หลงหู้าข้ามหน้าต่างบานที่เปิดกว้างเข้าไปในห้องของเหม่ยอิงเพื่อขโมยเงิน อาศัยร่างกายที่มีความยืดหยุ่นสูงสะกิดเท้าทีเดียวตัวคนก็มาถึงบานหน้าต่างชั้นสาม แต่ยังไม่ทันได้เข้าไปก็ถูกลูกเตะอัดหน้า พลัดตกลงมาจากโรงเตี๊ยมยามค่ำคืน
หลงหูร้องโอดโอยบนพื้นไม่นานจึงลุกขึ้นมา มองผู้ที่ฝากรอยเท้าไว้บนหน้าตนด้วยความโกรธ
“เป็เ้าเอง!”
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือบุรุษหนุ่มในชุดสีฟ้า ข้างเอวมีกระบี่เล่มหนึ่งเหน็บอยู่ ั์ตาคู่นั้นแหลมคมดุจกระบี่ ยืนมือไพล่หลังราวป้อมปราการเหล็ก
นี่คือความรู้สึกของหลงหูเมื่อเจอเย่เฟิง บุรุษหนุ่มผู้นี้ราวกับกระบี่เล่มหนึ่งที่ถูกชักออกจากฝัก แตกต่างจาก่ที่ตนเองลอบติดตามราวกับคนละคน
“นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็คนเมื่อเช้านี่เอง” เย่เฟิงกล่าว ยังจำใบหน้าของอีกฝ่ายได้
“เ้าคิดจะขัดขวางข้าเช่นนั้นหรือ!” หลงหูถามนำกระบี่เล่มเล็กออกมาจากเอวด้านหลัง เย่เฟิงชำเลืองมองด้วยหางตา ไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามใดๆ เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้บำเพ็ญตน ถึงจะมีวิชาตัวเบาทว่ามันก็แค่ความรู้หางอึ่ง
“เช่นนั้นเ้าจะทำไม” เย่เฟิงย้อนถาม
“งั้นจงตายไปเสีย!” หลงหูมีความโลภบังตาดังนั้นจึงลืมคิดเกี่ยวกับวิธีปรากฏตัวของเย่เฟิง หากเขาครุ่นคิดสักหน่อยคงรู้แน่ว่าตัวเองถูกเปิดเผยเมื่อนานมาแล้ว ดังนั้นเย่เฟิงจึงได้รอคอยการปรากฏตัวของเขา
รอปลามากินเบ็ด
คมกระบี่เล่มเล็กเคลื่อนผ่านอากาศยามรัตติกาล หลงหูมีความไวเป็เลิศ แต่อย่างใดก็ตามต่อหน้าผู้บำเพ็ญเช่นเย่เฟิงนี่คือความเร็วของคนธรรมดา เพียงขยับตัวเล็กน้อยเคลื่อนไหวมือเพียงข้างเดียวคมกระบี่ก็ถูกหยุด ข้อมือของหลงหูถูกล็อกไว้แน่นขยับไปไหนไม่ได้
“เ้าจะเข้าไปในห้องคุณหนูเหม่ยทำไม” เย่เฟิงถาม มือที่ทำการล็อกเพิ่มแรงบีบทำให้ได้ยินเสียงกระดูกแตกร้าว หลงหูเจ็บจนต้องขอร้องอ้อนวอนออกมา รีบกล่าวความจริงไม่กล้าโป้ปด
“ข้า...ข้าเห็นว่าคุณหนูเ้ามีเงินเยอะ ข้าเลยอยากเข้ามาปล้นชิงเท่านั้นเอง อีกอย่างข้าไม่รู้ว่าเ้าเป็ผู้มีฝีมือ หากรู้เช่นนี้ใยข้าต้องนำตัวมาเสี่ยงด้วย กล่าวโดยสรุปมันเป็ความเข้าใจผิด เ้าปล่อยตัวข้าไปเสียเถอะ”
“คนจะตายอยู่แล้วยังกล้าพูดจาข่มขู่อีกรึ!” เย่เฟิงเพิ่มแรงบีบ เสียงกระดูกดังลั่น หลงหูมีใบหน้าอึมครึม สภาพย่ำแย่แม้แต่เสียงร้องยังแทบไม่มี
“เ้ากระทำการคนเดียวใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดอยู่เื้ั ตอบ!” เย่เฟิงถาม
“ข้า...ข้าหลงหูทำผู้เดียว ไม่มีผู้ใดเข้ามาเกี่ยวข้อง”
“เป็เช่นนั้น งั้นเื่ก็ง่ายหน่อย”
“เ้าจะปล่อยข้าแล้วใช่หรือไม่”
“ปล่อย...? แน่นอนว่าต้องปล่อย ปล่อยให้เ้าพบความตาย!”
