จ้าวเต๋อเฉวียนไม่เชื่อวาจาของหญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้แม้แต่น้อย
เขาเปิดภัตตาคารมานานหลายปี ดูแลเื่วัตถุดิบด้วยตนเองมาตลอด ไฉนเลยจะมีผักใดที่เขาไม่เคยเห็น?
บางทีนางอาจอยากทำธุรกิจกับภัตตาคารใหญ่จนฟั่นเฟือน ถึงได้กุเื่น่าหัวเราะเช่นนี้มาหลอกลวงกัน
แต่ครั้นนึกถึงแขกคนสำคัญที่รออยู่ชั้นบน เถ้าแก่ของร้านก็ชะงัก
เหตุผลสำคัญที่แขกสูงศักดิ์เลือกภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว ก็เพราะวัตถุดิบสดใหม่ หายาก และวิธีการปรุงอันเป็เอกลักษณ์ ความ ‘แตกต่าง’ และ ‘แปลกใหม่’ นี้ดึงดูดแขกระดับสูงท่านนั้นมา…
หากเื่ที่แม่นางผู้นี้พูดเป็ความจริงเล่า? หากนางมีผักสดที่ไม่เคยมีผู้ใดในอำเภอนี้เห็นมาก่อนจริง ๆ ไม่แน่บางที... แขกคนสำคัญอาจพอใจที่ได้ลิ้มลองของแปลกใหม่ จนลืมรายการอาหารจานนั้นไปชั่วขณะ เขาจะได้ถือโอกาสนี้ถ่วงเวลา รอพ่อค้าเ้าประจำนำผักมาส่ง...
ผู้ดูแลภัตตาคารครุ่นคิด ...ถือเป็การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ทว่า... หากแขกเกิดไม่ชอบขึ้นมาเล่า? หากรสชาติทำให้บุคคลท่านนั้นไม่พอใจ กิจการที่เขาสร้างมากับมือ จะต้องปิดฉากลงวันนี้หรือไม่!?
ยิ่งคิดถึงผลได้ผลเสีย จ้าวเต๋อเฉวียนก็ยิ่งหวั่นใจปนลังเล และในตอนนั้นเสียงเรียกของแม่ค้าผักก็ดังขึ้นอีกครั้ง ดึงสติที่เตลิดไปไกลของเขากลับมา “เถ้าแก่จ้าว ตกลงท่านจะดูหรือไม่ดูเ้าคะ? หากไม่ดู ข้าจะได้ไปขายที่อื่นต่อ”
จ้าวเต๋อเฉวียนชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันตัดสินใจ “เอามาดูสิ!”
‘...อย่างไรก็ถ่วงเวลาไว้ก่อน!’
หลินซีเลิกคิ้วนึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็รีบยกตะกร้าก้าวเข้าไปหา
จ้าวเต๋อเฉวียนเหลือบมองของในตะกร้าอย่างไม่ใส่ใจ แต่แล้วก็เบิกตากว้าง “นี่มัน... ผักอะไรกัน?”
‘...เหตุใดเขาถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?!’
หลินซีออกปากบอกชื่อผักพร้อมบรรยายสรรพคุณคล่องแคล่ว
ฟังจบ เถ้าแก่วัยกลางคนยังคงขมวดคิ้วกังขา “ผักป่าที่ไม่เคยมีผู้ใดเคยกินเนี่ยนะ? มันจะกินได้จริงหรือ?”
“กินได้แน่นอนเ้าค่ะ! คนที่เคยกินก็ยืนอยู่ตรงหน้าท่านนี่อย่างไรเ้าคะ” หลินซีตอบกลับมั่นใจ “เถ้าแก่ ลองดูความสดใหม่ชุ่มฉ่ำนี่สิเ้าคะ เห็นเขียวเช่นนี้ แต่มีรสหวานมัน ขมเล็กน้อยพอเรียกน้ำลายแต่ไม่ขมฝาด เป็ของป่าหายาก แถมมีคุณค่าทางยา นำไปปรุงรสให้ดีหน่อย ก็จะได้อาหารเรียกน้ำย่อยเลิศรส รับรองแขกของท่านต้องติดใจแน่!”
