ตอนที่ 49
ศึกสังหารราชา·【ปลงชีพกษัตริย์】
บัดนี้ทัพใหญ่ของเผ่าปีศาจได้มาถึงยังสถานที่แห่งนี้กันแล้ว ธงปีศาจโบกสะบัด ผืนธงพัดปลิดปลิว สี่ขุนพลปีศาจ (หมีใหญ่หมีรองต่างรู้สึกว่าหากพวกตนถูกเรียกว่าปีศาจชั้นสูง ก็ดูจะขายหน้าจนเกินไป) สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสนามรบ เหล่าผู้ฝึกตนต่างพาลูกศิษย์ในสำนักของตนเองออกไปจากสนามรบกันอย่างพร้อมเพรียง
“นี่มิใช่เพียงการชุมนุมทดสอบกระบี่แล้ว แต่กลายเป็นศึกแห่งการสังหารราชาที่จะถูกจารึกไว้ไปอีกนานแสนนาน!”
“การต่อสู้ระหว่างชนชั้นราชา คาดว่าต่อให้ผ่านไปอีกหลายร้อยปี พวกเราก็ไม่มีโอกาสได้พบเห็นอย่างเช่นครั้งนี้อีกแล้ว!”
“พวกเราคอยดูการต่อสู้จากในที่ห่างไกลเถอะ อย่าได้เข้าไปใกล้เลย”
“อย่าได้เข้าไปใกล้? ในศึกนี้หากปรากฏซึ่งผลแพ้ชนะออกมา ผู้ที่เป็นฝ่ายชนะก็จะกลายเป็นผู้ปกครองดินแดนทางตอนใต้แห่งแคว้นจู่ได้อย่างแท้จริง หากว่าไม่แสดงตนว่าเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างนั้นในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?”
“หากผู้ใดดื้อดึงจะเข้าใกล้การต่อสู้ ก็เหมือนกับการรนหาที่ตายเอง เพราะนี่เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นราชาเลยเชียวนะ!”
“รอคอยจนสถานการณ์รบใกล้จะชัดเจนค่อยเลือกข้างก็ยังทัน”
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ได้ค่อยๆปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือของเฉินหมิง : “ติ่ง แจ้งเตือนภารกิจระดับ E เข้าชิงอาณาเขตปกครองแห่งแดนใต้! รายละเอียดภารกิจ : แดนใต้ได้แตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ มาหลายร้อยปี ขุมกำลังใหญ่ในใต้หล้า ร่วมมือนานกลับต้องแยกจาก แยกจากกันนานย่อมต้องร่วมมือ บัดนี้ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะเกิดสงครามแล้ว! คำร้องขอจากภารกิจ : ทำลายล้างสำนักเซียนเหิน สำนักดาบหมึก รางวัล : ปราณรู้แจ้ง5000แต้ม ชื่อเสียง1000แต้ม!”
ค่าชื่อเสียงได้มากถึงหนึ่งพันแต้ม หากว่ายิ่งมีค่าชื่อเสียงมากก็เหมือนมีของดีติดตัวเชียวล่ะ!
อีกทั้ง นี่ยังเป็นศึกแรกนับตั้งแต่ที่ตนเองมีพลังฝีมือเทียบเท่ากับราชาปีศาจ!
เจ้าสำนักของสำนักดาบหมึกยิ้มแล้วกล่าว : “ยาหวูเต้า เจ้าคิดจริงหรือว่าพวกเราจะมีราชาอยู่เพียงสองท่านเท่านั้น ราชาปีศาจราชสีห์ได้ทราบข่าวแล้วว่าเจ้าและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำมายังที่แห่งนี้เพื่อจัดการกับพวกเรา คาดว่าในเวลานี้ หุบเขาพรางอากาศได้ยกทัพเตรียมบุกโจมตีแล้วเช่นเดียวกัน ! หากว่าเจ้าในตอนนี้ยอมคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าข้า ข้าก็ยังพอมีทางรอดให้แก่เจ้าเหลืออยู่บ้าง!”
เฉินหมิงไม่ได้กล่าวอะไรให้มากความ เขาเพียงแต่กล่าวอย่างเฉยชา : “หลิงเซียน ลงมือ! หากว่าฮวาชิงถิงและม่อหวินรอดชีวิตไปได้ ข้าผู้เป็นอาจารย์จะให้เจ้ากับศิษย์พี่หญิงได้แลกเปลี่ยนวิชากันในทุกคืนวัน เพื่อเพิ่มพูนพลังฝีมือของเจ้า!”
