~ ดอกกุหลาบหนึ่งดอก
~ เช้าวันต่อมา ~ ห้องพักเยว่ซิน ~
เยว่ซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง กุหลาบสีแดงดอกนั้นถูกใส่ไว้ในกล่องอย่างดี เธอมองมันแล้วยิ้ม 'นอนหลับให้ดี' ... เธอเอานิ้วแตะกลีบดอกไม้ “ใครเขาเขียนแบบนี้กัน” แต่ใบหน้าของเธอกลับยิ้มไม่หยุด เซียงเซียงที่อยู่ด้านหลังมองแล้วหัวเราะ
"แกยิ้มกับดอกไม้ที่ไม่รู้ใครส่งมาให้เนี่ยนะ” เซียงเซียงพูดแซวเพื่อน
“ฉันแค่...” “แค่รู้สึกว่าคนส่งน่ารัก” แค่มโนว่าเหว่ยหยางเป็คนส่งดอกไม้มา ก็ยิ้มแก้มแทบแตก
“ใครส่ง?” เซียงเซียงถามซ้ำ
“ไม่รู้”
“แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าเป็คนที่แกคิด?”
เยว่ซินหน้าแดง “ก็... ต้องเป็เขาสิ”
~ เวลาสิบโมงเช้า ~
โทรศัพท์ของเยว่ซินดังขึ้น หมายเลขไม่คุ้น
“ฮัลโหล?” เยว่ซินรับสาย... ไม่มีเสียงตอบ “ใครคะ?” เงียบ “ถ้าไม่พูดฉันวางนะ”
“เมื่อวานคุณขอช่องทางติดต่อผมไม่ใช่หรอ?” ปลายสายพูดขึ้นในที่สุด
หัวใจของเยว่ซินเต้นแรง “เหว่ยหยาง!” เยว่ซินหลุดชื่อนี้ออกมา
“ครับ”
“นายโทรหาฉันเหรอ? ไม่อยากเชื่อเลย นายมีเบอร์ฉันได้ยังไง?" เยว่ซินถามเป็ชุด
“หาไม่ยาก"
“แปลว่านายแอบสืบฉัน?”
“ใช่” คำตอบตรงเกินไปจนเธอพูดไม่ออก
“แล้วโทรมาทำไม?” เยว่ซินพูดไปเขินไป คุยไปบิดไปจนจะเป็เลข 8 แล้ว
“วันนี้คุณมีแพลนไปไหนหรือเปล่า” เหว่ยหยางพูดด้วยเสียงนิ่ง
“คิดถึงฉันเหรอ?”
“เปล่า” ปลายสายปฏิเสธทันที
“งั้น? ยังไง?”
“ผมอยู่หน้าโรงแรมคุณ” ยังไม่ทันที่เยว่ซินจะพูดอะไรต่อ ปลายสายก็วางไปแล้ว
เยว่ซินเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ รีบแต่งตัว
"แกจะไปไหนซินซิน" เซียงเซียงถาม เมื่อเห็นเพื่อนรักทำตัวมีพิรุจ
"ไม่บอก วันนี้พวกแกไปเที่ยวกันให้สนุกนะจ๊ะ บาย..." เยว่ซินบอกลาเพื่อนๆ แล้วรีบปิดประตูห้อง
~ หน้าโรงแรม ~
เยว่ซินเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ “ไปไหน?” เธอเป็ฝ่ายเริ่มการสนทนา
“กินข้าว” เหว่ยหยางตอบ พร้อมเหยียบคันเร่ง
“เดตเหรอ?” ดวงตาของเยว่ซินเป็ประกาย
“แค่กินข้าว” เขาปฏิเสธ
"ปากแข็ง"
เหว่ยหยางถอนหายใจ “ตามใจคุณ”
~ ร้านอาหารในเมืองภูเก็ต ~
เยว่ซินนั่งตรงข้ามเขา เธอเท้าคางมองชายหนุ่มไม่วางตา เหว่ยหยางกินอาหารอย่างสงบ
“นายไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ?” เยว่ซินเอ่ยขึ้น
“รู้สึกอะไร?” เหว่ยหยางเงยหน้าขึ้นมอง
“ฉันมองนายตั้งนานแล้ว” เยว่ซินพูดไปมองหน้าเหว่ยหยางไป
“ผมรู้”
“แล้วไม่เขินหรอ?” เยว่ซินถามต่อ
“ไม่”
“ใจแข็งจัง” เยว่ซินหัวเราะ “งั้นเมื่อคืนดอกไม้ใครส่ง?”
“ไม่รู้” เหว่ยหยางปฏิเสธ
เยว่ซินจ้องเขา “พี่หยางหยาง...” เยว่ซินเรียกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ถือโอกาสเรียกให้ดูสนิทสนม
“ครับ?”
“นายรู้ไหมว่าฉันชอบนาย?” (ความคิดผู้เขียน : นี่ก็ตรงเกินป๊ายยย รักษาหน้าหน่อยหญิง)
“รู้”
“แล้วนายชอบฉันหรือยัง?”
