ภัควริณย์เปิดโทรศัพท์มือถือทันทีที่เครื่องบินลงจอดสนิทโชคดีที่แม้จะเป็่เทศกาลแต่เครื่องบินยังขึ้นลงตามเวลาที่กำหนด
Pukwarinsaid: มาถึงแล้ว
“ผมกำลังยูเทิร์นรถในสนามบิน” เขาโทรไลน์มาบอก “พี่มารอแถวประตูได้เลย”
ภัควริณย์ลากกระเป๋ามายืนใกล้ๆประตูทางออกตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปรอประตูไหนดี
“ประตู 11 ครับ” เขาโทรมาอีกครั้งหญิงสาวลากกระเป๋าในมือรีบเดินจนไม่ทันสังเกตว่ามีชายหนุ่มอีกคนมองอยู่และกำลังจะเข้ามาทักเมื่อเธอไม่หันมามองเขาจึงเดินตามเธอไปจนกระทั่งเห็นรถซีดานทะเบียนคุ้นๆคันหนึ่งจอดรอหน้าประตูหมายเลข 11 พอกระจกรถถูกลดลงเตวิชจึงเห็นใบหน้าคนขับอย่างชัดเจน
“เหมือนผมเห็นพี่เต้นะ” ศวัสเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“เป็ไปได้ อาจจะกลับต่างจังหวัดเหมือนกัน”
“พี่เคยอยู่โรง’บาลเดียวกับพี่เต้เหรอ”
“เคยทำงานที่เดียวกันก่อนย้ายมาที่นี่”
“เรียนมหา’ลัยที่เดียวกันด้วยนี่”
“อือ หมอรู้ได้ไง”
“ตอนแนะนำตัววิทยากร”
“อ้อ จริงลืม”
“มาเรียนต่อเฉพาะทางก็ยังมาเจอกันอีกบุพเพสันนิวาสชัดๆ” ศวัสเย้าทั้งที่ตอนกมลภพพูดประโยคนี้กลับถูกเขาเตะจนเกือบตกเก้าอี้
“สงสัยจะจริง” เธอเออออด้วยง่ายๆ จนคนกระเซ้าหน้าตึง
เล่นเองเจ็บเอง ไม่ต้องใช้สแตนอินเลยมึง
“ไม่เป็แฟนกันเลยล่ะ”
“เออจริง ทำไมไม่เป็แฟนกันนะ” เธอหัวเราะขำรู้จักเตวิชมาก็หลายปีทำไมเธอถึงไม่ตอบตกลงก็ไม่รู้ใจตัวเองเหมือนกันสงสัยยังไม่คลิก
“วนรถกลับไปไหม” ปลายเสียงสะบัดนิดๆหากคนฟังไม่ทันสังเกต
“กลับไปทำไมขับรถมาไกลขนาดนี้แล้ว”
“ไม่รู้สิ เผื่อพี่จะอยากกลับไป”
“เสียเวลารถติด อีกอย่างยังต้องแก้รีวิวให้หมออีกพรินต์มาหรือเปล่า”
“ถ้าไม่ต้องแก้งานให้ผมล่ะจะกลับไปไหม”
“ที่ถามนี่เพราะหมออยากจะกลับไปสนามบินเหรอ” ภัควริณย์งงหนักหรือเพราะเขารู้สึกผิดที่ไม่รับรุ่นพี่ขึ้นรถมาด้วย
ถูกประชดยังไม่รู้ตัวอีก
ผู้หญิงคนนี้ถูกฉีดยาชามารึไงนะ ทำไมความรู้สึกช้าเหลือเกิน
“พรินต์งานมาให้แล้วอยู่เบาะหลัง” ศวัสเปลี่ยนเื่ เท้าเหยียบคันเร่งขึ้นอีกนิด
หญิงสาวเอี้ยวตัวไปหยิบมาใส่ไว้ในแฟ้มแล้ววางไว้บนตักกันลืมคืนนี้ต้องตรวจใหม่แล้วส่งให้อาจารย์นลินทิพย์พรุ่งนี้เช้า
“พี่กินอะไรหรือยัง ผมหิว” ศวัสพูดขึ้นเมื่อรถเคลื่อนผ่านคลองเปรม
“แวะห้างข้างหน้าก็ได้ พี่เลี้ยง”
“รวยแล้ว?” เขาถามยิ้มๆ
“ก๊อบแก๊บเหมือนเดิมแต่มีเงินที่หมอโอนมายังไม่ได้คืนไงอีกนิดพี่จะยึดล่ะ”
“ลืมไปเลย” เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ส่งเลขบัญชีให้เธอ
“หมออยากกินอะไร” เธอถามขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าห้างสรรพสินค้าวันนี้คนค่อนข้างน้อยคงเพราะเดินทางกลับต่างจังหวัด
“พี่เลือกสิ”
ภัควริณย์ส่ายหน้าเธอเคยเห็นฤทธิ์เดชพ่อเ้าประคุณแล้วตอนทะเลาะกันเื่ร้านอาหารกับเพื่อนจึงไม่อยากขัดใจคนกำลังหิว
“ตามใจหมอ”
“ชาบูไหม ครั้งก่อนไม่ได้กิน”
“ได้สิขึ้นไปชั้น 5 มีร้านอาหารเยอะเผื่อหมอเปลี่ยนใจ”
หลังรับประทานอาหารมื้อนั้นสิ้นสุดลงศวัสก็ชวนเธอเดินดูแผนกเสื้อผ้าบุรุษในห้างก่อนกลับทั้งคู่ช่วยกันเลือกเสื้อเชิ้ตไม่นานศวัสก็เข้าไปลองในห้องลองชุดขณะที่รอเธอจึงเดินดูรอบบูธเรื่อยเปื่อยเพราะไม่เคยได้มาเลือกซื้อเสื้อผ้าในแผนกนี้สักที พอจับคอเสื้อพลิกดูราคาแล้วก็วางแทบไม่ทัน
“แพงจริง” เธอพำพึมเบาๆ
“พี่พีมานี่หน่อย”
“อะไรหมอ”ภัควริณย์ยืนอยู่หน้าห้องลองชุดงงๆ
“สีไหนดี”
“จะรู้ไหมล่ะ เลือกที่หมอชอบสิ”
“ทำตัวให้มีประโยชน์หน่อย”
“สีชมพู สวยหวานดี” ประชดซะเลย
“ไม่เอ๊า”
“แล้วก็บอกให้ช่วยเลือก”
“ช้อยส์แค่สองตัวนี้ ฟ้าหรือเทาดูแค่ที่ถืออยู่นี่สิ”
“หมอมีสีไหนเยอะกว่ากัน”
ศวัสส่ายหน้า “มีสีขาวเป็ส่วนใหญ่หรือเอาทั้งสองตัวดี”
“ตามใจ”
“จ่ายตังค์ด้วย”
เธองงไปเสี้ยววินาทีก็จำได้ว่าเขาหมายถึงใช้เงินที่เคยโอนผิดให้เธอไว้
ศวัสได้เสื้อใหม่สองตัวเท่านั้นยอดเงินก็เหลือแค่พอค่ารถเมล์กลับบ้าน
“พี่จะซื้ออะไรมั้ย”
“ขอแวะดูกระเป๋าหน่อยหมอกลับก่อนได้นะคอนโดพี่อยู่ไม่ไกลจากนี่นั่งรถไปแป๊บเดียว”
“ผมว่างตามสบายเลยทำไมจะซื้ออะไรที่เป็ความลับหรือเปล่า”
“แค่ของขวัญให้น้องๆ ถ้าหมอไม่เบื่อก็ตามมา”
“ผมเคยชอปปิ้งเป็เพื่อนแม่บ่อยๆ”
“นี่หมอคงไม่เห็นพี่เป็รุ่นเดียวกับแม่นะ”
ศวัสยิ้มยักไหล่“ใบนี้ก็สวย”
ชายหนุ่มกวาดตามองกระเป๋าคลัตช์และกระเป๋าสะพายของผู้หญิงหลากหลายแบบบนชั้น
เขาหยิบคลัตซ์ใบเล็กสีขาวขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ
“อืม สวยดี” เธอพยักหน้า“หมอเลือกของเก่งเหมือนกันนี่”
“ใช่ไหม” เขายิ้มรับคำชม“บอกแล้วผมรู้รสนิยมผู้สูงวัย โอ๊ย!”
“เว่อร์แล้วหมอยังไม่โดนเลย” หญิงสาวลดมือลง “ศวัสการแสดงจริงๆ”
“ไวน์ครับ เรียกไวน์ก็ได้”
เสียงสองเสียงสามไปอี้กกก
“เรียกหมอศวัสนั่นแหละดีแล้ว”
“ทำไมพี่เรียกชื่อจริงหมอล่ะ คนอื่นเค้าก็เรียกชื่อเล่นกันทั้งนั้น”
“ไม่อยากจำหลายสเต็ปเวลาติดต่องานจะได้รู้เลยว่าคนไหน”
ทั้งที่คำตอบเป็อย่างนั้นแต่ชายหนุ่มกลับคิดว่าเธอเลือกที่จะขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์เอาไว้แบบชัดเจนมากกว่า
“เอากระเป๋ากี่ใบ” ศวัสเลื่อนสายตามามองกระเป๋าที่วางเรียงบนชั้นอีกครั้งเขาหยิบมาพิจารณาอย่างจริงจังก่อนส่งมาให้เธอตัดสินใจ
“สามใบก็จนแล้วหมอเห็นไหมเืออกซิบๆ เลย” เธอยื่นแขนให้ดู“อย่าใจจืดใจดำกับพี่นักเลยอะไรที่เราติดค้างกันอยู่ก็หยวนๆกันไปเนาะหมอเนาะ”
“พีพีการละครยิ่งกว่าเราอีก”
“หมอไม่น่ารักเหมือนหมอกมลหรือหมอชยณัฐบ้างเลย เอ๊ะ!ตะกี้เรียกพี่ว่าอะไรนะ”
“พีพี” ฟังดูแปลกหูเพราะไม่เคยมีใครเคยเรียกเธออย่างนี้มาก่อน
“เรียกแบบนี้ได้ไหม”
“ทำไมไม่เรียกพี่” คนที่เป็พี่มาตลอดขมวดคิ้ว
“เคยบอกแล้วนี่ว่าไม่อยากมีพี่สาว”
“เกิดทีหลังก็ต้องรับสภาพ”
“ไม่เอา ไม่อยากเรียกพี่” คนเกิดทีหลังแต่ไม่ยอมรับสถานะน้อง“และขอบอกไว้อีกอย่างนะว่าไอ้สองตัวนั่นมันไม่ได้ใสซื่ออย่างที่พี่เห็นเลิกคิดว่าพวกมันน่ารักได้แล้ว”
“ต่อหน้าน่ารักก็พอแล้ว ลับหลังช่างเถอะ” หญิงสาวพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วผมล่ะน่ารักสำหรับพี่บ้างไหม”
“แหงสิ” ภัควริณย์ยิ้มตาใส “หมอก็น่ารัก”
“แล้วรักมั้ย”
มามุกนี้อีกล่ะ
“อยากให้ตอบแบบไหน” เพราะรู้ทันจึงเลือกที่จะไม่หาความหมายจากแววตาที่ชายหนุ่มส่งมาให้
“ตอบอย่างที่คิดเลย”
“พี่ก็รักหมอทุกคนแหละ”
“เลี่ยงเก่ง” คนตั้งถามส่ายหน้าไม่คาดคั้นต่อ
เหมาะมากที่จะอยู่บนคานต่อไปคนอะไรแกล้งโง่สักนิดก็ไม่มี
อุตส่าห์พาดบันไดให้ไต่ลงมาแล้วนะ แม่คุณทูนหัวยังถีบทิ้งอีก
“เดี๋ยวจ่ายตังค์แล้วกลับกันเลย” เพราะเสียงประกาศบอกอีกครึ่งชั่วโมงห้างจะปิดหญิงสาวจึงเดินตามพนักงานไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์
รอดตัวไปอีกครั้งนะนังพี!อย่าเผลอคิดอะไรเข้าข้างตัวเองเชียว
ท่องไว้นั่นเด็ก!นั่นลูกศิษย์! นั่นรุ่นน้อง!