สวีหว่านหนิงอยากสวนกลับแต่หางตาดันเหลือบไปเห็นคนที่กำลังเร่งฝีเท้าเดินตรงมาทางนี้เธอจึงรีบทำสีหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้
เธอใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงบริเวณหางตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระคนสะอื้นว่า “ฉันนึกว่า วันนั้นสิ่งที่ฉันพูดหน้าทางเข้าหน่วยจือชิงชัดเจนมากพอแล้วตอนนั้นมีคุณป้าหลายคนยืนฟังอยู่ด้วยทำไมพอข่าวมาถึงป้าจางถึงกลายเป็ความผิดของฉันไปได้ล่ะคะผิดเองที่ฉันไม่ใช่คนของหมู่บ้านต้าเจียง สุดท้ายก็เป็ฉันเองที่มอบความจริงใจให้ผิดที่ผิดทาง”
แม่หลินเห็นร่างเดิมของสวีหว่านหนิงทำตัวโอหังมาจนชินตาตอนนี้พอเห็นสวีหว่านหนิงร้องไห้จึงอดสงสารไม่ได้
เธอออกแรงกระชากสวีหว่านหนิงมาอยู่ด้านหลังโดยใช้ร่างเล็กของตัวเองบังเอาไว้ พลางมองป้าจางด้วยสายตาดุดัน
“สวีจือชิงแต่งงานกับหลินอันั้แ่หลายปีก่อนทั้งยังมีลูกแล้วสองคน เธอเป็คนของหมู่บ้านต้าเจียงตั้งนานแล้ว คนของบ้านเหล่าจางถ้าครั้งหน้ายังกล้าบอกว่าสวีจือชิงไม่ใช่คนของหมู่บ้านต้าเจียงอีกฉันจะให้เหล่าหลินไปคุยกับพวกเธอที่บ้าน!”
“ป้าจู” สวีหว่านหนิงยื่นศีรษะออกมาจากด้านหลังของแม่หลิน แล้วกล่าวทักทายภรรยาของผู้ใหญ่บ้าน
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าก่อนจะหันไปพูดกับป้าจางและพวกชาวบ้านที่ยืนอยู่ด้วยกันว่า “เื่ขายลูกฉันอธิบายแทนสวีจือชิงได้ เื่นี้เป็การเข้าใจผิด”
“ตอนสวีจือชิงคลอดเยาเม่ยเธอเสียเืมากต้องให้หลายคนช่วยกันพาไปส่งที่โรงพยาบาลประจำตำบลถึงยื้อชีวิตกลับมาได้ต้าชุนกับเยาเม่ยเปรียบเสมือนชีวิตของเธอ แม่ที่ไหนจะทำใจขายลูกได้เล่า”
“ขอให้เื่จบลงแค่นี้ฉันไม่อยากได้ยินเื่นี้จากปากใครอีก ถ้าเหล่าหลินรู้เื่ละก็เขาคงไปขอคุยกับพวกเธอถึงบ้านแน่!”
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านจบประเด็นนี้เพียงไม่กี่ประโยคป้าจางเห็นดังนั้นจึงได้แต่ยอมแพ้แล้วกลับบ้านไป
หลังจากเดินออกมาไกลแล้วเธอถึงกระซิบกระซาบกับพวกชาวบ้านที่มาด้วยกัน “ฉันว่าแล้วว่าจะต้องเป็แบบนี้ไม่น่ารับเงินสองเหมามาเลย ทำงานไม่สำเร็จไม่พอ ยังหาเื่ใส่ตัวเพราะมีเื่กับภรรยาผู้ใหญ่บ้านอีกต่างหาก!”
“ก็นั่นน่ะสิแต่จะว่าไป คนที่บอกให้พวกเราปล่อยข่าวลือ ดูก็รู้แล้วว่าไม่เคยมีลูกคงไม่รู้หรอกว่าลูกสำคัญกับคนเป็แม่มากขนาดไหน”
อีกด้าน ภรรยาผู้ใหญ่บ้านพูดกับสวีหว่านหนิงว่า“สวีจือชิง เธอว่าเื่นี้...”
“ป้าจูฉันไม่โทษป้าหรอกค่ะ ปากอยู่บนตัวคนพวกนั้น พวกเขาอยากจะพูดอะไรป้าจะห้ามได้เหรอคะ” สวีหว่านหนิงถอนหายใจ “ถึงฉันจะยินดีอธิบายทุกครั้งที่ถูกใส่ความแต่เื่นี้ค่อนข้างอ่อนไหว หากแพร่งพรายออกไปจนเบื้องบนรู้เข้าละก็...”