เขามองเธอตรงๆ “ยังไม่ถึงขั้นนั้น” เยว่ซินทำหน้าหงอย แต่ก่อนที่เธอจะทันพูดอะไรต่อ...ชายหนุ่มกลับเอื้อมมือมาจับปลายผมที่ตกอยู่ข้างแก้มเธอ ค่อยๆ ทัดมันไว้หลังใบหู ปลายนิ้วััผิวแก้มเพียงแ่เบา
"..." เยว่ซินนิ่งไป
เหว่ยหยางถอนมือกลับ “กินข้าว” เหว่ยหยางพูดพร้อมกับกินข้าวต่อ
“...” เยว่ซินนิ่ง กำลังประมวลผลการกระทำเมื่อครู่ของเหว่ยหยาง
“ทำไมไม่กิน?” เหมือนเขารู้สึกถึงความผิดปกติ ของคนฝั่งตรงข้าม
“เมื่อกี้นายทำอะไร?” เยว่ซินถาม
“จัดผมให้”
“แล้วทำไมต้องทำ?”
“มันบังหน้า เวลามองแล้วมันรำคาญ” เขาตอบหน้าตาย
“นายมองหน้าฉัน?” เยว่ซินกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ เวลาเกิดอาการเขิน เธอมักจะทำโดยไม่รู้ตัว
"เปล่า"
“ปากแข็ง” เยว่ซินอมยิ้ม จ้องหน้าเขา
"แล้วแต่จะคิด" เหว่ยหยางมองหน้าเยว่ซิน แล้วก้มหน้าลงกินข้าวต่อ (ความคิดผู้เขียน : แหม ทำเป็ปากแข็ง ในใจแอบยิ้มแก้มจะแตก เก๊กอยู่ได้)
"อ่ะๆ ฉันคิดไปเองก็ได้..." เยวซินตัดบท "แล้วเราจะไปไหนกันต่อ..." เธอถามต่อ
"อยากไปดำน้ำไหม?" เขาพูดขึ้น
"ฉันดำน้ำไม่เป็" เย่วซินตอบ ในชีวิตนี้ยังไม่เคยดำน้ำเลย ไปทะเลก็แค่เดินเล่น อย่างมากก็ลงทะเลไปแค่ครึ่งตัว
"เดี๋ยวผมสอน ไม่ยากหรอก เกาะผมไว้" เหว่ยหยางมองหน้าเยว่ซิน
"ตกลง!" เยว่ซินยิ้ม ไม่ได้อยากดำน้ำหรอก อยากอยู่กับเขา
~ ทริปนี้…ขอมีแค่เธอ ~
แสงแดดยามบ่ายทอดตัวลงบนผืนน้ำทะเลสีฟ้าใส จนผิวน้ำระยิบระยับราวกับมีเศษแก้วเล็ก ๆ โปรยอยู่เต็มผืนน้ำ เมื่อดำลงไป โลกอีกใบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ปะการังหลากสีอยู่ตามแนวพื้นทะเล ฝูงปลาตัวเล็กสีเหลืองสลับดำว่ายผ่านไปมาอย่างไม่หวาดกลัว ราวกับไม่รู้เลยว่ามีแขกแปลกหน้าสองคนกำลังแอบมองพวกมันอยู่
จางเยว่ซินมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาที ก่อนความตื่นเต้นจะถูกแทนที่ด้วยความประหม่า เพราะเธอว่ายน้ำไม่เป็
มือเล็กจึงจับแขนของชายหนุ่มข้างกายเอาไว้แน่นตลอดเวลา
เขาหันมองเธอเป็ระยะ เยว่ซินชี้ไปยังแนวปะการังที่อยู่ด้านหน้า แล้วส่งสัญญาณด้วยมือว่าอยากเข้าไปดูใกล้ๆ ชายหนุ่มพยักหน้า คราวนี้เยว่ซินจึงค่อยๆ ผ่อนแรงลง แต่ยังคงจับแขนเขาไว้ไม่ปล่อย ทุกครั้งที่กระแสน้ำพัดผ่าน ร่างของเธอจะเผลอขยับเข้าหาเขาโดยอัตโนมัติ จนระยะห่างระหว่างทั้งคู่แทบไม่เหลืออยู่เลย
เหว่ยหยางไม่ได้พูดอะไร เพียงคอยชะลอจังหวะการว่ายให้ช้าลงตามเธอ และคอยเหลือบมองเป็ระยะว่าเธอยังไหวหรือไม่
เมื่อฝูงปลาตัวเล็กว่ายผ่านหน้า เยว่ซินถึงกับเบิกตากว้าง ตื่นเต้นกับภาพที่เห็นตรงหน้า ก่อนหันมามองเขาด้วยแววตาเป็ประกาย
แม้จะอยู่ใต้น้ำและพูดอะไรไม่ได้ แต่เขากลับเข้าใจความหมายของสายตาคู่นั้นได้อย่างง่ายดาย
เขากระชับมือที่จับกันอยู่แน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วพาเธอว่ายต่อไปท่ามกลางโลกใต้ทะเลที่สวยงาม
ใต้ผิวน้ำเงียบสงบราวกับโลกทั้งใบถูกตัดขาดจากความวุ่นวายเบื้องบน แสงแดดส่องผ่านผิวน้ำลงมาเป็ลำแสงสีทองระยิบระยับ เคลื่อนไหวไปตามแรงคลื่นจนเกิดเป็เงาพริ้วไหวบนผืนทรายด้านล่าง
น้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการังทอดยาวออกไปเป็สีสัน ทั้งแดง ชมพู ส้ม และน้ำตาลอ่อน บางก้อนมีรูปร่างแปลกตาราวกับสวนดอกไม้ใต้น้ำ ฝูงปลาตัวเล็กสีเงินสะท้อนแสงว่ายผ่านไปเป็กลุ่ม ก่อนจะแยกตัวออกอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าใกล้แนวปะการัง