เห็นสีหน้าเถ้าแก่จ้าวเริ่มคล้อยตามแต่ยังลังเล หลินซีจึงรีบกล่าวเสริม “เถ้าแก่เปิดภัตตาคารใหญ่โต สิ่งสำคัญคือความแตกต่างและมีเอกลักษณ์ไม่ใช่หรือเ้าคะ? ที่อื่นไม่มี แต่ที่นี่มี นี่คือโอกาสทำกำไรของท่านนะเ้าคะ! ผักป่าหายากกำใหญ่ขนาดนี้ ข้าคิดราคาเพียง—-” ดวงตาคู่สวยกลอกกลิ้ง ก่อนจะเอ่ยราคาใหม่ “—ยี่สิบอีแปะเท่านั้น! สำหรับภัตตาคารระดับเค่ออวิ๋นโหลว ราคานี้ย่อมไม่แพงเลย จริงไหมเ้าคะ?”
‘นั่นก็จริง…’ จ้าวเต๋อเฉวียนคิดตาม
ยิ่งฟังวาจา เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายกล่าวมีเหตุผล ยี่สิบอีแปะต่อกำ สองกำก็สี่สิบอีแปะ แลกกับผักป่าหายาก—-ของแปลกใหม่ที่น้อยคนจะเคยได้ลิ้มลอง สำหรับภัตตาคารของเขาแล้วนั่นย่อมไม่ใช่ต้นทุนที่มากมาย หากแขกผู้สูงศักดิ์พึงใจจริง ๆ ผลตอบแทนย่อมมหาศาลจนยากจะประมาณค่าได้!
หลังคำนวณอย่างถ้วนถี่แล้ว จ้าวเต๋อเฉวียนก็พยักหน้าหนักแน่น “ตกลง! ข้าซื้อผักที่เหลือทั้งหมดนี่แหละ!”
เขาบอกให้หลินซีรอสักครู่ ก่อนรีบกลับเข้าไปในร้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมกระบุงใส่ผักและถุงเงิน ยื่นส่งให้นาง
“ขอบคุณมากเ้าค่ะ! เถ้าแก่สมเป็ผู้ดูแลกิจการใหญ่โต ตัดสินใจเฉียบขาดหลักแหลม!” หลินซีหยอดคำหวาน วางผักป่าสองกำสุดท้ายใส่กระบุงแล้วรับถุงเงินมาเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะหมุนตัวเตรียมลาจาก
“ช้าก่อนแม่หนู!” จ้าวเต๋อเฉวียนร้องเรียกไว้ แล้วเอ่ยถามน้ำเสียงคล้ายลังเล “เอ่อ... ว่าแต่ที่บ้านเ้านำผักชนิดนี้ไปปรุงอย่างไรหรือ?”
‘ผักประหลาดเช่นนี้ขืนปรุงผิดวิธีคงได้เดือดร้อนแน่!’
หลินซีจึงอธิบายวิธีการปรุงผักป่าของนางอย่างคร่าว ๆ
แน่นอนว่านางรู้ตำรับการปรุงผักเหล่านี้ให้อร่อยเด็ดมากมาย และหลากหลายวิธี แต่…พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินค่าสูตรอาหารให้เสียหน่อยนี่ แล้วเหตุใดนางจะต้องยอมบอกเคล็ดลับทั้งหมดไปง่าย ๆ เล่า? อีกอย่าง ภัตตาคารใหญ่โตระดับนี้ ต่อให้ไม่มีสูตรอาหารจากนาง ก็ต้องมีพ่อครัวฝีมือดีพอที่จะคิดค้นวิธีปรุงให้อร่อยเลิศได้ด้วยตนเองไม่ใช่หรือ?
กล่าวจบหญิงสาวก็เอ่ยคำลา
จ้าวเต๋อเฉวียนมองตามแผ่นหลังบางของแม่ค้าผักป่าที่เดินลับตาไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ก่อนจะหันหลังถือวัตถุดิบตรงเข้าครัวใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว
++++++++++
ณ ห้องครัวด้านหลังภัตตาคาร
หัวหน้าพ่อครัวจ้าวต้าไห่ ญาติผู้น้องของจ้าวเต๋อเฉวียนกำลังยืนกุมขมับ กลัดกลุ้มกระวนกระวาย เมื่อเห็นเถ้าแก่ผู้มีศักดิ์เป็พี่ชายถือตะกร้าผักเข้ามา ก็รีบถลาเข้าไปถาม
“เป็อย่างไรบ้างพี่ใหญ่! ผักสดที่สั่งไว้มีคนมาส่งแล้วใช่หรือไม่?”
