บทที่ 26 เื่ในวังหลวง (รีไรต์)
ฉินเหล่าซื่อะโลงจากรถม้า ยกมือฟาดลงอย่างแรง
เฉินฮั่นหลินรู้สึกเจ็บที่ต้นคอ ตาพร่ามัวแล้วก็หมดสติไป
ฉินเหล่าซื่อยัดเขาเข้าไปในรถม้า แล้วบังคับรถม้าออกนอกประตูเมืองอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่พวกเขาออกมา ประตูอำเภออี้โจวก็ปิดสนิท
คนนอกเข้าไม่ได้ คนในก็ออกไม่ได้เช่นกัน กลายเป็เมืองผีดิบโดยสมบูรณ์
“ท่านแม่ เกิดอันใดขึ้นกันแน่ ทำไมถึงรีบร้อนนัก”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ “นายอำเภออี้โจวและภรรยาถูกพวกหนานหมานลอบสังหาร สถานการณ์ไม่ดีแล้ว อำเภออี้โจวต้องแตกอย่างแน่นอน”
นางชี้ไปที่ประตูเมือง “เ้าเห็นไหม ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด พวกเราก็จะต้องร่วมชะตากรรมกับอำเภออี้โจวเช่นกัน”
คนในตระกูลฉินต่างรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย โชคดีที่แม่เฒ่าฉินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็คงเดินทางพันลี้มาตายเปล่า
ทุกคนในตระกูลฉินไม่กล้าชักช้า พี่น้องผลัดกันบังคับรถม้า หนีออกจากอำเภออี้โจวด้วยความเร็ว
ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เวลามาเื่มาก ทหารม้าหนานหมานลอบสังหารนายอำเภออี้โจวแล้ว นั่นหมายความว่าการบุกเมืองคงไม่ไกลแล้ว
พวกเขาเดินทางไปได้อีกก้าวก็ยิ่งปลอดภัยขึ้น ระหว่างทางเฉินฮั่นหลินตื่นขึ้นมาแต่ไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งเหม่อลอยด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา แต่ก็ดื้อดึงไม่ยอมให้มันไหลออกมา
ต่อมา ขบวนของตระกูลฉินก็มีหลี่อันเพิ่มเข้ามาอีกคน
พวกเขาวิ่งไปได้ยี่สิบลี้ในคราวเดียวจึงค่อยผ่อนความเร็วลง
เดินทางตามถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เดินทางมาสองวันผ่านจุดพักม้าแห่งหนึ่ง
พวกเขาจึงได้รู้ว่า อำเภออี้โจวแตกแล้ว นายอำเภออี้โจวและภรรยาถูกสังหาร ชาวหนานหมาน ชนเผ่าซยงหนู อาละวาดในเมืองตามอำเภอใจ ชาวเมืองเกือบทั้งหมดถูกสังหาร
“โชคดีที่พวกเราหนีออกมาได้” เฝิงเสี่ยวฮวาเอ่ยด้วยความหวาดกลัวหลังจากรู้ข่าวพลางตบอกตัวเอง
“ที่พวกเราหนีรอดมาได้ ต้องขอบคุณนายท่านเฉิน…”
แม่เฒ่าฉินนึกถึงบุญคุณของเฉินไฮว่อัน ที่ทำให้พวกเขารอดพ้นจากอันตรายมาได้
นางไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็อย่างไรบ้าง หนีออกมาได้หรือไม่
ส่วนฉินเยาเยาคิดในใจว่า ชายแดนแตกแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ปล่อยให้เมืองชายแดนถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา
“คุณชายเฉิน อย่าร้องไห้เลย พ่อท่านและคนอื่น ๆ ต้องหนีออกมาได้แน่นอน”
แม่เฒ่าฉินเห็นเฉินฮั่นหลินกำลังเช็ดน้ำตาอยู่ข้าง ๆ จึงเข้าไปปลอบโยน
“ฮือๆ ท่านป้า บ้านของข้าไม่มีอีกแล้ว”
เฉินฮั่นหลินโผเข้าไปกอดแม่เฒ่าฉินแล้วร้องไห้โฮ
ช่างน่าสงสารเหลือเกิน
ั้แ่เด็กเขาได้รับความรักความเอ็นดูมากมาย ไม่เคยผ่านความยากลำบากหรืออุปสรรคใด ๆ จู่ ๆ ก็สูญเสียบ้านและครอบครัวไป จิตใจจึงทนไม่ไหว
