บทที่ 1 พบกับพื้นที่มิติครั้งแรก
ณ หมู่บ้านเคาซาน
หมู่บ้านที่มีสี่ฤดูกาล เริ่มจากฤดูใบไม้ผลิมีต้นหลิวเขียวขจี ฤดูร้อนได้ยินเสียงจักจั่นร้องระงม ฤดูใบไม้ร่วงหอมกลิ่นดอกกุ้ยฮวา และฤดูหนาวมีหิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วแผ่นดิน
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน หุบเขาอันเงียบสงบแห่งนี้… นอกจากรอยหิมะขาวเล็ก ๆ ที่ปกอยู่บนยอดเขา ูเาก็กลับมาเป็สีเขียวอ่อนอีกครั้ง เมื่อมองไปเห็นจุดดำเล็ก ๆ จุดหนึ่งเคลื่อนไหวไปมา
จุดดำเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวนั้นคือ หลี่ซิงเหอ ขณะนี้เธออายุยี่สิบปีแล้ว
ตอนเด็กหลังจากเกิดมาเป็เวลานาน เธอยังไม่มีชื่อ
แม่เรียกเธอว่า 'สาวน้อย' พ่อเรียกเธอว่า 'คนไร้ค่า'
ต่อมา เมื่อมีเ้าหน้าที่มาสำรวจสำมะโนประชากรเพื่อทำทะเบียนบ้านให้เธอ พ่อของเธอจึงให้เ้าหน้าที่เขียนชื่ออะไรก็ได้ลงไป
เมื่อนั้นเธอเป็เด็กรู้ความแล้ว จึงยิ้มหวานให้ป้าคนนั้นอย่างเอาอกเอาใจ เ้าหน้าที่หญิงคนนั้นจึงตั้งชื่อให้เธอว่า ‘หลี่ซิงเหอ’
ส่วนเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน ครอบครัวล้วนตั้งชื่อให้ว่า หลาน หรือ เฟิน อะไรทำนองนี้ มีเพียงเธอคนเดียวที่มีชื่อไพเราะได้โดยบังเอิญ
หลี่ซิงเหอโชคดีที่ได้เข้าเรียนภาคบังคับเก้าปี ซึ่งเธอสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน แต่หลังเลิกเรียนก็ต้องกลับมาทำงานต่อ ทำเสร็จเมื่อไหร่ก็ได้นอนเมื่อนั้น
หลังจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว ครอบครัวก็ไม่ให้เธอเรียนต่อ
คุณครูสาวสวยจากในเมืองเคยมาที่บ้าน เข้ามาพูดคุยกับครอบครัวของเธอ "คุณพ่อของซิงเหอคะ ซิงเหอเป็เด็กที่มีผลการเรียนดี ผลการเรียนของเธอสามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมชื่อดังในเมืองหลวงของมณฑลได้ไม่ยาก การให้เธออยู่บ้านทำงานในไร่นานั้นเป็การเสียของจริง ๆ ให้เธอเรียนต่อเถอะค่ะ"
หลี่ซิงเหอจำไม่ได้แล้วว่าพ่อตอบว่าอย่างไร บางทีอาจเป็เพราะความรู้สึกรังเกียจ เธอจึงไม่ได้จำคำพูดเ่าั้แล้ว
แต่ขณะที่หลี่ซิงเหอส่งคุณครูกลับ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าของคุณครู ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดายและเสียใจนั้น ได้ประทับอยู่ในความทรงจำของเธอตลอดไป
คุณครูเดินไปถึงประตูโดยไม่พูดอะไร โผตัวมากอดเธอหนึ่งครั้ง แล้วหมุนตัวเดินจากไป