คำพูดที่เหลือสวีหว่านหนิงละเอาไว้แต่ภรรยาผู้ใหญ่บ้านเข้าใจสิ่งที่เธอ้าจะสื่อ
“สวีจือชิงวางใจได้ฉันจะอธิบายกับเหล่าหลินอย่างละเอียด คนที่พยายามกระพือข่าวลือลับหลังฉันก็จะพยายามควานหาตัวให้พบ!”
สวีหว่านหนิงได้ยินดังนั้นแล้วก็โล่งใจ
ในหนังสือนิยายฉากนี้ถูกเขียนบรรยายแบบผ่านๆ เท่านั้นเพราะมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใยอยู่เื้ัจึงกระตุ้นให้เกิดโศกนาฎกรรมกับร่างเดิมเร็วขึ้น
แน่นอนว่าจุดจบของร่างเดิมเป็โทษทัณฑ์ที่สมควรได้รับ
แต่ในเมื่อปัจจุบันร่างนี้กลายเป็ร่างของสวีหว่านหนิงปัจจัยที่ไม่แน่นอน และสิ่งที่จะส่งผลต่ออนาคตของเธอ ก็สมควรถูกกำจัดไปให้สิ้นซาก
ส่วนคนที่พยายามแพร่ข่าวลืออยู่เื้ัก็คงหนีไม่พ้นฝีมือของคนไม่กี่คน และไม่ว่าผลจะออกมาว่าเป็ฝีมือของใครสวีหว่านหนิงก็จะไม่แปลกใจ
หลังบอกลาป้าจูสวีหว่านหนิงก็ควงแขนแม่หลินเดินกลับบ้าน
ตอนหันหลังกลับหางตาของเธอเหลือบไปเห็นบางอย่างสีเขียวๆ วูบผ่านไปจากหลังต้นไม้
เธอถอนสายตากลับมาแล้วถามแม่หลินว่า“แม่ แม่ออกจากบ้านมาทำอะไรแต่เช้าคะ”
อากาศหนาวเหน็บขนาดนี้ย่อมไม่มีงานเกษตรให้ทำ คนส่วนใหญ่จึงหลบอยู่แต่ในบ้านหากไม่มีธุระก็จะพยายามไม่ออกไปไหน
หนึ่งเพราะอากาศหนาวเกินไป สอง ควรเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยเพื่อเก็บแรงไว้จะได้ไม่หิวง่าย
แม่หลินได้ยินคำถามก็ถอนหายใจน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“เดิมทีแม่ตั้งใจจะเอาของไปแลกกับนุ่นจะได้ทำเสื้อกันหนาวตัวใหม่ให้ลูก นึกไม่ถึงเลยว่านอกจากจะไม่ได้นุ่นกลับมา ยังเจอเื่หงุดหงิดใจอีกต่างหาก”
สวีหว่านหนิงนึกไม่ถึงว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้คนเจ็บขาอย่างแม่หลินยอมออกมาจากบ้านเธอรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ
“แม่คะแม่ไม่ต้องลำบากขนาดนี้หรอกค่ะ อีกไม่เกินสองวัน พัสดุจากบ้านของฉันก็คงจะส่งมาถึงแล้วครั้งก่อนที่ฉันเขียนจดหมายไปหาแม่ของฉันเคยบอกแล้วว่าอยากได้นุ่นแม่คงส่งมาให้ฉันค่ะ”
ฟังถึงตรงนี้แม่หลินก็อยากพูดบางอย่างแต่หลังจากเห็นรอยยิ้มบางๆ บนมุมปากของสวีหว่านหนิง สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะเงียบไป
ไม่นานนักแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็กลับมาถึงบ้าน
หลินอันเพิ่งยกบะหมี่ห้าชามขึ้นไปไว้บนเตียงเตา [1]พอเห็นทั้งคู่กลับมาก็กล่าวว่า “กินบนเตียงเตาเถิด จะได้รู้สึกอุ่น”
แม่หลินถอดเสื้อกันหนาวที่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งออกแล้วเอื้อมมือไปเตรียมจะหยิบบะหมี่ชามเล็ก
มือของแม่หลินเพิ่งยื่นไปได้ครึ่งทางสวีหว่านหนิงก็ยัดบะหมี่ชามใหญ่ใส่มือของเธออย่างรวดเร็ว
“แม่กินชามใหญ่ค่ะ” พูดจบเธอก็ก้มหน้ากินบะหมี่
เพราะวางทิ้งไว้พักหนึ่งแล้วบะหมี่จึงเริ่มอืด รสััไม่ได้ดีเหมือนตอนเพิ่งออกจากเตาแต่กระนั้นรสชาติก็ยังควรค่าแก่การชมเชย แค่ดูท่าทางการสวาปามของต้าชุนกับเยาเม่ยก็พอจะเข้าใจได้
ในชั่วพริบตาบ้านหลังเล็กซึ่งเต็มไปด้วยไอร้อนก็เหลือเพียงเสียงสูดเส้นบะหมี่
ฤดูกาลที่เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บเช่นนี้ชวนให้มีกลิ่นอายพิเศษในอีกรูปแบบหนึ่ง
หลังมื้ออาหารหลินอันก็เริ่มเก็บชามกับตะเกียบ
“เธอทำอาหารฉันล้างจานเอง”
“ไม่เป็ไรฉัน...”
