ระหว่างที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดอยู่นั้นเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างพากันมองหน้าด้วยความสับสน
เธอกำลังพูดอะไรอยู่กันแน่?
แต่ในฐานะหัวหน้าแผนกศัลยกรรมผู้เชี่ยวชาญพอได้ยินคำพูดพวกนั้น เขาก็คิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาที่เหมือนกับโดนท้าทาย
นี่มันอะไรกัน?
"ที่ฉันไม่เห็นด้วยกับการตัดขาก็เพราะฉันมีวิธีที่ดีกว่า"
"ฉันขอใช้ห้องผ่าตัดของคุณได้ไหมคะฉันจะลงมือผ่าตัดด้วยตนเอง ฉันจะผ่าตัดสามีของฉันเองค่ะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบก็สูดลมหายใจลึกๆสายตามุ่งมั่นมองไปที่หัวหน้าแผนกศัลยกรรม
หมอเผยถึงกับอึ้งไป ส่วนพยาบาลข้างๆกลับพูดสวนขึ้นมาก่อน "คุณคิดว่าตัวเองเป็ใคร?ห้องผ่าตัดที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้าไปได้ง่ายๆ นะ!'"
"ต่อให้คุณมีความรู้ทางการแพทย์อยู่บ้างแต่ถ้าคุณเข้าไปแล้วเกิดเื่อะไรขึ้นมา คุณจะรับผิดชอบไหวเหรอ?"
"ฉันว่า พวกคุณอย่าดื้อดึงไปเลยแค่ตัดขาเท่านั้นเอง อีกไม่กี่ปีเทคโนโลยีก็จะพัฒนาไปไกลแล้ว..."
"เหวินเยี่ยน!" ผู้อำนวยการเผยะโขึ้น นางพยาบาลคนนั้นจึงเงียบปากลงอย่างไม่เต็มใจนัก
"คุณพูดถูกทั้งหมดแต่ในเมื่อคนไข้ถูกส่งมายังโรงพยาบาลของเรา ห้องผ่าตัดของเราก็ไม่สามารถ..."
"ไม่สามารถอะไรคะ?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวสวนกลับทันที "ขอแค่คุณยังอยากให้ขาของเขาอยู่ติดกับตัวทุกอย่างก็เป็ไปได้ทั้งนั้น"
"คนที่อยู่ข้างในนั้นคือสามีของฉันฉันไม่อยากให้เขาถูกตัดขาเพราะพวกเรายังมีลูกที่ต้องเลี้ยงและฉันเองก็ยังอยากจะใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต"
"แล้วทำไมฉันจะผ่าตัดเองไม่ได้?"
"หรือว่าพวกคุณไม่อยากรักษาขาของเขาเอาไว้กันแน่?"
ในกลุ่มเพื่อนร่วมงานกลุ่มมีคนหนึ่งเป็คนหมู่บ้านเดียวกันกับพวกเขา
ถึงปกติเขาจะไม่ค่อยสนใจเื่ราวในหมู่บ้านเท่าไหร่แต่ก็ได้ยินคนพูดถึงต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่น้อยตอนนี้พอเห็นท่าทางแข็งกร้าวแบบนี้ของเธอแล้ว อยู่ๆ เขาก็ชะงักไป
คนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เลยเหรอ?
"พวกเราไม่ได้หมายความแบบนั้น"หมอที่อยู่ยังคงพยายามอธิบาย แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่พูดอะไรต่อเธอจ้องหน้าหัวหน้าแผนกด้วยสายตาหนักแน่น "ฉันทำได้จริงๆถ้าเกิดอะไรขึ้น ฉันรับผิดชอบเอง"
คำพูดนั้นหนักแน่นมากหัวใจของเผยเห่อเต้นแรงเหมือนกับจะทะลุออกมา
เขาทำงานที่โรงพยาบาลนี้มาเกือบสิบปีแล้วช่วยชีวิตคนมามากมาย และเคยเห็นคนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตามาแล้วมากมาย
ตอนนี้เื่สำคัญอยู่ที่ว่าคนไข้จะสามารถรักษาขาไว้ได้หรือไม่ เขาก็ลังเลไปสักพัก
"ฉันมีวิธีเราจะต้องต่อกระดูกที่แตกของเขาก่อน แล้วค่อย..." ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นคนตรงหน้ายังคงลังเลไม่ยอมตอบตกลง เธออธิบายถึงวิธีการรักษาอย่างละเอียด
หลังจากที่เธอพูดจบสีหน้าของเผยเห่อก็ดูจะประหลาดใจเล็กน้อย ลึกๆ ในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นแต่กฎของโรงพยาบาล...