ต้นฤดูใบไม้ผลิบนูเา ต้นไม้เริ่มผลิใบเขียวอ่อน กิ่งไม้แห้งไม่ได้มีมากเหมือนฤดูหนาวแล้ว เธอจึงค่อย ๆ เก็บกิ่งไม้แห้งอย่างระมัดระวัง สะสมไปทีละนิดให้พอที่จะเอากลับไปเป็ฟืนหุงหาอาหารที่บ้าน
เมื่อหลี่ซิงเหอก้มตัวนานเกินไป เธอจึงลุกขึ้นยืนพักสักครู่
พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่ปราศจากเมฆหมอก รวมถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในหุบเขาล้อมรอบด้วยูเาทั้งสี่ด้าน หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านเคาซาน หมู่บ้านนี้ไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่สามารถมองเห็นบ้านของเธอได้ในแวบเดียว เพราะมีเพียงบ้านของเธอเท่านั้นที่เป็กระท่อมเก่า ๆ มุงด้วยหญ้าและดิน ดูมืดทะมึนอยู่เพียงหลังเดียว
ป่าแห่งนี้อยู่ใกล้กับหมู่บ้านมาก สัตว์ป่าจึงไม่กล้าเข้ามา แต่ถ้าเดินลึกเข้าไปอีกในป่าลึก อาจมีสัตว์ร้ายที่หิวโซอยู่ก็ได้
หลังจากพักสักครู่ หลี่ซิงเหอรีบทำงานต่อ
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เธอหักกิ่งไม้แห้งแล้วเก็บขึ้นมา วางซ้อนไว้บนตะกร้าสะพายหลัง
ต้องวางให้สลับซ้อนกันเพื่อจะได้แบกฟืนกลับไปให้ได้มากที่สุด ถ้ามีฟืนเหลือใช้ทุกวัน แม่จะได้ไม่ต้องทนหนาวเหน็บอีกต่อไป
ฤดูหนาวปีนี้หนาวกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะเธอต้องออกไปทำงานทุกวัน อย่างไรเธอก็เป็ 'คนมีประโยชน์' แล้ว พ่อจึงให้เสื้อผ้าหนา ๆ กับเธอ เพื่อนำมาสวมใส่ขณะทำงาน แต่การทำงานที่ต้องใช้แรงก็ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
แต่ชะตากรรมของแม่นั้นแตกต่างออกไป เพราะการคลอดลูกติดต่อกันใน่เวลาไม่กี่ปีส่งผลเสียต่อร่างกายมาก ประกอบกับการอดอยากและขาดสารอาหารเป็เวลานาน ทำให้เธอไม่สามารถทำงานหนักได้อีกต่อไป
ผู้หญิงในชนบทที่ไม่สามารถมีลูกและทำงานหนักได้ เมื่อรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนคำพิพากษาที่บ่งบอกถึงชีวิตที่เหลืออยู่อันน่าเศร้า
"แกโง่ไปแล้วหรือไง? แม่ของแกนั่งกินนอนกินอยู่บ้านทุกวัน ยังจะมาเื่มากเื่เสื้อผ้าอีก? หนาวนิดหน่อยก็จะตายแล้วเหรอ? งั้นตายไปซะก็ดี! จะได้ไม่ต้องคอยรับใช้อีก" นี่คือคำตอบที่พ่อพูดกับเธอในวันที่หนาวที่สุดของฤดูหนาว เมื่อเธอขอซื้อนุ่นมาทำเสื้อกันหนาวให้แม่
ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่อารมณ์ไม่ดีนิดหน่อย ก็จะให้แม่อดอาหาร ในฤดูอื่น ๆ นั้นยังพอทนไหว เธอยังแอบไปหาอาหารในูเามาซ่อนไว้ให้แม่ได้ แต่ในฤดูหนาวที่แห้งแล้งเช่นนี้นั้นเป็่เวลาที่แม่ทรมานเหลือเกิน
