ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่669 เหยื่อล่อชั้นดี

      ภาพที่หน่วยสอดแนม ได้รับลูกแก้วความทรงจำ จากผู้ประสงค์ร้าย ปล่อยข่าวสารท้ารบ ออกมาข่มขู่จักรพรรดิอี้เฉิน พวกเขาเหล่านักรบที่ดีใจ ยังไม่ทันจะทั่วท้อง ก็ต้องเจอกับเรื่อง ที่น่าปวดหัวเข้าให้เสียแล้ว
 


     โดยเฉพาะซีเผิง บัดนี้เขากระวนกระวาย ใจเป็นอย่างมาก ครั้นรับรู้ว่าบัดนี้ อาจารย์กำลังตกอยู่ในอันตราย ทำให้ภายในห้องประชุม เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง

 


       พวกเขาต่างก็ล้วนรู้ดี อี้เฉินมีความสัมพันธ์อันดี กับเหล่าผู้พิทักษ์ชราทั้ง4 ไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษชรา พยัคฆ์ขาว มู่ไป๋ บรรพบุรุษชราเทียนหมิง แห่งแดนพุทธ บรรพบุรุษชรายี่รั่วหยาง แห่งเผ่าสงคราม บรรพบุรุษชราผู้นำตระกูล อี้ ล้วนเป็นคนใกล้ชิดของอี้เฉินแทบทั้งสิ้น การกล่าวพูดเอ่ยเตือน จึงเป็นเรื่องยากลำบากใจไม่น้อย

 


      ก่อนผู้อาวุโส ท่านหนึ่งจะรวบรวมความกล้า เอ่ยพูดขึ้นมา ท่ามกลางที่ประชุมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เราจะรอองค์หญิงอี้ฟางหรงดีหรือไม่? หากนางผ่านร้อยเคราะห์กรรมสำเร็จ เรื่องต่อจากนี้ จะไม่ใช่เรื่องยากลำบาก ของพวกเราเหล่าคนดินแดนเทพ อีกต่อไป”

 


“อืมๆ อย่างไรพวกเราถือว่าบุกยึดเมืองไทจง กลับมาสำเร็จแล้ว การจะปักหลักอยู่ภายในปราการ เพื่อฆ่าสังหารศัตรู ก็ไม่เลวเหมือนกัน”

 


      คำพูดของผู้คนภายในที่ประชุม ดูท่าจะแบ่งฝั่ง เป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มีใครคิดขายอี้เฉิน ออกไปให้เหล่าศัตรูต่างดินแดนแม้แต่น้อย ทำให้ซีเผิง ที่ยืนอยู่ด้านหลังอี้เฉิน ยิ่งกำหมัดเอาไว้แน่น หนักกว่าเก่ารับรู้ได้เลยว่า อี้เฉินอยู่ในช่วงเวลา แห่งความยากลำบาก ในการตัดสินใจ ทว่าเหล่าแม่ทัพคนอื่นๆ พวกเขากลับมีสีหน้า ครุ่นคิดออกมาไม่ตกเช่นกัน

 


      ทำให้บรรยากาศภายในที่ประชุมเงียบงัน ลงไปอีกคราเมื่อไม่เห็นผู้ยิ่งใหญ่ พูดคุยอะไรกันออกมา อยู่ร่วมชั่วยาม ก่อนพวกเขาจะหันปรายตาไปมองอี้เฉิน เป็นสายตาเดียว ครั้นเห็นอี้เฉิน คิดจะสืบฝีเท้าจากไปโดยลำพัง

 


      ราชินีน้ำแข็งเสวี่ยชิงหนาน นางกล่าวไต่ถามอี้เฉินออกมาทันที ครั้นเห็นสายตาอี้เฉิน ทอประกาย เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง “เจ้าคิดแผนอะไรได้เช่นนั้นหรือ จักรพรรดิอี้เฉิน เล่ามันมาให้พวกเราฟังได้หรือไม่?”

 


      อี้เฉิน เขาคลี่ยิ้มออกมากว้าง ก่อนจะเอ่ยพูด ถึงสิ่งที่เขาคิดออกมา “ก็แค่แผนของคนบ้า ในเมื่อพวกศัตรูต่างดินแดน ต้องการส่งสารท้ารบมาถึงข้า เหตุใดตัวข้าไม่ไปหาพวกมันหน่อยเล่า”

 


      ทันใดใบหน้าของผู้คน ต่างก็มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ครั้นได้ยินจักรพรรดิของพวกเขา คิดจะรับคำท้าของศัตรูต่างดินแดน อย่างไม่มีท่าทีสะทกสะท้านต่อความตาย

 