“ไม่...!”
หลงหูอ้อนวอนทั้งน้ำตา แต่คนเยี่ยงเย่เฟิงที่ถูกสั่งสอนโดยนิกายใหญ่ไหนเล่าจะมีความเมตตา โดยเฉพาะกับผู้ที่คิดร้าย
หลังจากนั้นเขาจึงมองไปรอบบริเวณ ตรวจสอบว่ามีผู้ใดแอบมองหรือไม่ เมื่อทางสะดวกจึงเร่งดำเนินการทำลายศพ
.....
เช้าวันต่อมาเหม่ยอิงนำเด็กๆ ไปกินอาหารที่ชั้นสอง วันนี้อากาศแจ่มใสยิ่ง นอกจากนั้นมื้อเช้ายังอร่อยไม่ต้องเข้าครัวทำเอง ชีวิตแบบนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนตัวเองเป็คุณหนูบ้านใหญ่ที่ใช้เงินมือเติบ
แต่อย่างใดก็ดีมันแค่่เวลาหนึ่งเท่านั้น สถานที่แห่งนี้คับคั่งด้วยขุมอำนาจร้าย ดังเช่นตัวตนของคุณหนูหยางเมื่อวานเองก็มาจากสกุลใหญ่ คงเป็เื่โง่หาก้าอยู่โรงเตี๊ยมเหลาต่อไปโดยคิดว่าทางนั้นจะไม่เล่นงาน
“ท่านแม่อาหารที่นี่อร่อยมาก วันนี้เราจะเดินทางกลับหมู่บ้าน ซื้อไปฝากท่านพ่อดีไหมเ้าคะ” หลี่เหนียงถามตามประสาเด็ก บางทีนางอาจจะคิดว่าหลี่หานควรจะได้กินอาหารดีๆ บ้าง
“ฟังแม่นะหลี่เหนียง แม่กับชายผู้นั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้ว เ้าอย่าได้พูดจาไร้สาระอีก อีกอย่างคือเขาเป็ช่างในโรงหล่อ หากเก็บเงินดีๆ ทำงานยังไงก็ไม่อด ยกเว้นเสียแต่ว่านำไปแจกจ่ายคนบ้านหลี่หมด” เหม่ยอิงอธิบายให้ลูกสาวฟัง
“แต่ว่าท่านแม่ ท่านไม่รักท่านพ่อแล้วอย่างนั้นหรือเ้าคะ” บางทีเด็กๆ อาจอยากเห็นพ่อแม่คืนดีกัน แต่สำหรับเหม่ยอิงนางไม่มีความรู้สึกผูกพันธ์กับหลี่หานแม้แต่นิด แต่หากเป็เหม่ยอิงคนเก่าคงจะใจอ่อน
“แม่ไม่รักเขา เขาเป็ผู้ชายที่ไม่คู่ควรกับแม่และไม่คู่ควรกับการเป็พ่อของพวกเ้า เอาล่ะต้องรีบกลับแล้วเดี๋ยวจะขึ้นรถไม่ทัน” เหม่ยอิงไม่อยากพูดถึงคนบ้านหลี่อีก ดังนั้นจึงเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาเก็บเงินแล้วเดินออกไป
หลี่เหนียงอุ้มพยัคฆ์ขาวในอ้อมอก เดินตามเหม่ยอิงไปชั้นล่าง ระหว่างทางหลี่จุนพี่คนโตกล่าว
“หลี่เหนียงเ้าอย่าพูดกับท่านแม่เช่นนั้นเลย”
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร”
“เ้าเองก็เห็นไม่ใช่หรือ สิ่งที่ท่านพ่อทำกับท่านแม่มันแย่มาก ท่านแม่มีาแในใจและมันยากที่จะสมาน อีกอย่างมันเป็เื่ระหว่างคนสองคน เราเป็แค่เด็กยากที่จะพูด”
“ข้าไม่รู้...ข้าแค่อยากจะให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า และตอนนี้บ้านหลังใหญ่ก็เสร็จสมบูรณ์แล้วแต่สมาชิกครอบครัวยังน้อยอยู่ ข้าแค่คิดว่าหากมีคนเข้ามาอยู่เยอะๆ จะยิ่งสนุก”
“เอาเถอะไม่ผิดที่เ้าจะคิดอย่างนั้น”
สำหรับหลี่กุ้ยที่เดินอยู่ข้างหลังทั้งสองไม่ได้สนใจเนื้อหาการสนทนาหรือเื่ราวเกี่ยวกับบ้านหลี่เช่นหลี่เหนียง แค่มีอาหารกินอร่อยๆ ไม่ว่าจะที่ไหนหลี่กุ้ยก็อยู่ได้
.....
ใช้เวลาไม่นานในการเดินมาถึงขบวนสินค้าสกุลต่ง เหม่ยอิงจ่ายเงินแล้วขึ้นไปนั่งอยู่บนรถ เข้าเมืองฉางเล่อครั้งนี้ทำเงินได้ค่อนข้างมาก นอกจากนั้นยังซื้อเครื่องครัว หมอนและฟูกเสื้อผ้าครบครัน รวมถึงเมล็ดพันธุ์นานาชนิดนำไปปลูกในสวน
ระหว่างนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเสียงคุ้นหูก็ดังขึ้น
“แม่นางเหม่ยอิงจะกลับแล้วเช่นนั้นหรือ” คุณชายต่งในสภาพสวมชุดสีขาว ใบหน้าขาวผ่องเดินเข้ามาที่นี่พร้อมกับผู้ติดตามสองคน
“ทำธุระเสร็จแล้วก็ต้องกลับสิจริงไหม หรือท่านอยากจะแข่งบทกวีกับข้าอีก ก็ได้นะข้าไม่ขัดแต่ต้องตั้งรางวัลสำหรับผู้ชนะ” เหม่ยอิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คำพูดของแม่นางทำให้ข้าเืร้อนยิ่ง แต่อนิจจาฝีมือข้ายังห่างไกลจากแม่นาง” ต่งเฉียนซูกล่าว ก่อนจะนำป้ายสีม่วงยื่นให้เหม่ยอิง
“นี่คือ...” เหม่ยอิงพลิกป้ายในมือพร้อมกับเอ่ยถาม
“ป้ายสำหรับแขกคนสำคัญสกุลต่ง ตอนนี้แม่นางถือเป็แขกคนสำคัญของข้า หากวันหน้ามาที่บ้านสกุลต่งเพียงแสดงสัญลักษณ์นี้จะได้รับการปรนนิบัติที่พิเศษ”
“เป็เช่นนี้ นี่เหมือนกับป้ายวีไอพีเวลาเข้าดูคอนเสิร์ตเลยนะ”
“วีไอพี...?”
“อ้อ...ไม่มีอะไรข้าแค่พูดไปเรื่อยน่ะ ขอบใจมากสำหรับป้ายพิเศษนะคุณชายต่ง”
“ถ้าอย่างนั้นแม่นางเดินทางปลอดภัย”
“อื้ม”
รถเทียมม้าเริ่มวิ่งเหยาะๆ ออกไปจากสายตา ต่งเฉียนซูถอนหายใจคราวหนึ่ง ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป
....