ความหนาวเย็นในฤดูหนาวนี้ รวมกับการอดอยากเป็ครั้งคราว ทำให้สุขภาพของแม่แย่ลงเรื่อย ๆ
เมื่อเธอพักเหนื่อยพอสมควรแล้ว จึงหยุดครุ่นคิดและหวนรำลึก พลางจัดการมัดตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยฟืนเรียงเป็กองสูงอย่างคล่องแคล่ว ผูกให้แน่นด้วยเชือก แล้วหยิบจอบเล็กที่แขวนอยู่ข้าง ๆ
เดินไปพลางสำรวจพื้นดินรอบ ๆ ที่เริ่มเขียวขจี ทันใดนั้นพืชต้นหนึ่งทำให้ตาเธอเป็ประกาย ผักป่า? เธอรีบเดินเข้าไปดูด้วยความดีใจ ย่อตัวลง ใช่จริง ๆ ! ในที่สุดก็เริ่มงอกแล้ว! เธอขุดผักป่าขึ้นมา แล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อด้วยความระมัดระวัง
หลี่ซิงเหอรู้สึกดีใจมาก ผักป่าเริ่มงอกแล้ว อีกไม่กี่วันหรือครึ่งเดือน ผักกาดขาว ผูกงอิง*[1] และผักอื่น ๆ ก็จะงอกตามมา พอถึงเดือนพฤษภาคมจะยิ่งดี ตอนนั้นจะเก็บได้หลายชนิด คนในเมืองชอบผักป่าพวกนี้มาก ทุกปีในฤดูหนาว พ่อจะให้เธอขึ้นเขาทุกวัน เพื่อขุดผักป่าไปขายที่ร้านสหกรณ์กลางหมู่บ้าน ที่นั่นรับซื้อของป่าตลอดทั้งปีแล้วนำไปขายให้คนในเมือง
ทุกครั้งก่อนขายผักป่า หลี่ซิงเหอจะแอบซ่อนผักไว้ในเสื้อบ้าง เก็บไว้เพื่อให้แม่ได้กินอาหารมากขึ้นหน่อย
เธอกลัวว่าผักป่าที่หายากจะเหี่ยว เธอจึงวางจอบลง ใช้นิ้วมือขุดดินที่ยังแข็งจากน้ำค้างแข็งบริเวณโคนต้น รอยแตกแห้งที่นิ้วมือเริ่มเจ็บแปลบอีกครั้ง จนมีเืซึมออกมา
ฤดูหนาวที่ยาวนานช่างทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง ในขณะนี้สีเขียวอ่อนที่อยู่ในมือช่างให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอบประโลมใจเหลือเกิน ความทุกข์ตลอดฤดูหนาวเริ่มรวมตัวในดวงตา สะท้อนผ่านม่านตาใสแจ๋ว จนกลายเป็หยดน้ำตาขนาดเล็กไหลผ่านขนตายาวลงสู่พื้นหิมะ ดั่งดวงดาวร่วงหล่น
แต่มือที่เปียกชื้นจากรอยแผลของเธอยังคงขุดดินแข็งรอบ ๆ ผักป่าด้วยจอบไม่หยุด มีเสียง เคร้ง! แหลมสูงที่ยากจะบรรยายดังขึ้น จอบเล็กกระทบกับสิ่งที่แข็งผิดปกติ เธอก้มลงคลำหาสิ่งนั้น ไอน้ำเกาะเต็มไปทั่วทำให้เธอมองไม่เห็นสิ่งตรงหน้าชัดเจน เธอจึงรีบยกแขนเสื้อที่ปะชุนหลายชั้นขึ้นมาเช็ดน้ำตาอย่างลวก ๆ
แต่พอเช็ดน้ำตาเสร็จและก้มมองอีกครั้ง สิ่งที่เธอเพิ่งััด้วยมือกลับหายไป ตรงที่มือวางอยู่ตอนนี้มีเพียงดินธรรมดาที่ยังคงแข็งตัว
หลี่ซิงเหอชะงักงัน ลองคลำหาในหลุมดินอีกสองสามครั้ง อาจจะเป็แค่ภาพลวงตาก็ได้
เธอขุดผักรากเล็กต้นสุดท้ายขึ้นมาแล้วเก็บให้เรียบร้อย พยุงตัวลุกขึ้นช้า ๆ โดยเอามือยันที่หัวเข่า หยิบจอบขึ้นมาแล้วเดินหาต่อไป