วันนี้ถือเป็วันดีของภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลว กิจการรุ่งเรือง ลูกค้าเข้า-ออกเนืองแน่น แทบทุกโต๊ะถูกจับจอง เสี่ยวเอ้อร์ทั้งหลายงานเข้าไม่ขาดมือ
ทว่าสำหรับหัวหน้าพ่อครัวและผู้มีส่วนร่วมกับกิจการเช่นจ้าวต้าไห่แล้ว ลูกค้าธรรมดาเ่าั้ล้วนไม่สำคัญเทียบเท่าแขกสูงศักดิ์ที่รออยู่ในห้องอักษร์ชั้นบน เขาแทบไม่ต้องสนใจลูกค้ารายอื่น ขอเพียงทุ่มเทสุดฝีมือทำให้แขกพิเศษผู้นี้พึงพอใจก็อาจได้กำไรมากกว่าการเปิดร้านทั้งเดือนเสียอีก
อย่างไรก็ตาม โบราณกล่าวไว้ ‘พ่อครัวเทวดา ก็หุงข้าวโดยไร้ข้าวสารไม่ได้’ หากขาดวัตถุดิบหลัก ต่อให้มีฝีมือเป็เลิศเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจเนรมิตอาหารตามที่แขก้าขึ้นมาได้
…แล้วเื่บัดซบเช่นนี้เกิดยามใดไม่ว่า เกิดกับผู้ใดเขาไม่นำพา แต่ดันมาเกิดเอาวันนี้กับแขกสำคัญท่านนั้นเสียได้!
จ้าวเต๋อเฉวียนรีบวางกระบุงใส่ผักลงบนเขียง ชี้นิ้วสั่งการอย่างรวดเร็ว “อย่าเพิ่งถาม เอาผักนี่ไปทำยำผักสดเรียกน้ำย่อยส่งขึ้นไปให้แขกข้างบนก่อนเถอะ”
พ่อครัวจ้าวเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลง “หา?! พี่ใหญ่ล้อเล่นหรือเปล่า?! ต้นพืชหน้าตาประหลาดนี่น่ะหรือ จะเอามาปรุงอาหารให้แขกคนสำคัญกิน? ทั้งชีวิตข้ายังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แล้วจะเอาขึ้นโต๊ะให้ท่านผู้นั้นได้อย่างไร!?”
จ้าวเต๋อเฉวียนเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะให้ทำอย่างไรได้ จึงได้แต่ตบไหล่ญาติผู้น้อง ปลอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ต้องห่วงไปหรอก ต้าไห่ ข้าเชื่อมั่นในฝีมือเ้ามาโดยตลอด”
พ่อครัวจ้าว : “...”
‘แต่ข้าไม่เชื่อมั่นในฝีมือตัวเองสักนิดเดียวแล้วตอนนี้! ผักป่าหน้าตาพิลึกพิลั่น จะไปปรุงอาหารให้อร่อยได้อย่างไรเล่า?!’
พ่อครัวหนุ่มยังไม่ทันได้คร่ำครวญ เสี่ยวเอ้อร์ที่รับหน้าที่ดูแลแขกพิเศษก็รีบร้อนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา “ท่านลุงจ้าว! ท่านลุงจ้าว! แขก้าส่งคนมาถามแล้วขอรับ ว่าอาหารจานเด่นจะเสร็จเมื่อใด!”
จ้าวเต๋อเฉวียนได้ฟังเช่นนั้นก็ลมจะใส่ ต้องนวดขมับแล้วบอกไป “เ้ากลับไปเรียนท่านว่ารอสักครู่! ไม่สิ... ช่างเถอะ ข้าขึ้นไปเองดีกว่า!”