แม่หลินจับข้อมือสวีหว่านหนิงแล้วพูดขัดจังหวะว่า “ให้เขาล้างเถิด เขาหนังหนา ไม่กลัวหนาว”
สวีหว่านหนิงจำใจยอมแพ้แต่ก็มิวายกำชับหลินอันว่า “เติมฟืนใส่เตาไฟแล้วต้มน้ำร้อนสักหน่อยนะ”
“อืม”
แม่หลินเห็นปฏิกิริยาของทั้งคู่แล้วยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะหยิบผ้าที่สวีหว่านหนิงซื้อให้ออกมา
“ผ้าผืนนี้สีสันสดใสและมีมากพอแม่จะตัดเย็บเสื้อตัวใหม่ให้นะ”
“ผ้าผืนนี้เอาไว้เย็บเสื้อผ้าให้ต้าชุนกับเยาเม่ยของฉันเอาเป็ผ้าสีน้ำเงินเข้มผืนนั้นก็ได้ค่ะแม่”
แม่หลินขมวดคิ้ว“พวกเขายังเด็ก เสื้อผ้าสีอ่อนเกินไปจะสกปรกง่าย”
สวีหว่านหนิงยิ้ม“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว ใส่แล้วเป็มงคล”
ได้ยินดังนั้นแม่หลินก็ไม่ได้พูดอะไรว่าแล้วก็เริ่มลงมือตัดเย็บเสื้อผ้า
เยาเม่ยกับต้าชุนไม่กล้าปริปากสักคำสองพี่น้องมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อว่า พวกเขากำลังจะได้เสื้อผ้าชุดใหม่!
สวีหว่านหนิงสังเกตเห็นสีหน้าของลูกทั้งสองคนเธอทั้งปวดใจและดีใจในขณะเดียวกัน
เธอกำลังจะหยอกเย้าพวกเขาแต่กลับได้ยินเสียงเคาะประตูเสียก่อน
แม่หลินวางผ้าในมือและพยายามจะยกขาข้างที่เจ็บลงจากเตียงเตา “แม่จะไปดูให้”
สวีหว่านหนิงรีบห้ามไว้“ฉันจะไปดูให้เองค่ะ”
ยาที่ซื้อมาใช้ได้ผลสองคืนที่ผ่านมา เธอไม่ได้ยินเสียงร้องโอดครวญเพราะอาการเจ็บขาของแม่หลินอีกแล้วเธอจึงไม่อยากให้แม่หลินอาการกำเริบอีกครั้ง
สวีหว่านหนิงเพิ่งเปิดประตูห้องโถงก็ชนกับหลินอันที่เพิ่งล้างจานเสร็จ
“จะออกไปข้างนอก?”
สวีหว่านหนิงชี้ไปที่ประตูบ้าน“มีคนเคาะประตู ฉันจะไปดูหน่อย”
“อากาศหนาวฉันจะไปดูให้”
[1]อุปกรณ์ทำความของพื้นที่ชนบททางภาคเหนือประเทศจีนลักษณะเป็เตียงที่มีเตาผิงอยู่ด้านล่าง เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย