่ในบ้านเหมือนบรรยากาศก่อนฝนตกเลย
เพราะเกวนยังต้องพักรักษาตัว ยิ่งเื่ที่เกิดขึ้นทำให้ถูกกักบริเวณไปอีก เ้าตัวก็แก้ปัญหาด้วยการขนงานกลับมาทำที่บ้าน ห้องรับแขกเลยกลายเป็ที่ประชุมขนาดย่อมไปแทน
“พวกมันเอาอะไรไปบ้าง”
“เป็โกดังเก่า อิงตามข้อมูลเมื่อห้าปีก่อนดูเหมือนจะเป็ยารักษาอาการป่วยของพวกมนุษย์ดัดแปลงที่เคยเกิดขึ้น่หนึ่ง พวกมันคงเอาไปรักษาใครสักคน” โยชิหยิบเอกสารมาดูพร้อมแจ้งให้เกวนและคณะกรรมการคนอื่นซึ่งกำลังต่อสายพูดคุยกันอยู่รับทราบถึงเหตุการณ์ทั้งหมด
ผมอยู่ในร่างจิ้งจอกซุกอยู่ตรงมุมอับสายตา ทำให้พวกคนในหน้าจอไม่ทันสังเกต รอบนี้น่าแปลกที่เกวนไม่ได้เอ่ยปากบ่นหรือไล่ หรือไม่มีเวลาก็ไม่รู้
“เป็พวกสัตว์นอกรีตแท้ๆ อุกอาจจริงๆ แล้วยามมัวแต่ทำอะไรอยู่กันแน่นะ” เสียงไม่พอใจดังมาจากอีกปลายสาย
“ถึงกับใช้วิธีนี้ คราวนี้มีคนของเราถูกยิงด้วยนะคะ” หญิงสาวคนหนึ่งในคณะกรรมการพูดสมทบ
“ของพวกนั้นมันไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ แต่ชื่อเสียงของบริษัทเราจะถูกมองในด้านลบ ไม่ว่ายังไงก็ต้องจับตัวพวกมันมารับโทษ”
เกวนนิ่งเงียบไม่ออกความเห็น ในขณะที่คนอื่นๆต่างสนับสนุนให้ส่งทหารไล่ล่าและเพิ่มความเข้มงวดเป็สองเท่า เพราะหากมีครั้งแรกก็ไม่รับประกันว่าจะไม่มีครั้งที่สอง
“มีอาวุธปืนใน ไม่แน่พวกมันอาจจะกำลังทำตามคำสั่งใครบางคน” หลังวางสาย เกวนจึงเอ่ยความเห็นของตัวเองออกมาด้วยแววตาเคร่งเครียด
“ใช่แน่ๆเลยค่ะ พวกมันคิดอะไรแบบนี้เองไม่ได้หรอก”
“ใจเย็นคนสวย พวกเขาก็เก่งพอจะปล้นสินค้าที่ถูกป้องกันอย่างดีจากพวกเราได้เชียวนะ” โยชิเอ่ยตัดหน้าแซนดร้าที่ค้อนใส่ทันที
“แต่จะดีเหรอเกวนที่ไม่ยอมเอาคนมาคุ้มกัน ถ้าเธอเป็อะไรไป...” โอลิเวียพูดออกมา เธอไม่เกี่ยวข้องกับเื่ในครั้งนี้ก็จริง แต่ในฐานะว่าที่คู่หมั้นเธอจึงได้รับสิทธิ์ในการนั่งฟังด้วย
ส่วนผมเหรอ...ผมหูดีน่ะครับ
“นั่นอาจจะทำให้เธอเป็อันตรายไปด้วย เธอกลับบ้านไปเถอะ ่นี้อย่าอยู่กับฉันสักพัก” เกวนพูดตอบกลับโอลิเวีย
“ต...แต่ว่าแผล”
“ฉันไม่เป็อะไร เธอควรกลับไปทำงาน หยุดมาหลายวันแล้วมันจะส่งผลกระทบกับลูกน้อง ฉันโตพอจะดูแลตัวเองได้”
สีหน้าของหญิงสาวดูเจื่อนลง หันไปขอแรงสนับสนุนจากเลขาฯทันที “โยชิ แซนดร้า เธอช่วยพูดอะไรสักอย่างทีสิ”
“เอ่อ...งวดนี้ผมเห็นด้วยกับเกวนนะพี่”
แซนดร้าเหมือนจะอยากจะสนับสนุน แต่เมื่อเห็นสายตาห้ามปรามของเกวนเธอก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
ผมพอเข้าใจความรู้สึกของคุณโอลิเวียนะ แต่ใครจะขัดใจเกวนได้ล่ะ ขนาดงานต้องอยู่ที่ทำงานก็ยังขนกลับมาทำที่บ้านเลยนะครับ
“อ้าว ไรเซล แผลดีขึ้นรึยัง” ไม่รู้ว่าตอนไหน โยชิก็ก้มลงมาสะกิดตัวของผมจนเผลอสะดุ้งโหยง ทุกสายตาในห้องจึงหันมองมาทางนี้ทันที
“ใครบอกให้นายลงมา”
เห็นมั้ย วิชาพรางตัวของผมเนียนมากเลยนะครับ
“ใจเย็นน่าเกวน ยังไม่หายโกรธอีกเหรอ หมาน้อยช่วยปกป้องพวกเราไว้นะ ถ้าเขาไม่ไปพวกเราอาจจะเสียหายหนักกว่านี้” โยชิหัวเราะพลางลูบหัวผมไปมา ผมเลยยกเท้าหน้าตบมือข้างนั้นไปที ....กลับร่างคนหัวฟูแน่เลยครับ
“ยุ่งไม่เข้าเื่” พอได้ฟังคำแก้ต่างนั้นเกวนจึงถอนหายใจ ดวงตาคมกริบปรายมองมายังผมให้เสียวสันหลังเล่น “แผลหายเมื่อไหร่ รู้ใช่มั้ยว่าต้องเรียนเสริม”
อุ๊...ถึงจะไม่ได้เกลียดการเรียน แต่อย่าพูดคำนี้ได้มั้ยครับ
“กินข้าวแล้วไปนอนพักดีๆ แล้วอย่าริออกไปข้างนอกอีก”
ผมถูกไล่ที่แหนะครับ เพราะแบบนั้นหลังไปคุ้ยของกินในตู้เย็นเสร็จเลยต้องกลับไปนอนเหงาในห้องเหมือนเดิมพร้อมหนังสือแบบฝึกหัดหนึ่งเล่มถ้วนส่งเย็นนี้
ทำไมชีวิตมนุษย์มันโหดร้ายจังครับ เปลี่ยนผมกลับไปเป็จิ้งจอกกินเช้ากินค่ำเถอะ
ถึงจะมีแผลแต่มันก็แค่เล็กน้อย ที่ผ่านมาถูกยิงแต่วันถัดไปต้องลงสนามแข่งผมก็เคยทำมาแล้วนะ มนุษย์ดัดแปลงมีพลังในการฟื้นตัวสูงมาก แต่ไม่มีทางเลือกก็ใช่
ไปเข้า่กลางคืน หลังแน่ใจว่าไม่มีใครตื่นแล้วผมเลยใช้สกิลมุดออกนอกหน้าต่างชั้นสองทันที แต่แน่นอนว่าในร่างมนุษย์นะ ขืนกลับร่างจิ้งจอกแล้วมีใครเห็นได้แย่แน่
ข้างนอกมีทหารหลายคนเดินตรวจตราอยู่ ทำให้ต้องใช้สกิลเท้าเบาอ้อมนิดหน่อย จนสุดท้ายผมก็มาถึงหน้าโกดังที่เกิดเื่ มีป้ายสีเหลืองคาดไว้ป้องกันที่เกิดเหตุ แต่ของด้านในถูกขนย้ายไปที่อื่นหมดแล้ว
หลังจากแอบหลบทหารคนหนึ่งที่เดินตรวจตราอยู่ พอแน่ใจว่าอยู่ในจุดอับสายตามากพอจึงใส่เกียร์วิ่งเข้าไปยังชายป่าทันที กำแพงสูงเป็แบบไฟฟ้าแรงสูงเพื่อป้องกันอันตราย แต่เมื่อเห็นวิธีการหนีของคนพวกนั้นทำให้ผมพอรู้วิธีบ้าง
ผมเร่งความเร็วยิ่งขึ้นเมื่อถึงระยะหนึ่ง แล้วใส่แรงที่เท้าะโไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง ขายันที่ลำตันก่อนะโม้วนตัวข้ามกำแพงลวดหนาม ใช้มือยันที่เสาเล็กซึ่งเป็จุดปลอดภัย ส่งตัวเองลงอีกฝั่ง
แล้วก็ลงอย่างสวยงาม...แต่เสียงทักของพวกทหารทำเอาผมสะดุ้งแล้วเผ่นต่อ
ท่ามกลางความมืดผมเห็นทัศนียภาพชัดเจน พื้นป่ามีร่องรองของการเดินผ่านอยู่ ผมคิดว่าคงมีคนพยายามไล่ตามแล้ว แต่จากความเงียบทั้งวันบ่งบอกว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ได้อะไรกลับมา
ผมเดินตามรอยเท้านั้นไปเรื่อยๆ เสียงสัตว์กลางคืนส่งเสียงออกมาเป็ระยะ ยิ่งเดินเข้าไปลึกขึ้นๆก็พบว่ารอบด้านมีแต่ต้นไม้และความมืด แสงไฟจากบริเวณที่พักหายไปแล้ว แสงจันทร์ลอดเข้ามาถึงพื้นเพียงเล็กน้อยพอให้เห็นเส้นทางชัดขึ้น
กลิ่นของพวกเขาไม่มีเลย แสดงว่าพวกเขาไม่ใช่มุนษย์ดัดแปลงที่ใช้ชีวิตแบบสัตว์ป่า ผมได้ยินมาว่ามีบางพวกละทิ้งชีวิตมนุษย์เมื่อหนีออกมาได้แล้วเปลี่ยนตัวเองเป็สัตว์ป่าถาวร
ถึงแบบนั้นพวกเขายัง้ายา แต่นั่นล่ะ ชีวิตที่เป็อิสระของพวกเขามันคงไม่ใช่เื่ปกติแล้ว
ผมเร่งฝีมือเร็วขึ้นเรื่อยๆเมื่อร่องรอยของพวกเขาหายไปแล้ว สายตาสอดส่องมองไปทั่วแล้วจุดที่จุดๆหนึ่ง
ต้นมอสบนผิวไม้เก่าๆวางอยู่บนพื้นมีร่องรอยที่ถูกขีดเอาไว้ มองผิวเผินเหมือนเกิดจากธรรมชาติ
เกิดจากอุ้งเล็บของใครสักคน?
อันที่จริงที่พักแห่งนี้มันอยู่ติดูเา พื้นที่ป่าไม่ยุ่งยากเมื่อเทียบกับพื้นทีู่เาสูงสลับซับซ้อน แต่แน่นอนว่าไม่มีสัตว์ป่าบริเวณนี้
เสียงและกลิ่นบางอย่างแว่บเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมหันกลับไปแต่ก็เกือบหลบเท้าที่เตะเข้ามาแทบไม่ทันจนหงายท้องไป ถ้าช้ากว่านี้ผมคิดว่าตัวเองได้วูบไปแน่
ดวงตาสีแดงคือจุดเด่นของชายตรงหน้า ถึงผมจะไม่เคยจำใครแต่เพิ่งเจอกันเมื่อวานลืมไปก็กระไรอยู่
“ตามมาถึงนี่จนได้นะ ไอ้สัตว์เลี้ยงของมนุษย์”
ใบหูของมนุษย์ตรงหน้าเรียวยาวอยู่บนศีรษะ ผมคิดว่าเขาเป็หมาป่า แถมเืที่ผมเรียกจากเขาได้เมื่อวาน คิดว่าน่าจะเป็พวกพันธ์ทาง ชุดที่ใส่ดูทะมัดทะแมงแต่ก็เก่าดูสมบุกสมบัน
ผมขยับตัวลุกขึ้นประจันหน้า คนๆนี้เป็ลูกครึ่งหมาป่าก็จริงแต่คงได้ยีนเด่นมาไม่น้อย ด้วยขนาดตัวในร่างมนุษย์คิดว่าคงสูงมากกว่าร้อยเก้าสิบเิเ สูงกว่าเกวนเสียอีก
