ลำนำมารอสูร

    บทพิเศษ แต่งงาน 1

            บทพิเศษ สู่ขอ

             

            หลังซุนออกมาจากห้องโถงผู้พิทักษ์อี้ปิดประตูลงพร้อมแสดงความยินดี

            “ขอแสดงความยินดีขอรับนายน้อย”

            “อืม”ซุนพยักหน้าครั้งหนึ่งพลางกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าช่วยนำทางข้าไปห้องนอนเถอะ ข้าอยากพักผ่อนเสียหน่อย”

            “ขอรับ” ผู้พิทักษ์อี้ตอบรับพลันเร่งเดินนำทาง หารู้ไม่ซุนผู้แสร้งทำตัวเย็นชา ไม่ยี่หระต่อสิ่งใดจิตใจกำลังสั่นไหว เพราะแทบไม่รู้อะไรเลย

             

            ระหว่างเดินตามผู้พิทักษ์อี้ซุนทำท่าทางชื่นชมสภาพแวดล้อมรอบด้าน ขณะเดียวกันเขาพยายามจดจำปะติดปะต่อหลายสิ่งเพื่อทำความเข้าใจไม่ให้เผยพิรุธ เพราะเขาคิดว่ายังทำความเข้าใจทุกอย่างไม่ดีพอ

            ‘ต้องใช้เวลาที่เหลือปรับเปลี่ยนความคิดอีกสักหน่อยจะได้ไม่ทำตัวมีพิรุธ ทุกอย่างถึงจะสมบูรณ์แบบ ต่อให้ไม่อะไรต้องกลัวความปลอดภัยต้องมาเป็นที่หนึ่ง’

             

            ผ่านไปครู่ใหญ่

            หลังเดินผ่านทางเดินหลักที่ปูด้วยแผ่นกระเบื้องลายครามผู้พิทักษ์อี้พาซุนแยกเดินไปตามระเบียงทางเดินข้างสวนดอกไม้ทอดยาวตรงสู่สะพานเหนือสระบัวเขียว

            เมื่อข้ามผ่านสะพานมา ผู้พิทักษ์อี้ยังพาซุนเดินลัดเลาะไปตามทางเดินเก่าแก่อันยืดยาวจนมาถึงเรือนจีนโบราณงดงามหรูหรา ในใจซุนบังเกิดความคิดว่าเขากำลังเดินอยู่ในพระราชวังโบราณแห่งหนึ่ง เสมือนคฤหาสน์โบราณเป็นส่วนท้ายของพื้นที่ทั้งหมด

            “เรือนสารทฤดูยังเหมือนเดิมป้ายทางเข้าเรือนไม่เปลี่ยนไปจากอดีต ถือว่าไม่มีคนลืมข้า” ซุนพึมพำเสียงเบาคล้ายประหลาดใจเพื่อแสดงให้ผู้พิทักษ์อี้รับรู้ ไม่งั้นมันคงจะแปลกเกินไปสำหรับคนที่หวนกลับมาบ้านอีกครั้งในรอบหลายปี แล้วเห็นสภาพเรือนถูกดูแลให้คงสภาพไว้อย่างดีแต่ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย

            ‘ต้องระวังตัวอีก!ในเรือนคงมีคนใกล้ตัวเฟิงหยวน’ซุนแอบคิดพลางบอกกับตัวเองว่า ต้องไหลไปตามน้ำให้รอดถึงฝัง

            “เวลาผ่านไปนายน้อยเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเสียแล้วเมื่อก่อนเวลาถูกนายท่านเรียกตัวไปพบ นายน้อยชอบบ่นตลอดทางผ่านภูเขาสามลูกน่าคิดถึงเสียจริง”

            ได้ยินผู้พิทักษ์อี้กล่าวชื่นชมน้ำเสียงคล้ายกำลังขบขันตัวตนเฟิงหยวนวัยละอ่อนในวันวานซุนจึงส่ายหน้าไปตามสถานการณ์ ก่อนเดินหายลับเข้าเรือนไปโดยไม่สนใจผู้พิทักษ์อี้

            “นายน้อยยังเป็นนายน้อยเหมือนเคย..ข้าน้อยขอตัวลา” ผู้พิทักษ์อี้คำนับส่งซุนหน้าเรือนแล้วหายตัวไปราวกับอากาศธาตุ

             

            ภายในเรือนสารทฤดู

            หลังซุนเข้ามาในเรือนเขาเร่งตรงเข้าห้องนอนที่เคยเป็นของเฟิงหยวน พอเขาปิดประตูห้องเสียงทั้งหมดล้วนมลายหายไปเหลือเพียงเสียงหัวใจเขาเต้นแรงตึกตัก กว่าหัวใจจะกลับมาเต้นตามปกติได้ก็ผ่านไปสักพักเพราะเรื่องทั้งหมดทำเอาเขาตกใจแทบแย่

            เฮ้ออออออออออออออ!

            ซุนพ่นลมหายใจเฮือกใจใหญ่ปากส่งเสียงระบายอย่างอดไม่ได้ “ฟุ่วววววววว รอดแล้ว”

            แม้ว่าซุนระบายความรู้สึกกลับสู่ความสงบเขากลับรู้สึกหวาดหวั่นพอคิดถึงเรื่องอีกสามวันข้างหน้านี่ยังไม่นับรวมสมองของเขากำลังฉายภาพตั้งแต่รู้สึกตัวมาถึงตอนนี้ต่อเนื่อง

            ทั้งหมดเริ่มส่งผลให้หัวใจซุนเต้นแรงอีกครั้งครั้งนี้เต้นแรงถึงขั้นทำให้เขาต้องเดินไปนอนลงบนเตียง หลับตาลงพยายามหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเพื่อผ่อนคลาย

            ‘บ้าจริง! เหมือนพึ่งตื่นมาจากฝันร้าย มาเจอฝันร้ายเลย’ซุนคิดในใจ ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ก่อนผล็อยหลับไป ซึ่งตัวเขาไม่รู้เลยว่า เรื่องราวในวันนี้มันเหมือนสร้างภูมิต้านทานให้เขาไม่ทำให้รู้สึกแย่ในวันข้างหน้า

            .

            .

            .

            เช้าวันต่อมา

            ผู้พิทักษ์อี้ส่งเสียงเรียกซุนบอกว่านำสาวใช้สองคนกับข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมาให้เขาสำหรับใช้ชีวิตประจำวัน

            ซุนผู้ตื่นมาตั้งแต่ตอนดึกเพราะสภาพแวดล้อมไม่คุ้นชินเดินออกไปเปิดประตูและรับคนใช้สาวสองคนกับข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเข้าเรือน ก่อนทักทายผู้พิทักษ์อี้เล็กน้อยตามเดิมพลางถามประวัติสาวใช้คร่าว ๆ เนื่องจากเขารู้ว่าสาวใช้ทั้งสองต้องดูแลชีวิตประจำวันของเขาต่อจากนี้สามวัน

            เมื่อซุนสนทนากับผู้พิทักษ์อี้จบก็บอกลาพร้อมปิดประตูเขาให้สาวใช้ทั้งสองเข้าเรือนสารทฤดูสาวใช้ทั้งสองต่างแยกกันไปจัดแจงข้าวของเครื่องใช้ราวกับรู้เส้นทางทุกส่วนในเรือนสารทฤดู

            ตอนแรกซุนเห็นความคุ้นชินของสาวใช้เขาแทบไม่เชื่อสายตาแต่เขาเลือกมองผ่านและเดินเล่นรอบเรือนก่อนไปหยุดนั่งที่โต๊ะหยกริมสระใกล้ทางเข้าเรือน เพื่อประเมินพวกนาง

             

            ครึ่งชั่วโมงต่อมา

            ซุนได้กลิ่นหอมฉุยโชยมาตามลมพอหันสายตาไปด้านข้างเขาเห็นสาวใช้นำอาหารชุดหนึ่งมาให้เขามองสาวใช้วางอาหารลงบนโต๊ะหยก โค้งตัวแล้วจากไปไม่พูดไม่จาสักคำ

            ‘แปลกแฮะ’ซุนแอบคิดในใจ มือพลางหยิบจับช้อนส้อมทานอาหาร

             

            ผ่านไปราวยี่สิบนาที

            ซุนทานอาหารหมดถ้วยจานว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่คาบทันใดนั้นเองสาวใช้อีกคนเร่งตรงดิ่งมาเก็บถ้วยจาน ก่อนจากไปอย่างเร็วรี่มิหนำซ้ำทุกการกระทำยังไร้สุ้มเสียงดุจวิฬารย่องเบา

            เหตุการณ์สาวใช้นำอาหารมาตอนเช้ากลางวัน เย็น เหมือนมีตารางเวลา หลังซุนทานหมดสาวใช้อีกคนเร่งมาเก็บถ้วยจานเหตุการณ์เหล่านี้วนเวียนอยู่ตลอดวัน

            นอกจากนั้นเวลาเขาอาบน้ำ หรือเข้านอน จะมีสาวใช้รอปรนนิบัติเขาเสมอแต่ที่น่าแปลกคือไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน สาวใช้จะมาปรนนิบัติตรงตามเวลา หรือไม่ก็มาเวลาที่เขารู้สึกต้องการบางอย่างสาวใช้จะปรากฏตัวมันสร้างความแปลกใจและความระแวงให้เขาไม่น้อย

             

            เช้าวันที่สอง

            ซุนตื่นเช้ามาด้วยกลิ่นหอมของอาหารเช้าล่อลวงพอมองไปรอบห้องเขาเห็นสาวใช้คนหนึ่งยืนรอเตรียมผ้าขนหนูให้เขา เห็นแบบนี้เขารู้ทันทีว่าความเป็นส่วนตัวไม่มีอีกต่อไปแน่นอนถึงจะเริ่มปรับตัวกับการมีสาวใช้ทั้งสองวนเวียนอยู่ข้างกายได้เล็กน้อย แต่ความรู้สึกเหมือนมีวิญญาณตามติดกลับไม่สามารถทำให้คุ้นชิน

            พอซุนลุกออกจากเตียงนอนสาวใช้พลันเดินมาถอดชุดพร้อมส่งผ้าขนหนูให้ เขารับมันมาด้วยความสงบสีหน้าไร้การเปลี่ยนแปลง ก่อนจะเริ่มทำกิจวัตรยามเช้า และตามด้วยทานอาหาร

            ทุกอย่างตลอดช่วงเช้าดำเนินไปตามปกติที่ดูไม่ค่อยปกติสักเท่าไหร่

            ช่วงกลางวันช่วงเวลานี้ยังคงเป็นเหมือนช่วงเช้า แตกต่างกันแค่สาวใช้นำอาหารและน้ำมาให้ ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับเขาเหมือนตอนเช้าซึ่งช่วงเย็นยังคงเป็นเหมือนกับช่วงกลางวัน

            กระทั่งเข้าสู่ช่วงค่ำสาวใช้ไม่ได้นำอาหารมาให้เขา ถึงเขาจะเข้าห้องตัวเองเหมือนวันแรกแต่ก็ไม่ได้หลับทันที ซึ่งมันทำให้มีบางอย่างที่เขาไม่คาดฝันบังเกิดขึ้นตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าวันแรกเป็นเหมือนกับวันนี้รึเปล่า เพราะหลังจากเขาเข้ามานอนมองเพดานสักพักสาวใช้ทั้งสองพลันเข้ามาในห้องและขึ้นมานอนบนเตียงขนาบซ้ายขวา

            ‘ท่าไม่ดีแล้ว’ซุนคิดในใจ

            ไม่กี่อึดใจซุนสัมผัสถึงฝ่ามือสองข้างกำลังลูบไล้ร่างกายเขาตอนแรกยังดีฝ่ามือลูบเขาผ่านผิวผ้า ต่อมาฝ่ามือเริ่มซุกซนมุดเข้ามาในเสื้อสัมผัสผิวเขาโดยตรง

            ช่วงเวลานี้ซุนไม่กล้าหันมองซ้ายขวาทำได้แค่ปล่อยเลยตามเลย จนไปถึงเช้าวันที่สาม

            ในเช้าวันที่สามซุนทำตัวลื่นไหลไปตามน้ำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ ไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอนิจจาทุกอย่างยังคงเกิดขึ้นเหมือนวันที่สอง ตัวเขาไม่อาจหลีกเลี่ยง

            ยิ่งเป็นตอนกลางคืนยิ่งแล้วใหญ่เพราะคืนวันนี้สาวใช้ทั้งสองดูพยายามยั่วยวนซุนหนักกว่าเมื่อวาน ถึงขั้นที่ว่าเขาไหลไปตามน้ำเร็วกว่าครั้งก่อนแม้ว่าทุกอย่างดำเนินไปไม่มีเสียงพูดคุย มันก็ดำเนินไปตามขั้นตอนคล้ายกำลังฝึกฝน

            .

            .

            .

            วันต่อมา

             

            วันนี้เป็นวันสู่ขอเซี่ยอี่หลิงและเซี่ยเข่อซิน ซุนจึงถูกสาวใช้ทั้งสองปลุกช่วงรุ่งสาง เร็วกว่าหลายวันก่อนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมโดยมีสาวใช้คอยช่วยแต่งองค์ทรงเครื่อง

            เมื่อดวงตะวันเริ่มฉายแสงสาวใช้ทั้งสองได้ให้เขามองตัวเองในกระจก ภาพที่เห็นทำเอาเขาอึ้งไปครู่หนึ่ง

            ‘ไอ้นี่มันเฟิงหยวนจริงหรอ นี่มันคุณชายผู้หล่อเหลาเย็นชาจากนิยายเทพเซียนชัดๆ’

            “คุณชายหล่อเหล่ายิ่งนัก”สาวใช้กล่าวชม ดวงตานางเผยความหลงใหลเหมือนกับสาวใช้อีกนางแต่ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิด เสียงผู้พิทักษ์อี้พลันดังก้องไปทั่วเรือนสารทฤดู

            “นายน้อยขอรับข้ามารับท่านไปยังขบวนสู่ขอ อีกครึ่งชั่วโมงพวกเราจะเริ่มเดินทางสู่ตระกูลเซี่ย”

            เสียงผู้พิทักษ์อี้มาได้จังหวะซุนจึงเดินไปด้านนอกและไม่ลืมบอกสาวใช้ให้ไปเก็บกวาดข้าวของเครื่องใช้

             

             

            ด้านนอกเรือนสารทฤดู

             

            ผู้พิทักษ์อี้เห็นร่างเฟิงหยวนเดินออกมาพ้นประตูเรือนพลันกล่าวทักทาย “อรุณสวัสดิ์คุณชาย”

            ซุนหันมองผู้พิทักษ์อี้พลางพยักหน้าครั้งหนึ่งผู้พิทักษ์อี้พลันโบกมือไปทางซุน เกิดเป็นระลอกคลื่นคล้ายคลื่นลมเคลื่อนไหวฉับพลันซุนรู้สึกคล้ายมีบางอย่างห่อหุ้มร่างกายเขาเอาไว้

            “รีบไป”ซุนกล่าวเสียงเรียบไม่แสดงถึงความรู้สึกตกใจ นับเป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาล่วงรู้รู้แบบนี้เขาถึงรู้สึกหวาดกลัวในตอนแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาเพราะผู้พิทักษ์อี้ใช้ลมปราณคลุมร่างกายเขา เพื่อพาบินไปยังขบวนสู่อีกอย่างลมปราณคลุมกายมีไว้ปกป้องไม่ได้ทำร้าย ถ้าเปลี่ยนเป็นวิชาปราณสักวิชาขนหัวเขาคงลุกซู่

            “ตามประสงค์นายน้อย”ผู้พิทักษ์อี้กล่าวจบก็โบกมือพร้อมกับร่างของเขาและซุนค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือผืนดินก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหลือทิ้งไว้เพียงเงาเลือนรางที่มุ่งไปยังทิศทางหนึ่ง

            .

            .

            .

            ณ ลานกว้างในเขตตระกูลเฟิง

            ขบวนขันหมากสำหรับสู่ธิดาตระกูลเซี่ยทั้งสองเต็มไปด้วยบรรยากาศสิริมงคล ผู้คนสวมชุดมงคลเนืองแน่นเป็นระเบียบถือสิ่งของจำเป็นในพิธีขันหมากมีทั้งต้นไม้ ผลไม้ เครื่องดื่ม อาหารคาวหวาน ข้าวของเครื่องใช้ เงินทอง เพชรนิลจินดาวัตถุมงคลอยู่ในภาชนะงดงาม

            ด้านหน้าขบวนขันหมากเฟิงหยางกับหมิงจูยืนมองซุนในร่างเฟิงหยวนผู้หล่อเหลาเดินขึ้นราชรถด้านข้างมีผู้พิทักษ์อี้คอยคุ้มกันราวกับยอดองครักษ์พิทักษ์จักรพรรดิ

            เมื่อซุนเดินขึ้นไปนั่งในราชรถเขากวาดสายตามองความหรูหราด้านใน แต่ก่อนจะคิดชื่นชมในใจ เสียงเฟิงหยางพลันดังก้องไปทั่วลานกว้าง

            “เตรียมเคลื่อนขบวนขันหมากปรมาจารย์อี้จิงทั้งสิบเปิดค่ายกลมงคลคู่ กองทหารมุ่งเบิกทางชับไล่สิ่งอัปมงคล”

            สิ้นเสียงเฟิงหยาง คลื่นพลังปราณระลอกหนึ่งกระเพื่อมผ่านลานกว้างตามมาด้วยเสียงค่ายกลถูกกระตุ้นใช้งาน ปากัวแปดแผ่นลอยขึ้นเหนือฟ้าเป็นเสาหลักปลดปล่อยธวัชนับร้อยลอยล่องเรียงตัวเป็นรูปแบบลี้ลับ ก่อรูปเป็นค่ายกลปกปักขณะเคลื่อนที่

            “เคลื่อนขบวน”