ฟองอากาศเล็กๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเป็สาย ทุกครั้งที่ขยับตัว น้ำรอบกายจะไหลเอื่อยอย่างนุ่มนวล เสียงภายนอกแทบไม่มีเหลืออยู่ มีเพียงเสียงลมหายใจผ่านหน้ากากและเสียงน้ำเบาๆ ที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวสงบจนเหมือนเวลาหยุดเดิน
ไกลออกไป ปะการังอ่อนพลิ้วไหวตามกระแสน้ำ คล้ายทุ่งดอกไม้ที่กำลังเต้นรำอยู่ใต้ทะเล ขณะที่ปลาตัวจิ๋วสีเหลืองตัวหนึ่งว่ายผ่านหน้าไปอย่างใกล้ชิด จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า ใต้ผืนทะเลแห่งนี้มีโลกอีกใบซ่อนอยู่จริงๆ
เมื่อกลับขึ้นมาบนเรือ เธอถอดหน้ากากออกแล้วสูดหายใจเต็มปอด ก่อนหันไปพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงสดใส
“สวยมากเลย ขอบคุณนะที่พาฉันมาทำกิจกรรมที่สนุกมากๆ” เยว่ซินหันไปยิ้มให้กับเหว่ยหยาง พร้อมกับเกาะแขนและซบลงบนไหล่เขา
“อืม” ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เปียกชื้นของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
"พูดแค่นี้เนี่ยนะ" เยว่ซินขมวดคิ้วทันที
เขามองเธอ แล้วมุมปากก็ยกขึ้นเพียงนิดเดียว “ครั้งหน้า ถ้าจะดำน้ำอีก ก็หัดว่ายน้ำก่อน”
“ก็มีนายอยู่ทั้งคน จะกลัวอะไรล่ะ ฉันว่ายไม่เป็ ฉันก็เกาะแขนนาย เกาะนายตลอดไป” พูดจบก็กระชับมือ เกาะแขนเขาแน่นขึ้น
คำตอบนั้นทำให้เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางทะเล เพราะไม่อยากให้เธอเห็นว่าใบหน้าของเขากำลังขึ้นสีแดงจาง ๆ
~ บาร์เล็กๆ บรรยากาศดีๆ ในตัวเมืองกระบี่ ~ ไปดื่มกันไหม ~
“จะมอมผมหรือไง?” เหว่ยหยางเลิกคิ้ว ก้มมองแก้วในมือตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองแก้วในมือของหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “ให้ผมดื่มอยู่คนเดียว ของคุณแก้วเดียว ถือมาั้แ่เข้าร้านแล้ว”
เยว่ซินก้มมองแก้วของตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขา “ฉันว่า... เหมือนนายกำลังจะมอมตัวเองมากกว่านะ ยกแก้วไม่พักเลย กลัวไม่เมาหรือไง?” เยว่ซินแซวกลับ แค่แก้วเดียวเธอก็เริ่มมึนๆแล้ว แต่เขาดื่มไปขนาดนั้น ยังไม่มีอาการอะไรเลย
“แล้วคุณอยากให้ผมเมาหรือเปล่า?” คำถามสั้นๆ ทำให้เยว่ซินชะงักไปเล็กน้อย
เหว่ยหยางยังคงมองเธอด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง มีเพียงแววตาที่ดูเหมือนกำลังรอคำตอบ
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นสักหน่อย” เยว่ซินเริ่มไปไม่เป็ เสียอาการเล็กน้อย
“งั้นเหรอ” เขาตอบแค่นั้น แล้วจิบเครื่องดื่มต่ออย่างไม่รีบร้อน แต่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากกลับทำให้เยว่ซินรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งโดนจับได้ว่าเสียอาการ
การพูดคุยของทั้งสองเริ่มผ่อนคลาย เริ่มเห็นรอยยิ้มของเหว่ยหยางมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่ก็ตาม ได้พูดคุยเื่ต่างๆในชีวิตของกันและกันมากขึ้น แต่ถึงแม้จะคุยกันหลายเื่ ก็ไม่มีทางที่เหว่ยหยางจะหลุดพูดในสิ่งที่เขาไม่้าให้เยว่ซินรู้
"พี่หยางหยางงงงงง..." เสียงออดอ้อนดังขึ้นพร้อมกับเ้าของเสียง ที่เริ่มมีแก้มสีระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ เยว่ซินยื่นมือออกไปอย่างไม่คิดอะไรมาก ก่อนปลายนิ้วจะค่อยๆ แตะลงบนหลังมือของชายหนุ่ม มือน้อยค่อยๆ เอื้อมไปจับมือหนา... แต่ผิดคาด แทนที่คนมือหนาจะสะบัดมือออก เขาพลิกมือกลับ แล้วกุมมือเล็กเอาไว้เฉยๆ ราวกับจงใจให้เธอรู้ว่าเขารู้ทันเธอ