หัวหน้าพ่อครัวจ้าวไม่อยากแตะต้องผักป่าในกระบุงตรงหน้าเลย จึงภาวนาให้ญาติผู้พี่หาวิธีเจรจา ถ่วงเวลาได้นานที่สุด แต่ใครจะรู้ จ้าวเต๋อเฉวียนที่เดินตามลูกจ้างขึ้นไปด้วยใจเต้นระทึก จะกลับลงมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่ว่าซีดอยู่แล้วยิ่งซีดเผือดประหนึ่งเพิ่งเห็นผี
ครานี้จ้าวเต๋อเฉวียนไม่สนใจสิ่งใดอื่น ก้าวฉับ ๆ เข้ามา ชี้นิ้วสั่งอย่างเด็ดขาด “ต้าไห่ รีบปรุงผักป่าพวกนี้ แล้วส่งขึ้นไปก่อน! ใช้เป็จุดขายว่าผักป่าชนิดนี้พิเศษสุด มีแต่ที่ร้านเราเท่านั้น เร็วเข้า!”
หัวหน้าพ่อครัวจ้าวเห็นญาติผู้พี่เคร่งเครียดจริงจัง ก็ไม่กล้าลังเลอีก จำต้องตั้งสมาธิ ใช้ทุกความรู้ที่มีในหัว พยายามปรุงผักป่าหน้าตาประหลาดนี้ให้ออกมาดูน่ารับประทานและรสชาติกรอบอร่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเสร็จแล้ว เถ้าแก่จ้าวก็สูดลมหายใจลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะสั่งเสี่ยวเอ้อร์ยกจานผักป่าพิเศษนี้ตามเขาขึ้นไปส่งด้วยตัวเอง แม้ตอนนี้สองขาจะยังคงสั่นเทา สองเท้าแทบก้าวไม่ออก แต่…ชะตากรรมของภัตตาคาร ไม่สิ! ของกิจการทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการนำส่งอาหารจานนี้ในครั้งนี้แล้ว
หัวหน้าพ่อครัวจ้าวมองตามแผ่นหลังญาติผู้พี่ และทันทีที่ร่างหนาลับสายตา ตัวเขาก็ทรุดลงนั่งแหมะ หมดแรงอยู่บนพื้น ปากพึมพำอย่างสิ้นหวัง
“คราวนี้จบสิ้นกันแล้ว… จบสิ้นแล้วจริง ๆ...”
เขายังจำได้แม่น ก่อนหน้านี้จ้าวเต๋อเฉวียนเคยเปรยไว้ แขกสำคัญในวันนี้มีเื้ัไม่ธรรมดา อำนาจบารมีล้นฟ้า หากเผลอทำให้ไม่พอใจแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจถึงขั้นหัวหลุดจากบ่าเอาได้ง่าย ๆ
ตอนที่เขาขึ้นไปแนะนำอาหารเมื่อครู่ เพียงได้เห็นองครักษ์ร่างกำยำหน้าประตู ร่างก็เกร็งค้าง ขาสั่นเทาจนก้าวไม่ออก… ทิ้งให้รออาหารนานก็ว่าผิดมหันต์แล้ว นี่พวกเขายังบังอาจเอาผักป่าหน้าตาประหลาดที่ไหนก็ไม่รู้ส่งไปให้รับประทานอีก หากกิจการไม่จบเห่กันวันนี้ก็คงมีจบชีวิตกันเร็ว ๆ นี้แน่!
แต่แล้ว—-
สิ่งที่หัวหน้าพ่อครัวจ้าวไม่ได้คาดคิดก็เกิดขึ้น…
ไม่กี่อึดใจต่อมา จ้าวเต๋อเฉวียนก็เดินลงมาจากชั้นบนอีกครั้ง ไม่เพียงร่างกายจะยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย อวัยวะทุกส่วนครบสมบูรณ์ แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีจนสองแก้มแดงก่ำ!
หัวหน้าพ่อครัวจ้าวพุ่งตัวเข้าไปหาทันที “พี่ใหญ่ เป็อย่างไรบ้างขอรับ?”
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก!” จ้าวเต๋อเฉวียนตบมือไม่หยุด กล่าวอย่างดีใจ สีหน้าท่าทางชื่นมื่น
“ต้าไห่ แขกคนสำคัญบอกว่ายำผักป่าจานนี้อร่อยถูกปากมาก! ถึงกับสั่งเพิ่มอีกจานใหญ่! แถมยังบอกว่ารายการผักสดเดิมที่สั่งไว้นั้นไม่ต้องทำแล้ว!”
“จะ…จริงหรือขอรับ?!” หัวหน้าพ่อครัวจ้าวต้าไห่ใแทบไม่อยากเชื่อหู
“ดูท่าท่านผู้นั้นจะโปรดปรานจานนี้มากจริง ๆ หากวันนี้เราสามารถเอาใจท่านได้ ภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวของเราต้องรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิมแน่! ในเมื่อท่านชื่นชอบถึงเพียงนี้ เราก็ควรจะ–” เสียงของเขาหยุดชะงักกลางคันเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้
หัวหน้าพ่อครัวจ้าวก็เกาศีรษะแล้วเอ่ยอย่างลำบากใจเช่นกัน “เอ่อ... พี่ใหญ่ จานเมื่อครู่ ข้าคัดแต่ยอดอ่อนที่ดีที่สุดไปปรุงจนหมด ผักสองกำนั้นแทบไม่เหลือแล้ว ที่เหลืออยู่ก้นตะกร้าเห็นจะมีแต่ก้านแข็ง ๆ กับใบช้ำ ๆ คงทำให้แขกคนสำคัญไม่ได้แล้วขอรับ…”
สองบุรุษแซ่จ้าวสบตากันอย่างรู้ความหมาย
อึดใจต่อมา จ้าวเต๋อเฉวียนก็หันขวับ พุ่งตัวออกนอกร้านเร็วปานลมพัดพร้ะโกนลั่นถนน
“แม่หนูคนนั้น! แม่หนูขายผักแปลก! เ้าอยู่ที่ใด พอจะมีผักป่าแบบเมื่อครู่เหลืออยู่อีกหรือไม่?!”
++++++++++
ขณะเดียวกัน หลินซีก็เดินมาหยุดหน้าป้ายร้าน ‘หุยชุนถัง’ แล้ว
ร้านแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่าสมคำร่ำลือ ภายในตกแต่งอย่างประณีต มีเสมียนกับลูกจ้างสามสี่คนกำลังวุ่นทำหน้าที่ของตนอยู่ ที่โต๊ะด้านในสุดมีหมอชราหน้าตาทรงภูมิ ผมขาวโพลน นั่งจับชีพจรคนไข้ด้วยท่าทางสุขุมนิ่งสงบ
หลินซีสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนสะพายตะกร้าเดินตรงเข้าร้านไปทันที
เสมียนหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะจ่ายยาเห็นนางเดินเข้ามาก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านมาซื้อยาหรือมาพบท่านหมอหรือขอรับ?”
หลินซีส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ใช่ทั้งสองอย่างเ้าค่ะ ข้าเอาสมุนไพรมาขาย”
รอยยิ้มประจบบนใบหน้าของเสมียนหนุ่มพลันหุบลงฉับ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเปลี่ยนเป็บึ้งตึงเ็า “หุยชุนถังของเราเป็ร้านยาใหญ่อยู่แล้ว ย่อมมีสมุนไพรครบครัน ไม่จำเป็ต้องรับซื้อจากคนภายนอกหรอกแม่นาง หากไม่มีธุระอื่นใดก็เชิญกลับไปเถิด อย่ามายืนเกะกะขวางทางทำมาหากินของผู้อื่นเลย”
กล่าวจบ เสมียนหนุ่มผู้นั้นก็เดินเฉียดไหล่หลินซีไปยังลูกค้าอีกคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วยท่าทีเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ สีหน้าแววตาประจบประแจง ปากยิ้มกว้างจนมุมปากแทบเหยียดไปจรดใบหู
หลินซีเหลือบมอง เห็นว่าลูกค้าคนใหม่ที่เข้ามานั้นเป็ชายร่างท้วม สวมใส่อาภรณ์แพรพรรณเนื้อดี ดูมั่งมีและสูงศักดิ์ คงจะมีเงินอยู่ไม่น้อย
.
.
.