      ก่อนผู้เฒ่าหม่า ผู้เฒ่าลู่ จะเอ่ยเตือนตัวของอี้เฉินออกมา “ที่เจ้าพูดมาเจ้าควรคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนนะ จักรพรรดิอี้เฉิน เจ้ามีศักยภาพ ที่จะเติบโตในภายภาคหน้า สงครามในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบแต่อย่างใด ไม่สู้ส่งพวกเราไปไม่ดีกว่าหรือ”

 


      หลายคนได้ยิน ต่างก็พยักหน้าให้กับผู้เฒ่าชรา ก่อนอี้เฉินจะหัวเราะออกมาก้อง “ข้าไม่ได้เข้าไปตายเสียหน่อย หากข้ายื้อเวลา ราชาอมตะต้าหมิงได้นานพอ แล้วส่งหน่วยปรมาจารย์ด้านค่ายกลของ โม่กวางออกไปปิดรอยรั่วเส้นเขตแดน จะไม่กลายเป็นพวกเรา ที่ได้เปรียบหรอกหรือ แล้วอีกอย่าง ข้านี่แหละเป็นเหยื่อล่อชั้นดี”



โม่กวาง เอ่ยตอบอี้เฉินด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “หากพวกข้ามีเวลามากพอ พวกข้าทำสำเร็จแน่”

 


       ราชินีเสวี่ยชิงหนาน พร้อมแม่ทัพใหญ่ ต่างก็เอ่ยค้านออกมาเสียงแข็ง แต่ก็จริงอย่างที่อี้เฉินว่า ตัวอี้เฉินเหมาะที่สุดจะเป็นเหยื่อล่อ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อเห็นความตั้งใจของอี้เฉิน พร้อมเหล่าผู้อาวุโสชรา ภายในที่ประชุม เห็นด้วยกับความคิดอี้เฉิน ปลุกจิตวิญญาณ การสู้รบของผู้คน ออกมาทั่วห้องประชุม

 


       ผู้เฒ่าลู่ ถึงกับต้องห้ามปรามคำพูดของ ราชินีเสวี่ยชิงหนาน พร้อมกับแม่ทัพคนอื่นๆ ไว้ “เหมือนว่าไฟแห่งการต่อสู้ ของข้าเองก็เริ่มที่จะจุดติด ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เด็กหนุ่มผู้นี้เหมือนว่า เขาจะมีแรงดึงดูดบางอย่าง ให้ผู้คนคล้อยตามคำพูดของเขา”

 


       ราชินีเสวี่ยชิงหนาน ส่งเสียงชิ!!เล็ดลอดผ่านไรฟันออกมา ‘มองว่าคำพูดของอี้เฉิน กะล่อน ไหลไปตามสถานการณ์ รอบด้านเก่งเสียมากกว่า แต่ในใจลึกๆ นางอดที่จะกลัวว่าหลินเฟยจะเสียใจไม่ได้ หากอี้เฉินตายตกลงไป’ นางอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ ออกมายาว

 



      ...ไม่นานกองกำลังต่างๆ ถูกสั่งเรียกรวมพล ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทำให้ทั่วเมืองไทจง เกิดความวุ่นวายไม่น้อย ครั้นข่าวคราวดินแดนเทพ คิดจะเปิดศึก จบการต่อสู้ครั้งนี้ลง มันก็ทำให้เลือด ภายในกายของเหล่านักรบ เดือดพล่านกันไม่น้อย

 


       พวกแม่ทัพใหญ่ที่ยืนรวมตัวหน้ากำแพงเมือง เตรียมจะส่งอี้เฉิน เข้าไปภายในปราการทมิฬ เอ่ยย้ำเตือนอี้เฉินอย่างหนักแน่น “เจ้าระวังตัวด้วยอี้เฉิน ศึกครานี้ยากลำบากสำหรับเจ้าไม่น้อย”

 


แม้แต่ซีเผิงยังสืบฝีเท้า เข้ามาจับหัวไหล่อี้เฉิน เอาไว้แน่น “เจ้าต้องกลับมาให้ได้นะอี้เฉิน อย่าตายตกเด็ดขาด”

 


โม่กวางเองยังฝืนยิ้มออกมา “ใช่ อี้เฉิน อย่างไร เจ้าต้องกลับมาหาข้าให้ได้ มิตรสหายของข้า”

 


      อี้เฉินขำออกมาก้อง “ฮ่าๆ พวกเจ้าอย่าลืม ข้าผ่านความตายมากี่ครั้งแล้ว” ทว่าภายในใจอี้เฉิน ล้วนรู้ดีกว่าใคร การปะทะกับราชาอมตะ ตรงๆ ยังเป็นเรื่องยากสำหรับ อี้เฉินอยู่ในยามนี้

 