ใบหน้าน้อยๆ ของหลิงเซียนถึงกับซีดเผือกในพริบตา การแลกเปลี่ยนวิชากับศิษย์พี่หญิงในทุกคืนวัน นี่ก็ช่างโหดร้ายยิ่งหนัก เขาจึงเดินเข้าหาม่อหวินดั่งมังกรเดินเสือก้าว[1] : “ม่อหวิน วันนี้เจ้าจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!”
เจ้าสำนักแห่งสำนักดาบหมึกกล่าว : “ทุกคน เข้าคุ้มกันม่อหวินไว้ ส่วนทางด้านยาหวูเต้า ข้าจะอยากจะรู้นักว่าราชาปีศาจตนใหม่อย่างเจ้า แท้จริงแล้วจะมีความสามารถสักกี่ส่วน!”
บรึมมม!
เสียงอันดังสนั่นได้ดังมาจากภายนอกของสำนักเซียนเหิน ขุนเขาลูกหนึ่งได้พังทลายลงมา จนเกิดเป็นฝุ่นดินปลิวว่อน หินภูเขาพังย่อยยับ ทำให้ผู้คนไม่อาจทรงกายได้มั่น พร้อมกับเสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดที่ดังมาจากที่ห่างไกลของราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ ดั่งพยัคฆ์คำรามในป่าเขา หมื่นสัตว์ล้วนศิโรราบ : “ตาแก่ฮวาหยาง ตายไปซะ!”
บนร่างฮวาหยางที่เปล่งเป็นประกายระยิบระยับ เสมือนคล้ายกับสุริยันดวงน้อย พลังมนตร์ตราที่พวยพุ่งเข้ามาดุจคลื่นสมุทร คล้ายดั่งพายุคลั่ง : “ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำ วันนี้ข้าจะเป็นผู้กำจัดปีศาจขจัดมารเอง!”
ฮวาหยางและราชาปีศาจพยัคฆ์ดำได้เข้าปะทะกัน ในทุกกระบวนท่าล้วนแต่เกิดเป็นเสียงอัสนีคำรามกึกก้อง จนเกิดเป็นเสียงดังสนั่นอยู่ในแก้วหูของผู้คนจนรู้สึกเจ็บแสบ : “นี่ก็คือการต่อสู้ของชนชั้นราชาสินะ?”
“พลังทำลายล้างเช่นนี้ แทบจะไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ!”
“ที่นี่ไม่ปลอดภัยแล้ว พวกเรารีบไปกันเร็ว อย่างน้อยก็ถอยไปสักสิบลี้เพื่อชมดูจึงจะถือว่าปลอดภัย!”
ม่อเทียนยื่นมือออก ดาบโลหิตมายาสมุทรได้ลอยมาอยู่ใจกลางฝ่ามือของเขา เงาดาบนับร้อยสายเข้าปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ก่อนร่ายรำอย่างคลุ้มคลั่งอยู่ข้างกายของม่อเทียน!
เฉินหมิงหัวเราะออกมาแล้วกล่าว : “ขอบเขตจิตดาบยอดเยี่ยมนักหรือไง? เราล้วนแต่เป็นระดับราชา ยังมีผู้ใดที่ใช้ไม่เป็นกัน!”
จิตกระบี่เมื่อเคลื่อนไหว เงากระบี่หลายร้อยสายก็ได้พุ่งออก คล้ายดั่งเกลียวคลื่นสายหนึ่งลอยระบำปกคลุมไว้ก็มิปาน ที่กระทบกับเงากระบี่ ทุกอย่างล้วนแต่ถูกบดขยี้จนกลายเป็นฝุ่นผง!
ทุกอนุเส้นผมของเฉินหมิงและม่อเทียนล้วนแต่ปลิวว่อนอย่างบ้าคลั่ง ไม่จำแนกทิศทางตามเงาดาบและเงากระบี่ ก่อนที่เงาทั้งสองจะรวมตัวเข้าปะทะกันจนกลายเป็นเกลียวคลื่น เสียงของการเสียดสีของโลหิตแต่ละสายยังดังขึ้นไม่ขาดสาย!
การต่อสู้ระหว่างชนชั้นราชาได้เริ่มขึ้นแล้ว หลิงเซียนย่อมไม่ยอมปล่อยให้โอกาสเช่นนี้หลุดลอยไป เขาโบกมือขึ้นทันทีแล้วกล่าว : “เผ่าปีศาจทั้งหมด ตามข้ามา บุกสำนักเซียนเหิน ฆ่าให้หมดอย่าให้เหลือ!”