"ใครบ้างที่สามารถต่อกระดูกที่แตกละเอียดให้กลับมาเหมือนเดิมได้นี่มันต้องใช้หมอที่มีฝีมือระดับสูงเท่านั้น! คุณก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกคุณคิดว่าตัวเองทำได้จริงๆ เหรอ?"
ยังไงซะหมอที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่มีใครเชื่อเธออยู่แล้วอีกอย่างพวกเขาเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครสามารถต่อกระดูกที่แตกละเอียดให้กลับมาเหมือนเดิมได้
"ฉันว่านะสาวน้อย..." คนที่มุงดูเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีใครบางคนพูดขึ้นมา "เธอรีบตัดสินใจซะเถอะ ไม่งั้นสามีของเธอคงไม่เหลือขาแน่ๆ"
"คุณหมอเผย คุณเชื่อฉันเถอะนะคะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ดีว่าไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเธอแต่ตอนนี้ เธอต้องเข้าไปในห้องผ่าตัดเพราะมีแค่เธอเท่านั้นที่จะสามารถรักษาขาของฉินซู่เอาไว้ได้
นั่นขาข้างหนึ่งเลยนะ!
และยังเป็ความหวังของฉินซู่ต่อชีวิตในอนาคตอีก
เมื่อคืน เธอตรวจดูอาการของฉินซู่แล้วพอเธอบอกว่ายังมีโอกาสรักษาได้ ดวงตาของฉินซู่ก็เปล่งประกายออกมาอย่างเห็นได้ชัดเหมือนกลับมามีความหวังในชีวิตอีกครั้ง
"ไม่ได้!" เผยเห่อไม่สามารถทำใจยอมรับเื่นี้ได้เขาไม่มีทางให้คนแปลกหน้ามายุ่งในห้องผ่าตัดแน่นอน
"ยังมีอีกทาง" หลังจากปฏิเสธต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้ว เผยเห่อก็พูดขึ้นเบาๆ "ถ้าส่งไปโรงพยาบาลใหญ่ในเมือง บางทีอาจจะยังพอมีหวังแต่ว่าตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สามชั่วโมงเท่านั้น"
"คุณมาบอกอะไรตอนนี้?" ต่งเสี่ยวเสี่ยวแทบจะะเิอารมณ์ เธอก้าวเข้าไปคว้าแขนเผยเห่อแน่น"ทำไมไม่พูดั้แ่ตอนที่เราส่งเขามามาพูดตอนนี้คิดว่ามันจะยังมีประโยชน์รึไง?"
"ฉันบอกว่าฉันสามารถช่วยเขาได้คุณต้องให้ฉันเข้าไปในห้องผ่าตัด!" ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดพร้อมกับพยายามที่จะเข้าไปข้างในอย่างเร่งรีบเผยเห่อสั่งให้คนดึงตัวเธอเอาไว้
"มันจะไม่ทันแล้ว คุณไม่รู้หรือไง?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึก "ั้แ่เขาถูกส่งมาที่นี่ก็ผ่านไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว ถ้ายังชักช้าไปกว่านี้ เขาอาจจะ..."
สำหรับพวกเขาที่อยู่ที่นี่นี่คือการตัดสินใจระหว่างชีวิตกับขาข้างหนึ่ง
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ใช่เด็กอมมือสักหน่อยเธอ้าทั้งสองอย่าง
"หลีกไป!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวะโออกมาอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่เธอะโ เธอก็พูดถึงแนวทางการรักษาอาการาเ็นี้ไปด้วย
เผยเห่อยืนฟังอยู่เงียบๆ มาตลอดไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่นาที จู่ๆ เขาก็ก้าวไปข้างหน้า"ถ้าเข้าไปแล้วคุณต้องฟังผมตลอด ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาคุณต้องออกไปทันที"
"คุณหมอเผย!"
พยาบาลข้างๆ พยายามห้ามปรามถ้ายอมให้มีข้อยกเว้นครั้งนี้ต่อไปก็ต้องมีคนอีกมากมายที่มาสร้างปัญหาให้กับโรงพยาบาลแน่
"ช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า" เผยเห่อพูดเสียงเข้ม พยาบาลจึงพาต่งเสี่ยวเสี่ยวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง เธอก็เดินตามเข้าไปในห้องผ่าตัดไป
พอเข้าไปในห้องผ่าตัดเธอก็เห็นฉินซู่นอนอยู่บนเตียงต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้พุ่งเข้าไปร้องไห้โวยวายเหมือนผู้หญิงทั่วไปแต่กลับดูรายงานอยู่ด้านข้างอย่างใจเย็น
"นี่ใครน่ะ?"
หมอสองคนที่อยู่ด้านในกระซิบกระซาบกันไม่มีใครพูดอะไรมากกว่านั้น เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นข้างนอก
เผยเห่อก็มีสีหน้าเคร่งขรึมมองต่งเสี่ยวเสี่ยวทำงานอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยในใจของเขายังคงมีความสงสัยอยู่เล็กน้อย
ผู้หญิงที่อายุยังน้อยสามารถใจเย็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
แม้แต่แม่ของเขาที่ผ่านโลกมานานก็ยังไม่สามารถนิ่งเฉยได้เมื่อเจอเื่แบบนี้
แต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับแตกต่างออกไป!
"ถ้าหากรายงานนี้ไม่มีปัญหาอะไรตอนนี้พวกเราก็จะเริ่มทำการผ่าตัด ฉันจะเป็ผู้ทำการผ่าตัดหลักเองค่ะ"หลังจากอ่านเอกสารจบ สีหน้าของเธอเรียบเฉยแต่มือของเธอกลับสั่นเล็กน้อย เธอกำมันแน่นเพื่อไม่ให้ใครเห็นความประหม่าของเธอในตอนนี้
เพราะตอนนี้มีแค่เธอเท่านั้นที่จะสามารถช่วยฉินซู่เอาไว้ได้
ถ้าเธอเผลอแสดงอาการประหม่าออกมาแม้แต่นิดเดียวคนพวกนี้จะรีบห้ามเธอทันที เธอคือความหวังเดียวของฉินซู่ที่จะรักษาขาเอาไว้ได้
"ทำไมต้องให้เธอเป็ผู้ทำการผ่าตัดหลักหมอผ่าตัดหลักของพวกเราคือคุณหมอเผย เขาเป็หมอที่ดีที่สุดของแผนกศัลยกรรมแล้วเธอเป็ใครกัน..."
หมอผู้ช่วยข้างๆ ยังพูดไม่ทันจบเผยเห่อก็ยื่นมีดผ่าตัดไปให้ด้วยท่าทีสงบ "ระวังด้วย"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อยหยิบมีดผ่าตัดออกมาแล้วยืนอยู่ต่อหน้าฉินซู่ มือเธอค่อยๆ วางลงอย่างเบามือ
หน้าประตู
ทุกคนมองหน้ากันและเดินวนไปมาหน้าประตูห้องผ่าตัด พวกเขารู้สึกตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก
สายตาของทุกคนหันไปมองไปที่หลี่ลี่ซึ่งเป็คนหมู่บ้านเดียวกับฉินซู่"ทักษะทางการแพทย์ของต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็ยังไงบ้าง?"
หลี่ลี่ได้ยินดังนั้นก็ลังเลอยู่นานก่อนจะส่ายหน้า "ฉันไม่เคยได้ยินว่าเธอมีความรู้เื่การแพทย์มาก่อนเลย"