      ราชินีเสวี่ยชิงหนาน ครั้นเห็นอี้เฉินเตรียมจะสืบฝีเท้าจากไป นาง ส่งมอบ ลูกบาศก์มิติ ไว้ให้อี้เฉินใช้ป้องกันตัว ภายในฝ่ามือในทันที “หวังว่ามันจะมีประโยชน์ สำหรับคนกะล่อน อย่างเจ้านะอี้เฉิน”

 


       อี้เฉินประสานฝ่ามือ ออกมาให้เหล่าแม่ทัพใหญ่ ประกายตาที่ไหววูบ เอ่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทางพวกท่านแม่ทัพเอง ก็ต้องเกิดการต่อสู้ ที่หนักหน่วงไม่แพ้ข้า หวังว่าข้าจะได้รินจอกสุรา ดื่มกินกับพวกท่านแม่ทัพทั้งหลาย ในวันข้างหน้า”

 


       ฉับพลันร่างอี้เฉินก็พุ่งปราด ไปทิศทางประตูทางเข้า ปราการทมิฬอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป พวกเขาที่เห็นแผ่นหลังอี้เฉิน จากไปช้าๆ พร้อมเสียงคำราม รับคำท้าของอี้เฉินดังออกมาก้อง มันก็ทำให้หัวใจ ของพวกเขาสั่นไหวไม่น้อย เมื่อเสียงประตูเมืองตระกูลอี้ ถูกเปิดออกมา สู่สายตาหมู่ชน

 


       ม่านอาคมสีแดงฉานที่ปกคลุมไปทั่วเมือง แต่งแต้มไปด้วยโลหิตสด มองเห็นดอกไม้แห่งความตาย ผลิบานออกไปทั่ว ราวกับหมู่ชนเห็น ปากหุบเหวอเวจี มันจึงทำให้นักรบดินแดนเทพ หัวใจสั่นสะท้าน หวาดกลัวกันออกมาไม่น้อย

 


       ระหว่างที่อี้เฉินสืบฝีเท้าเข้าไป ด้านในปราการทมิฬ ไม่มีผู้ใด เข้ามาขัดขวางตัวเขาแม้แต่น้อย อี้เฉินที่มองเขตอาคม ทุกอย่างถูกแช่แข็ง แม้แต่กลีบดอกไม้ที่ปลิวว่อน ยังพลันแข็งค้าง รับรู้ได้ทันทีว่า ราชาอมตะ ต้าหมิงผู้นี้ มีพลังในการแทรกแซง ฟ้าดินมากมายเท่าใด
 


      ฉับพลันร่างที่วูบไหวอี้เฉิน สืบฝีเท้ามาถึงด้านหน้าพระราชวัง จักรพรรดิอี้เทียนหรง รับรู้ได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ ภายในที่รอคอยตัวเขาอยู่ ปลดปล่อยปราณพลังแผ่ซ่านออกมา จากด้านในพระราชวัง ชนิดที่ไม่เก็บออมอายสังหาร การเข่นฆ่าออกมาแม้แต่น้อย

 


     จู่ๆ มันก็ทำให้ใบหน้าของอี้เฉินมืดทะมึน อายสังหารแพร่กระจัดกระจาย ออกมาทันที ครั้นเห็นร่างเหล่าผู้พิทักษ์ชราทั้ง4 ถูกตอกติด ตรึงร่างเข้ากับ พระราชวังจักรพรรดิ ด้วยสภาพที่น่าอเนจอนาถ ใกล้สิ้นอายุขัยเต็มที เส้นผมแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ร่างกายแห้งเหี่ยว แม้แต่หยดเลือดภายในกาย ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิด

 


      ผู้พิทักษ์ชรา ครั้นรับรู้ถึงผู้มาเยือน พวกเขาเปิดเปลือกตาขึ้นมามอง กันอย่างยากลำบาก ครั้นเห็นเด็กหนุ่มในกรอบสายตา อดไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมาดังลั่น “เจ้าสติฟั่นเฟือน หรืออย่างไรกันอี้เฉิน เหตุใดเจ้ายังมาเหยียบที่นี่โดยลำพังอีก”

 


       อี้เฉิน หน้ามุ่ย บิดเบี้ยวในทันที ก่อนเอ่ยพูดให้ชายแก่เหล่านั้น หยุดโต้เถียง สั่งสอนตัวเขาเสียที แม้แต่น้ำเสียงภายในพระราชวัง ยังแค่นเสียงแข็งกร้าว ออกมาหาอี้เฉิน “เจ้าช่างใจกล้าห่อฟ้านัก รับคำท้าของข้า แล้วยังใจเย็นไปช่วย ผู้พิทักษ์ชราทั้ง4ที่ใกล้สิ้นอายุขัยนั้นอีก เจ้าคิดจริงหรือว่า พวกเจ้าจะรอดออกไปได้ พร้อมกันทั้งหมด”

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน