เช้าวันใหม่ หลินเทียนเดินออกมาจากห้อง เอามือปิดปากหาวเบา ๆ อย่างงัวเงียเล็กน้อย
เขาก้าวออกมาด้านนอก ก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ
เห็นพวกจินซี ไป๋ซี และเฉินเฟิงกำลังฝึกกระบี่กันอย่างตั้งใจ แม้อาการาเ็จะหายไปเพียงบางส่วน แต่พวกเขาก็ยังฝึกกันต่ออย่างไม่ย่อท้อ ใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก ร่างของผู้าุโหานซือยืนมองอยู่ บางครั้งก็เอ่ยแนะนำเป็ระยะ สีหน้าดูพึงพอใจอยู่ไม่น้อย
หลินเทียนเห็นภาพนั้นแล้วก็ไม่ได้เข้าไปกวน เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง
“ชิงชิงนางหายไปไหนกัน…คงเบื่อแล้วกลับเผ่าไปแล้วกระมัง”
เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ
จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าไปทางสมาคมการค้า
ไม่นานก็เห็นซือเหยากำลังสั่งงานอยู่ นางยืนอยู่กลางลาน คอยจัดการเื่ต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว
หลินเทียนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ขณะเดียวกันซือเหยาก็เหลือบมาเห็นเขา
นางยังคงคุยงานต่ออีกเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้ามาหา
“คุณชายหลิน ท่านกำลังหาอะไรอยู่หรือคะ?”
หลินเทียนหันไปตอบอย่างไม่อ้อมค้อม
“ข้าคิดว่าจะซื้อที่เปิดร้านน่ะ ท่านพอจะมีที่แนะนำบ้างหรือไม่ เหยาเหยา?”
ซือเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มขึ้นเล็กน้อย
“มีสิคะ ที่สมาคมการค้านั้นมีแทบทุกอย่าง ข้ามีที่หนึ่งอยากแนะนำ ท่านอาจจะสนใจ”
พูดจบ นางก็เดินนำออกไปด้านนอก
ทั้งสองเดินคุยกันมาเรื่อย ๆ ผ่านถนนสายหลัก ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง
ซือเหยาหยุดเดินแล้วเอ่ยขึ้น
“ถึงแล้วค่ะ ที่ตรงนี้เคยเป็ลานประลองของสมาคม แต่ภายหลังย้ายไปสร้างที่ใหม่ ที่นี่เลยถูกปล่อยว่างไว้ ท่านสนใจหรือไม่คะ?”
หลินเทียนเดินเข้าไปสำรวจรอบ ๆ อย่างพิจารณา
พื้นที่กว้างพอสมควร มีลานด้านหน้า และด้านหลังเป็สนามประลอง แม้ศาลาจะดูเก่า ผุพังไปบ้าง แต่โครงสร้างยังใช้ได้ อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกลางเมืองนัก
เขาพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าคิดว่าที่แห่งนี้ใช้ได้เลย แล้วท่านจะขายให้ข้าเท่าไหร่?”
ซือเหยายิ้มก่อนจะตอบ
“ที่แห่งนี้ค่อนข้างกว้าง ราคาที่เคยตั้งไว้คือสามพันเหรียญทองค่ะ”
หลินเทียนชะงักทันที ก่อนจะยิ้มแห้ง
“เอ่อ…เหยาเหยา ข้าไม่มีเงินมากขนาดนั้น เ้าพอจะมีที่ราคาต่ำกว่านี้หรือไม่?”
ซือเหยายังคงยิ้ม ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่รีบร้อน
“ถ้าท่านสนใจที่นี่จริง ๆ ท่านสามารถใช้ที่นี่ไปก่อนได้ค่ะ ส่วนเงินนั้น ท่านค่อยผ่อนจ่ายก็ได้”
หลินเทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลง
จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปด้านในศาลา ซือเหยาก็เดินตามมาเงียบ ๆ
หลินเทียนมองไปรอบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ก้มลง เอามือแตะลงบนพื้นลานประลองเก่าที่เต็มไปด้วยรอยแตกและรอยกระบี่
“ซับสิ่งผันแปร…”
เขาพูดในใจ
ทันใดนั้น แสงสว่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากพื้น ลานประลองเริ่มซ่อมแซมตัวเอง รอยแตกค่อย ๆ เชื่อมประสานกลับเข้าหากัน
ไม่นาน พื้นที่ทั้งหมดก็กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ซือเหยาที่จ้องมองอยู่ถึงกับนิ่งตะลึง
“คุณชายหลิน…ท่านทำอะไรหรือคะ? ทำไมลานประลองที่ทรุดโทรมถึงกลับมาเป็แบบนี้ได้ แถมยังดูแข็งแรงกว่าเดิมมาก…”
หลินเทียนลุกขึ้นก่อนจะยิ้มเล็กน้อย
“อ้อ นี่เป็วิชาโบราณที่ข้าบังเอิญได้มาน่ะ”
เขาตอบเลี่ยง ๆ
ซือเหยาไม่ได้ถามต่อ เพียงแต่ยังคงมีสีหน้าใเล็กน้อย
หลินเทียนเดินไปรอบ ๆ ใช้ “ซับสิ่งผันแปร” ปรับเปลี่ยนสถานที่ตามจินตนาการของตน
ไม่นาน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ศาลากลางสูงสามชั้นตั้งตระหง่าน เรือนรองสองชั้นเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ รอบ ๆ มีต้นไม้และทางเดินหินดูร่มรื่น
จากสถานที่ทรุดโทรม กลายเป็ร้านขายยาที่ดูสง่างามในพริบตา
หลินเทียนกอดอก มองผลงานของตัวเองอย่างพอใจ
“ทีนี้ข้าก็มีร้านเป็ของตัวเองแล้ว”
เขาหันไปพูดกับซือเหยา
“ข้าขอบใจเ้ามาก ส่วนเื่เงินไม่ต้องห่วง ข้าจะจ่ายแน่นอนเมื่อขายยาได้”
ซือเหยาพยักหน้า นางไม่ได้ใส่ใจเื่เงินมากนัก
จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับไปยังสมาคมการค้า
ระหว่างทาง พวกเขาก็เจอกับชิงชิง ที่ในมือมีขนมหวานเต็มไปหมด
ทั้งสามจึงเดินกลับไปพร้อมกัน
หลินเทียนเล่าเื่ทั้งหมดให้ทุกคนฟัง
ก่อนจะพาทุกคนมาดูร้านขายยา
ซือเหยาไม่ได้ตามมาด้วย เพราะยังมีงานต้องทำที่สมาคม
เมื่อทุกคนมาถึง
จินซีและเฉินเฟิงถึงกับตาเป็ประกาย ก่อนจะวิ่งสำรวจไปทั่ว
“นี่มันสุดยอดจริง ๆ!”
พวกเขาวิ่งดูทุกซอกทุกมุมอย่างตื่นเต้น
ไป๋ซียืนอยู่เงียบ ๆ ด้านหลัง หลินเทียนกับผู้าุโหานซือ มองภาพนั้นด้วยสายตาสงบ
บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ราวกับสถานที่แห่งนี้กำลังรอวันเริ่มต้นใหม่
ผู้าุโหานซือเองก็ดูตะลึงเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ที่แห่งนี้กว้างขวางและดูสภาพดีมาก คงมีราคาสูงทีเดียว ท่านเ้าสำนัก ท่านแน่ใจนะว่าจะซื้อที่นี่”
หลินเทียนยิ้ม ก่อนจะพยักหน้า
“อย่าคิดมากเลย ข้าคุยกับเหยาเหยาแล้ว ตอนนี้พวกเรามาเตรียมตัวเปิดร้านกันเถอะ”
เขาพูด ก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านใน
พวกเขาช่วยกันจัดห้องอย่างตั้งใจ ว่าห้องนี้จะเอาไว้ทำอะไร ส่วนอีกห้องจะใช้ทำอะไร แบ่งหน้าที่กันอย่างเป็ระเบียบ จนตกบ่าย ทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง
หน้าศาลามีป้ายติดอยู่ชัดเจนว่า
ตำหนักโอสถนิรันดร์
ทุกคนยืนมองร้านที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาอย่างภูมิใจ ก่อนจะพากันเข้าไปด้านในแล้วนั่งล้อมวงกัน
ซือเหยาเองก็มาด้วยเช่นกัน หลังจัดการงานเสร็จ
บรรยากาศคึกคัก มีเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังไปมาอย่างเป็กันเอง
ไม่นาน อาหารก็เริ่มถูกยกมาวางบนโต๊ะ หลังจากไป๋ซีกับชิงชิงทำกับข้าวเสร็จ
ทุกคนจึงร่วมโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้า เสียงสนทนาดังสลับกับรอยยิ้ม จนอาหารบนโต๊ะค่อย ๆ หมดลง
หลินเทียนที่นอนเอนอยู่บนม้านั่ง โยกไปมาอย่างสบายอารมณ์ พลันนึกอะไรขึ้นได้
เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตอนนี้พวกเ้าก็ระวังตัวกันไว้บ้างล่ะ”
จินซีกับเฉินเฟิงที่กำลังกินอยู่ชะงัก ก่อนจะถามขึ้นเกือบพร้อมกัน
“ระวังอะไรหรือขอรับ”
หลินเทียนยกสุราขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
“ตอนที่พวกเราจัดร้านกัน่เช้าน่ะสิ มีคนอยู่สามคน ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ คอยสังเกตพวกเราอยู่ ข้าสงสัยว่าจะเป็พวกสำนักเมฆาภิภพ”
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ผู้าุโหานซือเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ข้าเองก็ััได้เช่นกัน พวกนั้นล้วนเป็ยอดฝีมือ มีสองคนอยู่ระดับแก่นทองคำขั้นห้า ส่วนอีกคนอยู่ระดับหลอมกายขั้นสาม”
หลินเทียนพยักหน้า ยืนยันคำพูดนั้น
ซือเหยาที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถามอย่างเป็ห่วง
“แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อหรือ”
หลินเทียนตอบเรียบ ๆ
“พวกนั้นไม่กล้าลงมือหรอก ตอนนี้พวกเราอยู่ในเมือง พวกมันทำได้แค่จับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเรา เพราะถ้าลงมือ จะเท่ากับท้าทายท่านเ้าเมืองโดยตรง และยังหักหน้าสำนักใหญ่อื่น ๆ ด้วย”
เขาหันไปมองซือเหยา ก่อนจะพูดต่อ
“ข้าขอโทษด้วยที่ลากเ้าเข้ามาเกี่ยวข้องเื่นี้ แต่่นี้เหยาเหยา เ้าไม่ต้องมาที่นี่ก็ได้ หากมีเื่อะไรก็ส่งคนมาก็พอ เพื่อความปลอดภัยของเ้าเอง”
ซือเหยาพยักหน้าเบา ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลังจากนั้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
เหยาเหยาเองก็ขอตัวกลับเช่นกัน
หลินเทียนจึงเดินไปส่งนางที่สมาคม เพื่อความปลอดภัย เพราะยามนี้ก็ดึกมากแล้ว
หลังส่งเหยาเหยาเสร็จ หลินเทียนก็เดินกลับ พร้อมยกขวดสุราดื่มไปเรื่อย ๆ
เส้นทางในยามค่ำคืนไม่ได้มืดมิดอย่างที่คิด ผู้คนยังคงพลุกพล่าน ไม่ต่างจากตอนกลางวัน
ไม่นาน เขาก็มาถึงร้าน ก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องนอนเพื่อพักผ่อน
แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ก็พบว่าชิงชิงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
พอนางเห็นเขา ก็รีบวิ่งเข้ามาหา
หลินเทียนเลิกคิ้ว ก่อนจะพูดขึ้น
“ชิงชิง ทำไมเ้าไม่ไปพักห้องตัวเอง จะมาแออัดที่ห้องข้าทำไม”
ชิงชิงไม่ตอบ นางเดินเข้ามาเกาะแขนเขา ก่อนจะพูดเสียงอ่อน
“คุณชายหลิน ข้ากลัวผี ห้องนั้นมันมืดเกินไป ข้าขออาศัยอยู่ห้องท่านด้วยเถอะ”
นางพูด พร้อมกระพริบตาปริบ ๆ
หลินเทียนได้แต่ส่ายหน้า
“เ้านี่นะ เป็ถึงผู้ฝึกตน แต่กลับกลัวผี เ้าหาข้ออ้างอื่นไม่ได้แล้วหรือ”
เขาบ่น ก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียง
ชิงชิงก็ขึ้นนอนเช่นกัน
หลินเทียนเองคาดการณ์ไว้แล้วว่าเื่แบบนี้ต้องเกิดขึ้น จึงเตรียมเตียงเล็กสำหรับนอนคนเดียวไว้
แต่สุดท้ายก็ไม่เป็อย่างที่คิด
ชิงชิงลากเตียงของนางมาชิดกับเขา ก่อนจะนอนติดกันเหมือนเดิม
หลินเทียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ แล้วหลับตาลง
เช้าวันใหม่
หลินเทียนตื่นขึ้นั้แ่เช้า เขาลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย ก่อนจะนำสมุนไพรออกมาจัดเรียงเป็ชุด
ระดับหนึ่งหนึ่งร้อยชุด
ระดับสองห้าสิบชุด
ระดับสามสี่สิบชุด
และระดับสี่อีกสิบชุด
เขายืนมองกองสมุนไพรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย้ายทั้งหมดเข้าไปในห้องหลอมยา
ห้องแห่งนี้กว้างขวางและมิดชิดจากภายนอก เหมาะแก่การหลอมยาอย่างยิ่ง
จากนั้นเขาก็เริ่มหลอมยาระดับหนึ่งก่อน
หนึ่งชั่วโมง...สองชั่วโมง...หนึ่งวัน...สองวัน...
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ แต่หลินเทียนก็ยังไม่ออกมาจากห้องหลอมยาเลย
ด้านหลังร้าน บริเวณลานประลอง
จินซี ไป๋ซี และเฉินเฟิง กำลังฝึกกระบี่กันอย่างตั้งใจ ภายใต้การแนะนำของผู้าุโหานซือ
เฉินเฟิงเอ่ยขอให้จินซีช่วยสอนวิชากระบี่พื้นฐานที่หลินเทียนเคยสอน
แม้จะเป็เพียงสิบสองกระบวนท่าพื้นฐานเหมือนกัน แต่สิ่งที่จินซีและไป๋ซีใช้ กลับแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน
ท่วงท่าพลิ้วไหว แต่แฝงด้วยพลังรุนแรง ทุกการฟันเต็มไปด้วยแรงกดดัน
่พักเที่ยง
ทุกคนมานั่งรวมกันที่ศาลาโล่งใต้ต้นไม้
ไป๋ซีเอ่ยขึ้นเสียงแ่เบา
“ทำไมท่านอาจารย์ยังไม่ออกมาจากห้องอีก ตอนนี้ก็สามวันแล้วั้แ่เข้าไป”
ชิงชิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบเสียงนุ่ม
“ไม่ต้องห่วงหรอก คุณชายหลินกำลังหลอมยาเพื่อเตรียมวางขายอยู่ ตอนนี้คงใกล้ถึงเวลาที่เขาจะออกมาแล้วล่ะ”
นางพูด พลางยกมือลูบศีรษะไป๋ซีอย่างเอ็นดู
ไป๋ซีหลับตารับัันั้นอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ สีหน้าที่เคยกังวลค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
เฉินเฟิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ท่านเ้าสำนักนี่ช่างทุ่มเทจริง ๆ สามวันสามคืนไม่ออกมาเลย ข้าคิดว่าแม้แต่ผู้หลอมยาระดับสูงก็ยังไม่ถึงกับฝืนตัวเองเช่นนี้”
ผู้าุโหานซือหัวเราะเบา ๆ
“นั่นเพราะเ้าพึ่งติดตามท่านไม่นาน หากอยู่ด้วยกันนานกว่านี้ เ้าจะรู้ว่าสิ่งที่ท่านเ้าสำนักทำนั้น…บางครั้งก็เกินกว่าคำว่า ‘ปกติ’ ไปมากนัก”
“อะไรกันท่านก็พึ่งรู้จักท่านเ้าสำนักพร้อมข้าเอง”
เฉินเฟิงพูดตอบทันทีเสียงหัวเราะจึงดังขึ้นอย่างผ่อนคลาย
จินซีที่นั่งเช็ดกระบี่อยู่ข้าง ๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“อาจารย์เคยบอกว่า การหลอมยาก็เหมือนการฝึกกระบี่ ต้องอาศัยทั้งจิตใจที่มั่นคงและการควบคุมที่แม่นยำ บางทีครั้งนี้…ท่านอาจกำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่ก็เป็ได้”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบลงครู่หนึ่ง
ชิงชิงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้น
“เอาล่ะ นั่งกังวลกันไปก็ไม่มีประโยชน์ พวกเ้าควรไปฝึกต่อเถอะ หากคุณชายหลินออกมาแล้วเห็นพวกเ้าี้เีขึ้นมา…คงไม่ดีแน่”
เฉินเฟิงหัวเราะแห้ง ๆ
“ข้าไม่กล้าหรอก”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นพร้อมกับจินซีและไป๋ซี ทั้งสามเดินไปยังลานประลองด้านหลังอีกครั้ง
เสียงกระบี่ปะทะอากาศดัง “ฟึบ ฟึบ” อย่างต่อเนื่อง ท่วงท่าของจินซียังคงมั่นคงและเฉียบคม ส่วนไป๋ซีแม้จะยังอ่อนกว่าเล็กน้อย แต่การเคลื่อนไหวของนางก็เริ่มลื่นไหลขึ้นมาก
เฉินเฟิงยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันแล้วพุ่งเข้าไปฝึกด้วย
ผู้าุโหานซือยืนกอดอก มองดูศิษย์ทั้งสามด้วยสายตาพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำเป็ระยะ
อีกด้านหนึ่ง ชิงชิงยังคงนั่งอยู่ใต้ศาลา นางทอดสายตามองไปยังห้องหลอมยา สีหน้าสงบนิ่ง
เวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านอย่างช้า ๆ
แสงแดดยามบ่ายอ่อนลง เปลี่ยนเป็แสงสีทองยามเย็นที่ทอดยาวไปทั่วบริเวณร้าน
เสียงฝึกกระบี่ค่อย ๆ เบาลง เมื่อทั้งสามเริ่มเหนื่อยล้า
ไป๋ซีหอบเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลง
“พักสักหน่อยเถอะ…”
จินซีพยักหน้า ก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝัก
เฉินเฟิงนั่งลงข้าง ๆ พลางเช็ดเหงื่อ
“การฝึกแบบนี้…หนักกว่าที่ข้าคิดไว้มากจริง ๆ”
ผู้าุโหานซือยิ้ม
“ถ้าไม่หนัก แล้วจะก้าวหน้าได้อย่างไร”
ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ทันใดนั้น—
ภายในร้าน เสียงบางอย่างดังแ่เบาออกมาจากห้องหลอมยา
“กึก…”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
สายตาทั้งหมดหันไปยังประตูห้องหลอมยาโดยไม่ได้นัดหมาย
ชิงชิงที่นั่งอยู่ใต้ศาลาค่อย ๆ ลุกขึ้น รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“ดูเหมือนว่า…”
นางเอ่ยเบา ๆ
“คุณชายหลิน จะออกมาแล้วจริง ๆ”