"ต้องรีบแล้วล่ะ" เธอพึมพำพลางเร่งฝีเท้าไปด้วย อยู่บนเขานานเกินไปก็ไม่ดี ต้องรีบกลับไปทำอาหารเย็นให้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นจะโดนพ่อตีอีก
ที่จริงเธอไม่รู้ว่า เมื่อครู่นี้มือของเธอได้ัักับวัตถุสีดำแผ่นหนึ่ง ที่เป็สีดำสนิท
ถ้าหากมีใครสักคนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ข้าง ๆ ก็จะเห็นภาพเด็กสาวร่างผอมที่นั่งยอง ๆ ขุดผักป่าอยู่ แต่ภายใต้นิ้วมือของเธอกลับมีวัตถุสีดำประหลาด เืที่ซึมออกมาจากรอยแตกของนิ้วและน้ำตาที่ร่วงหล่นนั้น ถูกวัตถุชิ้นนี้ดูดซึมไปอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจาง ๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็นวาบผ่านพื้นผิวของวัตถุ แล้วในวินาทีถัดมาวัตถุประหลาดชิ้นนี้ก็หายวับไป
แต่หลี่ซิงเหอไม่รู้เื่ทั้งหมดนี้ เธอเดินไปพลางมองหาไปพลาง และได้พบผักป่าที่เติบโตแต่เนิ่น ๆ อีกสองสามหัว
นี่ยังเร็วเกินไปสำหรับฤดูกาลนี้ หลี่ซิงเหอพิงต้นไม้ข้าง ๆ พักสักครู่แล้วค่อยกลับบ้าน ไม่ไกลออกไปในหุบเขามีควันไฟจากการทำอาหารลอยขึ้นมาจากบ้านสองสามหลัง
หลี่ซิงเหอที่กำลังพักพิงต้นไม้อยู่ ขมวดคิ้วยกมือขวาขึ้นมาดูนิ้วชี้ของตัวเอง นอกจากจะสกปรกเปรอะเปื้อนดินและมีรอยแตกที่มีเืซึมออกมาแล้ว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ทำไมตอนนี้นิ้วนี้ถึงได้ร้อน ๆ แปลก ๆ กันล่ะ?
โดยเฉพาะเมื่อสายตาของเธอจ้องมองที่นิ้วนั้น ความรู้สึกร้อนผ่าวก็ยิ่งชัดเจนขึ้นอีกที
เธอยกมือขึ้นมาดูอย่างสงสัย มองใกล้ ๆ แล้วพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด ใช้นิ้วโป้งลูบเบา ๆ ที่นิ้วชี้ที่กำลังร้อนอยู่
ทันใดนั้น! ในสมองของเธอก็ปรากฏภาพพื้นที่มิติอันมืดมิด! พื้นที่นี้ดูเหมือนจริงมาก ราวกับปรากฏอยู่ตรงหน้าจริง ๆ !
"กรี๊ด!" หลี่ซิงเหอใ สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ เธอสะบัดมือโดยไม่รู้ตัว เหมือนจับแมลงน่ารังเกียจ!
ในเวลาเดียวกัน พื้นที่มิติในสมองของเธอก็หายไป!
เธอพิงลำต้นไม้ หูของเธอได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่งหลังจากที่ใกลัว
เมื่อครู่นี้? นั่นมันอะไรกัน? หรือว่าเธอจะหิวจนเห็นภาพหลอน?
[1] ผูกงอิง (蒲公英) หรือดอกแดนดิไลออน เป็สมุนไพรจีน มีสรรพคุณในการลดการอักเสบ ขับพิษ และบำรุงตับ ทั้งราก ใบ และดอกสามารถนำมาทำยา หรือปรุงเป็อาหารได้ เช่น ผัด หรือต้มน้ำดื่ม