บ้านสกุลหยาง สกุลอันดับสองแห่งเมืองฉางเล่อ
คุณหนูหยางหยุนเวลานี้กำลังฝึกรินน้ำชาอยู่ที่ศาลากลางบ้าน บรรยากาศที่นี่ร่มเย็นยิ่ง มีบ่อน้ำและูเาจำลองเล็กๆ สวยสะดุดตา งดงามต่างจากบ้านดินมุงหลังคาหญ้า
ระหว่างที่นั่งชงชาอยู่ร่างหนึ่งพลันปรากฏอยู่ไม่ไกล โดยไม่ต้องให้แม่นางหยางเอ่ยถามบุรุษผู้นั้นกล่าวว่า
“คุณหนูขอรับ คนที่ท่านให้ข้าติดตามตอนนี้เดินทางออกจากเมืองฉางเล่อแล้ว จากการสอบสวนดูเหมือนจุดหมายปลายทางของนางจะอยู่ที่หมู่บ้านกวนปิง”
“เป็เช่นนั้น ที่แท้ก็หญิงสาวชาวบ้านธรรมดากลางป่าเขา กล้าดีเช่นไรถึงมากำแหงกับข้าคุณหนูหยาง”
“ขอรับ และนอกจากนั้นก่อนจากนางนั่นยังได้รับป้ายแขกคนสำคัญจากคุณชายต่ง”
หยางหยุนที่กำลังรินน้ำชาพลันชะงัก ก่อนจะเขวี้ยงถ้วยชาในมือแตก บุรุษผู้นั้นใสะดุ้งแต่ไม่กล้ามีปากเสียง เพียงคำนับอยู่ไกลๆ
“นางผู้หญิงแพศยา พอเห็นว่าคุณชายต่งรวยเข้าหน่อยก็คิดจะจับละสิ หน้าไม่อาย คอยดูเถอะเ้าจะต้องไม่มีที่อยู่!” หยางหยุนคำรามเสียงกราดเกรี้ยว
.......
รถเทียมม้าวิ่งห้อตะบึงผ่านแนวเขาเขียวขจี ใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะถึงหมู่บ้านกวนปิง พอลงจากรถหน้าหมู่บ้านเหม่ยอิงหันไปกล่าวกับเย่เฟิงว่า
“นั่งรถนานคงจะเหนื่อยละสิ หากเทียบกับกระบี่บินวิธีของปุถุชนคงทำให้เ้าลำบากใจ”
เย่เฟิงรับฟังอยู่ๆ เส้นขนบนร่างก็ลุกชัน ร่ำร้องในใจว่า “ท่านเซียนกำลังสอนสั่ง! เป็ผู้บำเพ็ญเพียรต้องบากบั่นมั่นคง ค่อยเป็ค่อยไปหาได้มีทางลัดไม่ ดังเช่นการนั่งรถเทียมม้าวันนี้ จำเป็ต้องใช้ความอดทนสูงต่อให้เส้นทางจะลาดชันหรือมีขวากหนามก็ตาม!”
หลังจากบรรลุถึงมรรคาอันยิ่งใหญ่ ไม่สิเขามโนไปเองมากกว่าเย่เฟิงก็คารวะเหม่ยอิงตามด้วยกล่าว “ขอบคุณคุณหนูเหม่ยที่ชี้แนะ ข้าเย่เฟิงเข้าใจแล้วขอรับ”
เหม่ยอิงเกาศีรษะ ไม่สนใจเย่เฟิงอีกต่อไป เดินจูงมือลูกเข้าไปในหมู่บ้าน เส้นทางนี้ต้องผ่านบ้านสกุลหลี่แล้วก็มีเื่ดังคาด นางหวังยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าโกรธเกลียด
“นางแพศยากล้าดีเช่นไรมีผลท้อแล้วไม่แบ่งข้า คิดจะเก็บไว้กินเองคนเดียวใช่ไหม!” นางหวังคำรามเสียงแว๊ดๆ