“ไม่เป็ไร ๆ พวกเขาต้องปลอดภัยแน่นอน”
แม่เฒ่าฉินลูบหลังเขาเบา ๆ พลางปลอบประโลม
คนในตระกูลฉินก็ไม่สบายใจเช่นกัน โดยเฉพาะฉินเหล่าซื่อและแม่เฒ่าฉิน
ทั้งที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ชั่วพริบตาเดียวก็ต้องพรากจากกัน
“คุณชายเฉิน เ้าควรห่วงตัวเองบ้างนะ บิดาและปู่ของเ้านั้นฉลาดยิ่งนัก บางทีพวกเขาอาจออกจากเมืองไปแล้วเพียงแต่พลาดกับพวกเราเท่านั้น”
“ใช่แล้ว หมอหลี่พูดถูก บิดาของท่านและคนอื่น ๆ ต้องปลอดภัยแน่นอน”
……
วันรุ่งขึ้น หลังจากที่พวกเขากินอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ แล้ว ระหว่างเดินทางก็ได้เห็นกองทัพจำนวนมากเคลื่อนผ่านไป มุ่งหน้าไปยังอำเภออี้โจว
น่าจะเป็กองกำลังสนับสนุนที่ราชสำนักส่งไปยังอำเภออี้โจว
ฉินเยาเยามองกองทัพที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าด้วยสายตาเ็า ชายแดนแตกแล้ว ราชสำนักเพิ่งส่งคนมา นี่มันสายไปแล้วไม่ใช่หรือ
ตลอดทาง พวกเขาได้ทรายจากปากหลี่อันว่า กองทัพที่เดินทางไปสนับสนุนน่าจะเป็กองกำลังส่วนตัวขององค์ชายเจ็ด
เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้องค์ก่อนเสด็จออกล่าสัตว์ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ เหล่าองค์ชายต่าง ๆ จึงเริ่มต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์อย่างดุเดือด
แต่ไม่คาดคิดว่า...จะเป็การแย่งชิงที่ทำให้เหล่าองค์ชายอ่อนแอลง กลายเป็ว่าไทเฮาขึ้นเป็ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินควบคุมราชสำนักไว้
หลังจากที่ไทเฮาควบคุมราชสำนักแล้ว พระนางก็ฝ่าฟันคัดค้านจากทุกฝ่าย ผลักดันองค์ชายห้าที่ไม่ค่อยมีตัวตนและไม่เคยมีส่วนร่วมในการแย่งชิงราชบัลลังก์ขึ้นครองราชย์
ใน่ที่เกิดเหตุ องค์ชายเจ็ดซึ่งสนิทสนมกับองค์ชายห้า ถูกเนรเทศไปฝึกฝนในกองทัพ เพราะความผิดฐานพูดจาไม่บังควร องค์ชายเจ็ดจึงรอดพ้นจากการแย่งชิงบัลลังก์ครั้งนี้ไปได้
ต่อมา องค์ชายเจ็ดจึงแสวงหาโอกาสกอบกู้สถานการณ์ในกองทัพ
ภายหลังแคว้นตงอี้บุกแคว้นต้าหนิง องค์ชายเจ็ดนำทัพต่อต้านแคว้นตงอี้ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในการรบ และมีบารมีสูงในกองทัพ
องค์ชายห้าที่ขึ้นเป็ฮ่องเต้ทนแรงกดดันจากไทเฮาไม่ไหว จึงแต่งตั้งองค์ชายเจ็ดเป็อ๋องเทียบเท่าพระองค์
ต่อมา องค์ชายเจ็ดก็ได้นำทัพไปปราบซีเหลียงและปราบปรามเมืองขึ้น ค่อย ๆ รวบอำนาจในกองทัพไว้ในมือ กลายเป็ผู้มีอำนาจเทียบเท่ากับไทเฮาในราชสำนัก
เมื่อไม่กี่ปีก่อน ฮองเฮาได้ให้กำเนิดองค์รัชทายาท แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกไทเฮาสลับตัวรัชทายาทไป
ไทเฮาอ้างว่าฮองเฮาให้กำเนิดปีศาจร้ายเป็ภัยต่อราชสำนัก จึงบังคับให้ฮ่องเต้ปลดฮองเฮา
เพื่อปกป้องฝ่าาและพระโอรสของตน ฮองเฮาจึงะโลงมาจากกำแพงเมืองทั้ง ๆ ที่ร่างกายอ่อนแอ
ต่อมาพระสนมเจิ้งได้ให้กำเนิดโอรส ไทเฮายิ่งคิดจะกำจัดฮ่องเต้และให้หลานชายของตนขึ้นครองราชย์แทน
โชคดีที่องค์ชายเจ็ดรีบเร่งกลับมาทันเวลา นำทหารห้าพันนายบุกเข้าท้องพระโรงเพื่อคุ้มครองฮ่องเต้
แผนร้ายของไทเฮาจึงไม่สำเร็จ
“หมอหลี่ นี่เป็เื่ในวังหลวง ท่านรู้ได้อย่างไร” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความสงสัย
หลี่อันลูบเคราเบา ๆ มองไปไกล พูดด้วยน้ำเสียงคิดถึง “ข้าเคยเป็หมอหลวงมาก่อน ตอนนั้นเพื่อเอาชีวิตรอด จำต้องลาออกจากวังหลวงกลับบ้าน”
“ไทเฮาครองอำนาจ กดขี่ข่มเหงราษฎร องค์ชายเจ็ดคงถูกยายแม่มดแก่นั่นใช้กลอุบายรั้งตัวไว้แน่ มิเช่นนั้นด้วยนิสัยขององค์ชายเจ็ด พวกทหารม้าหนานหมานคงไม่มีทางบุกเข้าอำเภออี้โจวได้แน่”
พวกเขาเดินทางอย่างเร่งรีบอยู่สิบกว่าวัน ในที่สุดก็ออกจากเขตชายแดน เข้าสู่ถนนสายหลักมุ่งหน้าไปเมืองหลวง
ตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สองข้างทางแม้จะเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลือง แต่ก็ยังเห็นสีเขียวประปราย
ข้าวสาลีสองข้างทางพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว
ตลอดเส้นทางนี้ เมื่อผ่านเมืองต่าง ๆ ทุกที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ไม่มีร่องรอยความทุกข์ยากจากการที่ชายแดนถูกตีแตกเลย
แต่เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล ชาวบ้านเหล่านี คงไม่สนใจเื่บ้านเมืองหรอก
และก็คงไม่สนใจว่าใครจะเป็ฮ่องเต้
พวกเขารู้แต่เพียงว่าต้องดูแลที่นาของตนเอง ขอเพียงมีข้าวกินอิ่มท้องไปวัน ๆ ทุกวันได้กอดภรรยาและลูก ๆ นอนบนเตียงอุ่น ๆ ก็พอแล้ว
“มา เล่อเหนียง ยิ้มให้ปู่หน่อย”
หลี่อันเข้ามาใกล้ ๆ อย่างกระตือรือร้น พยายามเล่นกับฉินเยาเยา
ส่วนฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน ก็พลิกตัวหันก้นใส่เขาอย่างคล่องแคล่ว
ตลอดทางนี้ สิ่งที่หลี่อันชอบทำมากที่สุดก็คือการแกล้งฉินเยาเยา
ส่วนฉินเยาเยาก็มักจะทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วพ่นน้ำลายใส่เขา
ใน่หลายวันที่ผ่านมา ฉินเยาเยาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรของยุคนี้อย่างถ่องแท้แล้ว
นางได้แอบนำพืชผลจากพื้นที่มิติของนางมาเลี้ยงดูพวกเขาในระหว่างการเดินทาง
ตอนนี้นอกจากคนในตระกูลฉินแล้ว หลี่อันและเฉินฮั่นหลิน ทุกครั้งที่จะออกไปล่าสัตว์ หาอาหาร หรือทำอะไรก็ตาม พวกเขาต้องไปอุ้มฉินเยาเยาก่อน แล้วหอมแก้มขาวนุ่มของนางสองที เพื่อความสบายใจก่อนจะไป
ฉินเยาเยารู้สึกเหนื่อยใจกับเื่นี้มาก
นางไม่ใช่ตุ๊กตานำโชค ทำไมต้องมาลวนลามนางด้วย
หลังจากเดินทางมาสิบสองวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงอำเภอชิงเหอของเมืองหลวง ก่อนที่ฉินเยาเยาจะอายุครบหนึ่งเดือนสามวัน
เมื่อเห็นตัวอักษร ‘อำเภอชิงเหอ’ บนประตูเมือง พวกเขาต่างตื่นเต้นจนพูดไม่ออก
ความกังวลและความกลัวตลอดการเดินทางทั้งหมด ได้สลายไปเมื่อเห็นตัวอักษรเหล่านี้
แม่เฒ่าฉินสูดหายใจลึก แล้วเรียกทุกคน
“พวกเราเข้าไปกันเถอะ!”