เยว่ซินเบิกตาขึ้นเล็กน้อย เดี๋ยวนะ... ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ จากตอนแรกกะว่าจะแกล้งเขา ตอนนี้เหมือนโดนเขาแกล้งแทนแล้ว
"ทำไมมือสั่น" น้ำเสียงของเหว่ยหยางยังคงราบเรียบ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความขบขัน
"ไม่ได้สั่นซะหน่อย" เย่วซินพูดอึกอัก พร้อมกับยกมือขวาที่ว่างอยู่ไปวางไว้บนมือเขา ที่ตอนนี้กำลังกุมมือซ้ายเธออยู่ เพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้สั่นซักหน่อย นิดเดียวก็ไม่มี (ความคิดผู้เขียน : เอาสิ! ถึงจะสั่นแต่สู้... สู้ไปเลยหญิง อย่างยอม)
“เหรอ?” คำเดียวสั้นๆ แต่ฟังอย่างไรก็เหมือนกำลังจับผิด เหว่ยหยางก้มมองมือของเธอที่วางทับอยู่บนมือเขา ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเ้าของมือช้าๆ
มุมปากยกขึ้นนิดหน่อย "อืมมมม ไม่สั่นเลย"
เยว่ซินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าเหว่ยหยางกลับรวบมือทั้งสองข้างของเธอไว้ในฝ่ามือเดียว
เยว่ซินนิ่งค้าง เธอพยายามขยับมือให้หลุดจากจากการพันธนาการนี้ แต่ดูเหมือนจะยากเหลือเกิน ฝ่ามือเขาใหญ่ และแรงเยอะมากจริงๆ แรงเธอสู้เขาไม่ได้ ยิ่งขยับ เขากลับยิ่งกระชับมือแน่นขึ้น ถ้ายังเป็แบบนี้ ตัวเธอต้องเหลวกองอยู่ตรงนี้เพราะความเขินแน่ๆ อิตานี่ก็ขยันเล่นกับใจเหลือเกิน
“ปล่อยได้แล้ว” ในที่สุดคนตั้งใจจะแกล้ง ก็ต้องขอร้องคนโดนแกล้ง
“เมื่อกี้ยังอยากจะจับมือผมอยู่เลย นี่ไง จับแล้ว แน่นด้วย” เขาพูดหน้าตาย ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้เยว่ซินนั่งหน้าแดงโดยที่มือยังไม่ถูกปล่อย
“ฉันแค่แกล้งนาย”
“ผมก็แค่แกล้งกลับ”
~ คำพูดนี้มันทำให้ภาพความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในใจทั้งสองคนพร้อมกัน "ซินซินแค่อยากแกล้งพี่หยางหยาง" เด็กหญิงเยว่ซินวิ่งไล่จับพี่ชาย "พี่ก็จะแกล้งซินซินกลับ" เด็กทั้งสองวิ่งเล่นด้วยกันอย่างมีความสุข ~
"อ่ะๆ ยอมแล้ว ไม่แกล้งแล้ว ยอมแพ้" เยว่ซินทำสายตาอ้อนวอน
เหว่ยหยางค่อยๆ คลายมือออก ปล่อยให้มือน้อยๆ ทั้งสองได้เป็อิสระ
(ความคิดผู้เขียน : ความจริงก็คือ อิตาเหว่ยหยางน่ะ นางเหลือบไปเห็นว่าไอ้หนุ่มโต๊ะข้างๆ มันแอบมองยัยคุณหนู อีตานี่มันก็เลยใช้โอกาสนี้ ส่งสัญญานให้หนุ่มโต๊ะข้างๆ ให้มันรู้ว่า นี่เด็กข้า เรากำลังหยอกล้อกันอะไรแบบนี้ เออ! เอากับเขาสิ)
เยว่ซินรีบดึงมือกลับ ทำตัวไม่ถูก หยิบเครื่องดื่ม กระดกทีเดียวหมด เธอยกมือ เรียกพนักงาน ขอเครื่องดื่มอีกแก้ว
ไม่นาน พนักงานก็นำเครื่องดื่มมาเสริฟ "หมดแก้วนี้พอแล้วนะ" เหว่ยหยางใช้นิ้วชี้แตะขอบปากแก้วก่อนที่เย่ซินจะหยิบแก้วนั้น เป็สัญญาณว่าหมดแก้วนี้กลับ
~ บนรถ Taxi ~
เยว่ซินนั่งอยู่เบาะหลังคนขับ ส่ายหัวไปมาเบาๆ แก้มขาวขึ้นสีระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ดวงตากลมที่เคยสดใสเริ่มปรือเล็กน้อย เธอเงียบกว่าปกติ ต่างจากตอนอยู่ในร้าน
เหว่ยหยางนั่งอยู่ข้างๆ หันมองเธอเป็ระยะ “เมาแล้วหรอ?” เขากระซิบข้างหูเยว่ซินเบาๆ
“ไม่เมา...” คำตอบนั้นมาพร้อมกับการส่ายหน้าช้าๆ จนเขาแทบหลุดหัวเราะ
“คนเมาทุกคนพูดแบบนี้”
“ฉันไม่ได้เมาจริงๆ” เยว่ซินขยับตัว หันมองหน้าเหว่ยหยาง แต่แทนที่จะมองเขาเพียงครู่เดียว เธอกลับจ้องใบหน้าคมอยู่นานจนเหว่ยหยางต้องเลิกคิ้ว “เห็นไหม ฉันมองได้ ฉันไม่เมา”
“อืม” เขาตอบสั้นๆ แล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง
แต่เยว่ซินยังไม่ละสายตา “พี่หยางหยาง...”
“ว่าไง” เขาหันมองตามเสียงนั้น
“ทำไมวันนี้นายดูหล่อจัง” มือที่วางอยู่บนตักของเหว่ยหยางชะงักไปเล็กน้อย
เขาหันมองเธอช้าๆ “เพิ่งรู้หรอ?”
“...” เยว่ซินเม้มปาก ก่อนหลบสายตาอย่างเขินๆ
เหว่ยหยางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“ก็...” เธอพูดยังไม่ทันจบ ก็เอนหัวพิงไหลเขาเบาๆ แล้วหลับตาลง
รถแล่นผ่านถนนยามค่ำคืน แสงไฟจากร้านและอาคารสองข้างทางสะท้อนผ่านกระจกเป็ริ้วๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยว่ซินก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเธออยู่ใกล้เขากว่าเดิม ใกล้เสียจนเหว่ยหยางได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเส้นผมของเธอ
เมื่อเยว่ซินลืมตาขึ้นมา ก็เห็นว่าเหว่ยหยางกำลังมองเธออยู่ เธอรีบขยับตัวถอยเล็กน้อย (ความคิดผู้เขียน : ก็คนมันเขินนี่เนาะ ใกล้ขนาดนี้ หัวใจจะวาย) “พี่หยางหยาง...”
“หืม?” น้ำเสียงทุ้มต่ำตอบรับสั้นๆ ขณะคิ้วเข้มเลิกขึ้น รอฟังว่าเธอ้าอะไร
เยว่ซินเม้มริมฝีปาก ก่อนขยับตัวเข้ามาใกล้เขาอีกนิด “เมื่อกี้ในร้าน นายตั้งใจแกล้งฉันใช่ไหม”
เหว่ยหยางมองเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอนหลังพิงเบาะอย่างสบายๆ สีหน้าแทบไม่เปลี่ยน “เื่อะไร?”
“ก็จับมือฉัน...” ก่อนพึมพำเบาๆ “แล้วก็ไม่ยอมปล่อย”
เหว่ยหยางก้มมองมือของเธอแวบหนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกครั้ง
เขาไม่ได้ตอบทันที เพียงปล่อยให้ความเงียบค้างอยู่ระหว่างทั้งคู่ ราวกับจงใจปล่อยให้เธอเป็ฝ่ายกระวนกระวาย จากนั้นมุมปากของเขาก็ค่อยๆ ยกขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าผมบอกว่าตั้งใจล่ะ?”
เยว่ซินเงียบ ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับง่ายๆ แบบนี้
หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วกลับยิ่งเต้นหนักขึ้น เธอรีบหลบสายตาไปทางหน้าต่าง แต่เพียงครู่เดียวก็หันกลับมามองเขาอีกครั้ง “แล้วทำไมต้องแกล้งฉันด้วย”
เหว่ยหยางนิ่งไป สายตาคมค่อยๆ ไล่มองใบหน้าของเธอ ก่อนหยุดอยู่ที่ดวงตาคู่นั้น
เขาไม่ได้ตอบคำถามในทันที กลับขยับตัวเข้าหาเธอเพียงเล็กน้อย จนระยะห่างระหว่างทั้งคู่แทบไม่มี
“ก็บอกแล้วไงว่าตั้งใจ” น้ำเสียงยังเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่สายตากลับไม่เหมือนเดิมเลย
เยว่ซินรู้สึกชาไปทั้งตัว ริมฝีปากอวบอิ่ม เม้มปากช้าๆ โดยอัตโนมัติ
"ยังไง! ไม่เก่งแล้วหรือไง ก่อนหน้านี้เห็นพูดฉอด ฉอด ฉอด" เหว่ยหยางพูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ
"..." เยว่ซินเงียบ
เหว่ยหยางมองปฏิกิริยาของเธออย่างเงียบๆ เห็นแก้มที่ค่อยๆ แดงขึ้น และเห็นนิ้วมือเล็กๆ ที่กำชายเสื้อของตัวเองแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขารู้ว่าเธอเข้าใจความหมายของคำพูดเขา
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในรถ เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์กับเสียงรถบนถนนยามค่ำคืน
“เยว่ซิน” เสียงเรียกชื่อของเธอเบากว่าครั้งก่อน
หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น “...คะ?”
“ถ้าผมจูบคุณ?” เสียงกระซิบที่แ่เบาข้างหู กลับดังอยู่ในหัวเยว่ซิน จนฟังอะไรต่อจากนี้ไม่รู้เื่แล้ว คำถามตรงๆ ทำให้เยว่ซินนิ่งงัน ใบหน้าของเธอร้อนวูบขึ้น
เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะค่อยๆ ลดต่ำลง ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา... แทนคำตอบ... เยว่ซินขยับตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด
เพียงนิดเดียวเท่านั้น จากนั้นจึงหลุบตาลงอย่างเขินอาย
เหว่ยหยางมองเธออยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ได้รีบร้อน เพียงรอให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ถอยหนี ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหาอย่างช้าๆ
เยว่ซินหลับตาลง ริมฝีปากของทั้งคู่แตะกันแ่เบา เป็เพียงจูบสั้นๆ ช่างต่างกับภายนอกของเหว่ยหยางเสียจริงๆ ภายนอกดูเ็าดุดัน แต่ััจูบของเขามันช่างนุ่มนวล อ่อนโยน ทะนุถนอม ราวกลับกลัวว่าปากอวบอิ่มนี้จะช้ำ
เมื่อเหว่ยหยางผละออก เยว่ซินยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตากลมโตค่อยๆ เปิดขึ้นช้าๆ
เธอมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“...” เหว่ยหยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของเธอ “ทำไม?”
เยว่ซินอ้าปากเหมือนจะพูด แต่ก็... “นาย...”
“ผมทำไม?” เขาถามกลับด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่ได้เพิ่งทำอะไรที่ทำให้หัวใจของคนข้างๆ แทบหยุดเต้น
“จูบฉันจริงๆ ด้วย”
“ก็ปากคุณมันน่า...” สายตาคมมองเธออย่างคนที่รู้ตัวดีว่ากำลังได้เปรียบ
“...” เยว่ซินหน้าแดงกว่าเดิม รีบหันหน้าหนีไปทางหน้าต่างทันที “คนบ้า...” เธอพึมพำ
เสียงหัวเราะในลำคอ ดังขึ้นข้างกาย เหว่ยหยางเอนตัวกลับไปพิงเบาะตามเดิม ราวกับพอใจกับปฏิกิริยาของเธอแล้ว... เขามองใบหน้าที่กำลังซ่อนอยู่หลังเส้นผมครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ไว้พรุ่งนี้ค่อยด่าผม” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเติมประโยคต่อท้ายด้วยรอยยิ้มบางๆ“ตอนที่คุณสร่างเมาแล้ว”
เยว่ซินหันกลับมามองค้อนทันที แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาของเขา เธอกลับรีบหลบตาอีกครั้ง (ความคิดผู้เขียน : ใครจะไปทนสายตาอีตาเหว่ยหยางได้ เป็ฉันก็ขอหลบก่อนเหมือนกัน)
ไม่มีใครพูดอะไร แต่รอยยิ้มเล็กๆ ที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเหว่ยหยางและเยว่ซิน กลับทำให้ทั้งคู่ รู้ว่า... คืนนี้คงไม่มีใครเสียใจเื่จูบเมื่อครู่อย่างแน่นอน
~ คืนนั้น ~ ห้องพักในโรงแรมเยว่ซิน ~
เยว่ซินนอนแผ่อยู่บนเตียง โทรศัพท์วางอยู่ข้างหมอน ดวงตากลมจ้องหน้าจอที่ยังคงเงียบสนิท
ไม่มีข้อความ ไม่มีแจ้งเตือน ไม่มีแม้แต่สัญญาณอะไรจากคนที่เธอกำลังรอ “ชิ...”