หลิงเซียนยังได้พาหมีใหญ่หมีรองมุ่งหน้าไล่ตามม่อหลินไปทันที : “ชายโฉดหญิงชั่ว วันนี้ข้าจะเอาชีวิตพวกเจ้า!”
ม่อเทียนก้าวเท้าออกหนึ่งก้าว เงาดาบเชี่ยวกราก พุ่งพรวดเข้าไปทางเฉินหมิง ฟันดาบลงมาจากด้านบนส่วนหัว เฉินหมิงขยับกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เข้าปะทะการโจมตีกับดาบโลหิตมายาสมุทร การประชันกันครั้งนี้ เฉินหมิงต้องถอยหลังไปสามก้าว จึงค่อยยืนหยัดเอาไว้ได้!
ม่อเทียนยิ้มแล้วกล่าว : “ก็เพียงแค่ผู้ที่พึ่งเข้าสู่ราชาปีศาจ ยังคิดที่จะเปิดศึกกับข้า ช่างรนหาที่ตายนัก!”
บัดนี้เฉินหมิงได้เข้าใจในพลังฝีมือของตัวเองแล้ว หากคิดที่จะพึ่งพาแต่เคล็ดสามภพเร้นลับที่ฝึกฝนเพียงร่างกายเข้าปะทะกับม่อเทียน ย่อมต้องเป็นรองอีกฝ่ายอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรทางด้านพลังก็ไม่แตกต่างกันมากมายนัก
ม่อเทียนวาดดาบ ดาบโลหิตมายาสมุทรทอเป็นประกายแสงสีแดงจนแสบนัยน์ตา ก่อนฟันเข้าใส่เฉินหมิงในทันที!
มุมปากของเฉินหมิงได้เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกล่าว : “เปิดใช้งาน【ปลงชีพกษัตริย์】 【จิตสังหาร】!”
บนร่างของเฉินหมิง ก็ได้ล้นทะลักไปด้วยจิตสังหาร ประกายคมกล้าสีแดงปกคลุมไปทั่วร่าง ในเวลาเดียวกัน บนรางของเขายังเอ่อล้นไปด้วยขุมพลังจนเกิดเป็นคลื่นพายุโหมกรรโชกขุมหนึ่ง นี่ก็คือ【ปลงชีพกษัตริย์】 เฉินหมิงยกกระบี่ เข้าปะทะกับดาบโลหิตมายาสมุทรของม่อเทียน ทว่าในครั้งนี้ กลับเป็นเงากระบี่ของเฉินหมิงที่ทำการฉีกกระชากเงาดาบที่อยู่ด้านบนของดาบโลหิตมายาสมุทร จนทำให้ม่อเทียนต้องถอยหลังไปถึงสามก้าว!
ม่อเทียนเผยสีหน้าแตกตื่นตกใจออกมา ภายใจกลางการโจมตีของเฉินหมิง ราวกับว่าได้มีพลังที่พิเศษเฉพาะชนิดหนึ่งอยู่ พลังนั้นคล้ายกับสามารถที่จะบดขยี้พลังทำลายแห่งราชาของตนเองได้ อีกทั้งยังทลายเงาดาบของตนเองไปอีกด้วย : “ช่างเป็นพลังที่ประหลาดนัก แต่ก็ไร้ประโยชน์ ข้าเองก็อยากที่จะเห็นนัก ว่าเจ้าจะสามารถยืนหยัดได้นานอีกสักแค่ไหน!”
เฉินหมิงบังเกิดความลิงโลดขึ้นในใจ ที่แท้【ปลงชีพกษัตริย์】ก็ยังมีผลลัพธ์เช่นนี้อยู่ด้วย!
ทั้งสองขยับศาสตราในมือ โดยที่ด้านบนเหนือสำนักเซียนเหินเป็นบริเวณที่เปิดศึก เงากระบี่และเงาดาบกระจายไปทุกสารทิศ ทำให้หน้าผาสูงของสำนักเซียนเหินต้องถล่มทลายถูกยิงจนเต็มไปด้วยพันหลุมร้อยร่อง!