‘เลิกยุ่งกับเกวนซะ’ ผมพูดเข้าเื่ทันที ตอนแรกคิดว่าอยากจะใช้เวลาทั้งคืนตามรอย แต่เจอแบบนี้ผมก็โอเคมาก
เอสเปอร์...ที่พวกนั้นพูดกันส่งเสียงหึในลำคอ ใบหน้าคมคายดูเหยียดออกมาแบบไม่ปกปิด
“เหอะ แล้วอย่างนายจะทำอะไรฉันได้ล่ะ แผลเมื่อวานยังไม่หายดี ถ้าแกมีตำหนิขึ้นมาเ้านายก็คงทิ้งแกไว้เหมือนกัน”
…รู้มั้ย นั่นคือสิ่งที่ผมกลัวมากที่สุด
สัตว์เลี้ยงเกรดดีแบบพวกผม มีตำหนิแค่เพียงเล็กน้อยราคาก็จะเริ่มตก อันที่จริงเพราะเ้านายคนเก่าช่วยไว้แผลเป็เลยจางจนมองแทบไม่ออก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นอีก…
อื้ม...นึกได้แต่เสียงของเกวนบ่นแฮะ
‘ผมได้ยินว่าพวกคุณ้ายาไว้รักษาใครสักคน แต่ขโมยมันผิด’
เอสเปอร์เลิกคิ้วเล็กน้อย คงสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่คิดว่าพวกตนขโมยมันไปขายหรือจงใจก่อความวุ่นวาย
“นี่นายพูดเหมือนว่าพวกฉันจะเดินดุ่มๆเข้าไปได้ แล้วของพวกนี้มันไม่ใช่ที่ขายให้คนทั่วไป” เอสเปอร์พูดออกมาแล้วยกมือขยี้หัวด้วยท่าทางยุ่งยากใจ “เหอะ ไม่คิดว่าข่าวลือจะเป็จริง เ้าเกวนนั่นรู้อยู่สินะว่านายเป็หมาเฝ้าบ้านที่ดีเลยจงใจพามาพักในโกดังที่มีของพวกนี้สต๊อกอยู่ แล้วทำไมนายต้องพูดทางจิตแบบนั้นด้วย อ้าปากแล้วพูดออกมาสิวะ หรือเ้านายตัดลิ้นไปแล้ว”
‘อย่าพูดถึงนายของผมด้วยน้ำเสียงแบบนั้น’ ผมเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของเขา
พูดคุยแบบนี้มันทำให้ผมเหนื่อยกับการตั้งสมาธิเอามากๆ แต่มันคงดีกว่านั่งเขียนทีละคำ
“เหอะ ไอ้หมาเฝ้าบ้านเอ๊ย”
‘บอกมาว่าพวกนาย้าอะไร’
“ทำไมถึงอยากรู้ขนาดนั้น”
‘เ้านายของผมเดือดร้อน ถ้าเป็ไปได้ผมจะช่วยพวกคุณ แลกกับไม่ยุ่งกับเขาอีก’
“หา? คิดว่าฉันโง่เหรอไอ้จิ้งจอก” นิ้วของเอสเปอร์เริ่มกางเล็บยาวออกมาแล้ว สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดขึ้น ส่วนผมก็ขยับตัวมองทุกการกระทำของเขา ชั่งใจเล็กน้อยว่าหากถูกโจมตีเข้ามาจะหนีหรือสู้ต่อดี
‘ผมแค่้าปกป้องเกวน’ ผมพูดออกมาตรงๆ ‘ไม่ใช่พวกคุณ’
“...นายถูกพวกมันล้างสมองไปแล้ว”
ผมไม่สนใจคำพูดนั้น ‘ผมมีข้อเสนอที่ดีกว่า แล้วเราจะไม่สูญเสีย’
“…นี่นาย”
‘อย่ายุ่งกับเ้านายของฉันก็พอ’
ข้อความนี้ผมพยายามทำให้มันดูหนักแน่นที่สุดแล้วนะครับ
ทำไมน่ะเหรอ....เพราะมันถมดำยังไงล่ะ!