เธอพลิกตัวหันหลังให้โทรศัพท์อย่างไม่สบอารมณ์ ตั้งใจจะหลับตาแล้วเลิกสนใจมันเสียที
แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา "ติ๊ง!" เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น เยว่ซินเด้งตัวกลับมาคว้าโทรศัพท์แทบจะทันที ข้อความใหม่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
< เหว่ยหยาง : นอนหรือยัง > ริมฝีปากที่เมื่อครู่ยังบึ้งตึงค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
< เยว่ซิน : ยัง > นิ้วเรียวรีบพิมพ์ตอบ ไม่ถึงครึ่งนาที ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา
< เหว่ยหยาง : ทำไมยังไม่นอน > เยว่ซินเม้มปาก กลั้นยิ้ม ก่อนจะพิมพ์ตอบอย่างจงใจ
< เยว่ซิน : รอข้อความจากใครบางคน > เธออ่านประโยคของตัวเองซ้ำอีกรอบ ก่อนจะเอามือปิดปาก “อ๊าย...พูดอะไรออกไปเนี่ย” ทั้งที่บ่น แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนข้อความใหม่จะปรากฏขึ้น
< เหว่ยหยาง : เมาแล้ว ไปนอนเถอะ > “อะไรของเขาเนี่ย...” เยว่ซินทำแก้มป่อง
< เยว่ซิน : นอนไม่หลับ > คราวนี้อีกฝ่ายเงียบไปนานกว่าปกติ เยว่ซินจ้องหน้าจอ หนึ่งนาที... สองนาที... เธอเริ่มคิดว่าเขาคงไม่ตอบแล้ว... แต่ทันใดนั้น 'ติ๊ง!' ข้อความใหม่ปรากฏขึ้น
< เหว่ยหยาง : พรุ่งนี้ผมจะไปหา > เยว่ซินนิ่งไปสองวินาที “คนบ้า...” เธอกอดหมอนแน่น ซุกหน้าลงไปกับหมอนแล้วบิดตัวไปมาบนเตียงอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ “พรุ่งนี้จะมาหา...” เธอพึมพำซ้ำเบาๆ ราวกับ้าฟังประโยคนั้นอีกครั้ง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านซ้ำ
หนึ่งรอบ สองรอบ สามรอบ และไม่รู้ว่ารอบที่เท่าไหร่แล้วที่เธอเผลอยิ้มออกมา
“แกเป็อะไรอ่ะ ซินซิน?” เสียงงัวเงียของเซียงเซียงดังขึ้นจากเตียงอีกฝั่ง
“ปะ...เปล่า!” เยว่ซินสะดุ้งสุดตัว มือที่กำโทรศัพท์รีบพลิกหน้าจอลงบนที่นอนทันที ก่อนจะคว้าหมอนมากอดไว้แน่นเหมือนใช้มันเป็เกราะกำบัง
เซียงเซียงที่เพิ่งตื่นค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างงัวเงีย เส้นผมยุ่งเหยิงตกลงมาปรกใบหน้า เธอใช้มือเสยผมขึ้นลวกๆ ก่อนหรี่ตามองเพื่อนตรงหน้าอย่างจับผิด
“เมื่อกี้ฉันเห็นนะ” น้ำเสียงของเธอ ราวกับตำรวจนักสืบที่เพิ่งเจอเบาะแสสำคัญ
“เห็นอะไร?” เยว่ซินถามกลับทันที เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่สายตาเหลือบไปทางโทรศัพท์ ที่คว่ำอยู่บนเตียงอย่างห้ามไม่ได้
เซียงเซียงเห็นตามนั้น มุมปากของเธอกระตุกขึ้นอย่างรู้ทัน “เห็นคนบ้าคนหนึ่งนอนกอดหมอน บิดไปบิดมา แล้วยิ้มเหมือนถูกหวย”
“ฉันไม่ได้ทำ!” เยว่ซินรีบเถียงเสียงสูง ใบหน้าร้อนขึ้นมาทันที
เซียงเซียงไม่ตอบ เพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วจ้องหน้าเธอ“งั้นเหรอ?” สองคำสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ "พี่คนนั้นใช่ไหม? ถึงขั้นไหนแล้ว?" เซียงเซียงยิ้มเ้าเล่ห์
เยว่ซินเริ่มทำตัวไม่ถูก เธอขยับตัวไปมา ก่อนจะรีบคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ข้างตัวขึ้นมาแนบอกทันที แขนทั้งสองข้างโอบมันไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่ง "ก็..." เยว่ซินก้มหน้า บิดไปมา "แค่... .จับมืออออ" เธอลากเสียงยาว ดวงตาเป็ประกายขึ้นมาทันที
เซียงเซียงขยับตัวเข้ามาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงอย่างผู้เชี่ยวชาญที่กำลังวิเคราะห์หลักฐาน
“พิรุธ!” เซียงเซียงยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด จะเอาคำตอบให้ได้ "แค่นั้นหรอ?"
เยว่ซินรีบเอาหมอนอีกใบมาปิดหน้าตัวเอง เหลือเพียงดวงตากลม ๆ ที่โผล่พ้นขอบหมอนออกมา
“ไม่มีอะไรจริงๆ” เสียงอู้อี้ดังออกมาจากหลังหมอน
“ไม่มีอะไรแล้วมุดทำไม?” เซียงเซียงเอียงคอมอง “พิรุธชัดมาก!”