เมื่อขุนพลปีศาจและผู้ฝึกตนชั้นสูงของสำนักเซียนเหินได้พบว่าเป็นเช่นนี้ จึงได้ออกห่างคอยสังเกตการณ์การต่อสู้ของชนชั้นราชาในระยะที่ห่างกว่าเดิม
ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำกวาดตามองไปที่สนามรบที่มีการต่อสู้ของเฉินหมิงและม่อเทียน ซึ่งในตอนนี้เฉินหมิงเป็นฝ่ายคุมความได้เปรียบ เขาจึงเผยเค้าความยินดีขึ้น ด้วยก่อนหน้านี้พวกเขาราชาปีศาจเคยได้รับรายงานจากสายสืบในหุบเขาพรางอากาศ ว่ายาหวูเต้านั้นยังอยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สี่ ถึงแม้สายสืบจะกล่าวมาเช่นนั้น แต่พวกเขาก็ยังยกให้เฉินหมิงเป็นหนึ่งในราชาปีศาจ แต่ส่วนลึกในใจยังคงมีความสงสัยอยู่บ้าง หากจะกล่าวถึงศึกในแคว้นวูจีก่อนหน้านี้ พวกเขาต่างก็สัมผัสได้ว่าเคล็ดวิชามนตร์ตราอภินิหารที่เฉินหมิงกระตุ้นใช้งานออกมาครั้งนั้น ถือเป็นพลังทำลายล้างในระดับราชา แต่เวลานี้ราชาปีศาจพยัคฆ์ดำแน่ใจแล้วว่า พลังฝีมือของเฉินหมิงต้องอยู่ในระดับราชาปีศาจแล้วอย่างแน่นอน อีกทั้งยังหาได้เป็นพลังฝีมือของราชาปีศาจที่พึ่งบรรลุใหม่ไม่!
เดิมทีเขายังเป็นห่วงว่าเฉินหมิงจะไม่สามารถต้านทานแรงกดดันของม่อเทียนไว้ได้ จนต้องพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว แต่ว่าบัดนี้ มีตรงไหนกันที่ยังต้องเป็นห่วงอีก : “ตาเฒ่าฮวาหยาง รับพลองข้าไปกิน!”
จากการทุบพลองเข้าใส่ มือข้างที่กุมกระบี่ของฮวาหยางก็เกิดอาการชาด้านขึ้น อือ พยัคฆ์ดำตนนี้ เหตุใดจู่ๆถึงได้เริ่มที่จะลงมือด้วยพลังทั้งหมดกัน ? “เจ้าพยัคฆ์ดำ เจ้าคิดว่ามีแค่เจ้าที่ยังไม่ทันได้ใช้พลังทั้งหมดออกมางั้นหรือ ? เพลิงสุริยันพิฆาต จงตายไปซะ !”
ม่อเทียนและเฉินหมิงยังคงเผชิญหน้ากันอยู่ เงากระบี่และเงาดาบได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณลานประลอง ในสายตาของผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีแล้ว พวกเขายังมองเห็นแต่เพียงเศษเงาเท่านั้น แทบจะไม่ทราบว่าม่อเทียนและเฉินหมิงประมือกันอยู่ในจุดใด
“การต่อสู้ระหว่างชนชั้นราชา ช่างน่ากลัวเกินไปแล้วมั่ง พวกเราแทบจะมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้เลย!”
“จะเห็นก็แต่เพียงเงากระบี่สายหนึ่ง กับเงาดาบอีกสาย คาดว่าคงเป็นเพียงแค่เงาหลังจากการเคลื่อนไหวของพวกเขากันแล้ว!”
ม่อเทียนและเฉินหมิงที่สู้กันด้วยเงากระบี่และเงาดาบ จนทำให้พื้นดินทั้งหมดแหลกลาญไป ใต้เท้าของพวกเขาได้ไร้ซึ่งพื้นที่ให้รั้งยืน พวกเขาจึงเยื้องย่างอยู่ด้านบนแม่น้ำสายใหญ่แห่งหนึ่ง โบกสะบัดศาสตราในมือเข้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม ใจกลางประกายดาบเงากระบี่ ได้ทำให้ทั่วทั้งสายน้ำสั่นสะเทือนจนก่อเกิดเป็นคลื่นยักษ์ที่ซัดสาด!
คลื่นยักษ์ได้ฟาดเข้าไปที่พวกเขาทั้งสอง พร้อมกับเงาดาบและเงากระบี่ที่ถูกฟาดฟันจนแหลกละเอียดไปในพริบตา!
.
.
.
[1] ก้าวเดินด้วยท่วงท่าที่งามสง่า