เอสเปอร์ถึงกับเงียบใส่ผมไปหลายวิ เพราะว่าผมเอาสมุดเล่มเล็กมากเขียนข้อความแบบนั้นยื่นใส่หน้า ก็ผมเหนื่อยที่จะโทรจิตใส่แล้วนี่นา
เสียงพั่บๆดังมาจากข้างบน ทำให้พวกผมเงยหน้ามอง แล้วก็เห็นนกสีฟ้าตัวหนึ่งกำลังบินเข้ามาใกล้ไม่ห่างจากพวกผมมาก แต่เสียงนั้นเจื้อยแจ้วดังสะท้อนไปทั่ว
“เอสเปอร์ นายอยู่นี่เอง พวกฉันตามหาแทบแย่แหนะ” เ้าตัวบินมาเกาะตรงกิ่งไม้ด้วยท่าทางทุลักทุเล เพราะขาเล็กๆข้างหนึ่งกำลังหิ้วกระบอกปืนใหญ่กว่าตัวเอาไว้ ก่อนที่สายตาจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของผม อาการผงะเกิดขึ้นจนแทบจะกลิ้งตกต้นไม้
“เฮ้ย...นั่นเ้าหมาเมื่อคืนนี่หว่า”
ขอทีเถอะครับ นี่ทำไมพวกคุณแยกหมากับจิ้งจอกไม่ออกกันล่ะ!
“แล้วนายตามมาเพื่อ?” เอสเปอร์ถามเสียงขุ่น
“หัวหน้าของเราอยากเจอเ้านี่พอดี เขาสั่งให้เราลักพาตัวไปหาให้ได้”
…บอกยังงี้จะดีเหรอครับ
“แล้วแกจะพูดเสียงดังทำไมวะ”
“โวะ ร่างนี้มันกระซิบไม่ได้ต่างหาก!” จากนั้นเ้านกนั่นก็ร่วงลงมาจากต้นไม้แล้วแปรสภาพเป็ชายร่างเล็กคนหนึ่ง มือยังถือปืนตอนแรกเอาไว้ สีหน้าดูบูดสนิท หันมามองที่ผม “แล้วนายว่าไป จะไปมะ รึจะถูกจับด้วยตาข่าย”
‘ไปสิ’
“ห๊ะ/เอ๋!”
‘ผมบอกแล้วว่าผมมีความคิดบางอย่าง แล้วอีกอย่างผมแน่ใจว่าต่อให้ถูกพวกคุณลอบทำร้ายก็มีของไว้ตัดกำลังอีกเยอะ’ ผมชี้ไปยังปลอกคอตัวเองที่มันยังถูกใช้งานอยู่
สมัยนี้เพราะเคยมีการค้าขายสัตว์มาก่อน เขาจึงพยายามพัฒนาเครื่องพันธนาการไม่ให้ขัดขืนได้หลากหลายประเภท ทั้งแบบควบคุมด้วยรีโมท ควบคุมด้วยเสียง แค่คำเดียวะเิก็จะทำงาน ถึงศพจะดูไม่ได้สักนิดแต่ผมคิดว่าไม่เจ็บนะ
ถึงเืมันจะสวยมาก แต่ถ้าตายแบบฉับพลันคงไม่ทันเห็นแน่เลย
‘เ้านายของผมไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดจะสั่งทำลายมัน แต่ผมรู้นะว่ามันทำงานยังไง’
ทั้งสองทำหน้าอึ้งใส่ คล้ายไม่คิดว่าผมจะกล้ากด แต่นั่นแหละ พวกเขารู้จักผมแค่ไหนกันเชียว
“จิ้งจอกเ้าเล่ห์ชัดๆ”
เห็นมั้ย ผมได้รับความเป็จิ้งจอกกลับมาแล้วล่ะ