“ก็...” คำเดียวสั้นๆ
แต่สำหรับเซียงเซียง มันยิ่งกว่าคำสารภาพเสียอีก ดวงตาของเธอโตขึ้นทันที
เยว่ซินยกนิ้วแตะริมฝีปากตัวเอง "แค่จูบ" เยว่ซินบอกตามตรง
"แกจูบคนที่พึ่งเจอกันไม่ถึงอาทิตย์เนี่ยนะ" "เป็แฟนกันหรือยัง?" เซียงเซียงโวยวายนิดหน่อย ด้วยความเป็ห่วงเพื่อน
"ยังไม่ได้เป็แฟน ฉันกำลังจีบอยู่" "เนี่ย ไม่อยากบอกแกเพราะแบนี้แหละ"
"แค่จูบใช่ไหม? แกยังไม่...ได้..." เซียงเซียงถามย้ำ
"เออ... ยังไม่ได้ วางใจเถอะคุณเพื่อน"
"อยากเห็นจังว่าเขาจะหล่อเหมือนที่แกเคยเล่าไว้ไหม?" เซียงเซียงพูดมาลอยๆ
เยว่ซินเม้มริมฝีปาก พยายามเก็บสีหน้า แต่เพียงนึกถึงใบหน้าคมๆ ของใครบางคนขึ้นมา แก้มก็ร้อนวูบโดยไม่ต้องมีใครแตะ
"หล่อมาก ทรงอย่างแบด" เยว่ซินคว้าหมอนฟาดใส่เพื่อนเบาๆ ด้วยความเขิน
"พูดซะอยากเห็นเลย" เซียงเซียงมองหน้าเพื่อน ไม่กี่วินาทีต่อมา ดวงตาเ้าเล่ห์ก็หันกลับมามองเพื่อนอีกครั้ง “แล้วเมื่อกี้เขาพูดอะไรถึงทำให้แกยิ้มเหมือนคนบ้า?”
เยว่ซินไม่ได้ตอบ เธอก้มหน้าลง เปิดโทรศัพท์อีกครั้งอย่างเผลอตัว หน้าจอยังคงมีข้อความล่าสุด 'พรุ่งนี้ผมจะไปหา' รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏบนใบหน้าอีกครั้งโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวเลย
เซียงเซียงมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ คราวนี้เธอไม่จำเป็ต้องถามอะไรอีกแล้ว เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนส่ายหน้าอย่างเอ็นดู “โอเค...ไม่ต้องบอกแล้ว”
เยว่ซินรีบยกมือแตะแก้มตัวเอง พยายามหุบยิ้ม แต่ยิ่งพยายาม รอยยิ้มก็ยิ่งหลุดออกมา
เซียงเซียงชี้ไปที่ใบหน้าของเธอ “นั่นแหละค่ะคุณผู้ชม นี่คือโฉมหน้าของคนกำลังมีความรัก” อดไม่ได้ที่จะแซวเพื่อน คุณหนูจอมหยิ่ง ใครมาจีบก็ไม่สน กลับมาแพ้ทางให้กับหนุ่มทรงอย่างแบดซะได้
"เลิกแซวได้แล้ว เขายังไม่ตอบรับรักฉันเลย"
"โอ้ยแก ถ้ามันช้า ก็รวบหัวรวบหางเลยจบๆ" เซียงเซียงพูดพร้อมกับขยับเข้าไปกอดเพื่อน แกล้งทำท่าทางรวบหัวรวบหาง "คุณผู้ชายเป็ของฉันเถอะนะ" เซียงเซียงยังแกล้งต่อ สองคนเล่นกันอยู่บนเตียงซักพัก... เซียงเซียงโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกายด้วยความเ้าเล่ห์
“พรุ่งนี้มีคนมาหาแต่เช้าไม่ใช่เหรอ?" "นอนเถอะจ่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ขอบตาดำนะ" เซียงเซียงพูดตัดบท
~ ขณะเดียวกัน ~ ห้องพักโรงแรมเหว่ยหยาง ~ ห้องสูท 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก ~
เหว่ยหยางวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอาหารที่ห้องรับแขก ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบมอง “คุณชายครับ”
“อะไร?”
“คุณชายบอกว่าไม่สนใจคุณหนูจางไม่ใช่เหรอครับ?” ลูกน้องคนหนึ่งพูดขึ้น
เหว่ยหยางเงียบ “ฉันไม่ได้สนใจ”
ลูกน้องไม่กล้าพูดอะไรต่อ
ก่อนที่เหว่ยหยางจะเดินข้าห้องนอน เขาหยุดเดิน แล้วหันไปหาลูกน้อง “พรุ่งนี้” นิ่งคิดซักครู่ว่าจะพูดดีไหม “สั่งกุหลาบให้ด้วย”
ลูกน้องเงยหน้าขึ้นทันที “กี่ดอกครับ?” เหว่ยหยางนิ่งคิด
“หนึ่งดอก” เขาตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“...” ลูกน้องทำหน้างง
“มีปัญหา?” เหว่ยหยางเหลือบตามองลูกน้อง
“ไม่มีครับ”
เขาเดินเข้าห้องไป ทิ้งให้ลูกน้องยืนกลั้นยิ้มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ดูเหมือนว่า... ัไฟกำลังเดินเข้าใกล้กับดักที่ตัวเองสร้างเข้าไปทุกที