เมื่อถึงเวลาหกโมงเย็น ทั้งสองก็เดินไปตามทางจนถึงที่ทั้งของบาร์ที่ชื่อว่า 'เงาพฤกษา'
ตัวร้าน 'เงาพฤกษา' ตั้งอยู่ในตรอกที่ลึกที่สุดของเมืองเทรัส แสงจากตะเกียงเวทมนตร์สลัวๆ สะท้อนกับป้ายไม้เก่าที่ผุกร่อนจนเห็นเนื้อไม้สีซีด มีรูปสลักจางๆ ของรากไม้ที่พันกันยุ่งเหยิงดูคล้ายกับคราบสนิมเหล็ก ประตูทางเข้าทำจากไม้โอ๊กหนาหนักที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่มีคนผลักเข้าไป
เมื่อก้าวเข้าไป กลิ่นหอมจางๆ ของไม้หอมที่ผสมกับกลิ่นโลหะเย็น กลิ่นเหล้ามากมายเตะจมูกทันที แสงภายในร้านไม่ใช่แสงสีทองสว่างไสวแต่เป็แสงสีเขียวมรกตและสีฟ้าอ่อนที่เรืองออกมาจากตะไคร่น้ำเวทมนตร์ในขวดโหลแก้วหลังเคาน์เตอร์บาร์
เคาน์เตอร์บาร์ทำจากโลหะสีดำขัดเงาจนสะท้อนใบหน้าของผู้มาเยือน ที่นั่งถูกจัดวางในมุมมืดที่ให้ความรู้สึกเป็ส่วนตัว ผนังห้องไม่ได้ประดับด้วยภาพเขียนชั้นสูง แต่กลับมีท่อโลหะขนาดเล็กที่เดินวงจรอย่างซับซ้อนดูคล้ายรากพฤกษาที่แทรกซึมอยู่ในโครงสร้างเหล็ก เสียงเพลงที่เปิดในร้านเป็ท่วงทำนองที่ฟังดูไร้ที่มา มีเสียงสังเคราะห์คล้ายเครื่องจักรประสานกับเสียงขลุ่ยไม้ เป็ท่วงทำนองที่ปลอบประโลมิญญาที่เหนื่อยล้าได้เป็อย่างดี
“ดูดีใช้ได้เลยนะเนี่ย” อูซินมองการตกแต่งของบาร์ด้วยความชอบใจ
“แบบนี้เนี่ยนะดูดี.. เหมือนจะไม่มีลูกค้าเลย?” เรย์มองบรรยากาศรอบๆ มันเป็บาร์ในแบบที่เขาไม่คิดจะมาอย่างแน่นอน
“จะคิดแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอกนะครับ แต่ว่าบาร์ขนาดเล็กที่ผู้คนไม่เยอะ กลับทำให้เวลาคนเมาแล้ว กล้าพูดในหลายๆ เื่ออกมา ภายในร้านของผมมีข้อมูลมากมายที่ได้มาจากทั้งอัศวินหรือจอมเวทที่แวะมาบ่อยๆ นะครับ” มาร์ตินเดินออกมาจากเคาน์เตอร์บาร์
“รับ ค็อกเทล ชนิดไหนดีครับ” มาร์ตินกล่าว
“ไหนว่าจะมาประชุม” เรย์ถามอูซินเสียงเบา
“เอาแบบที่บาร์เทนเดอร์แนะนำก็แล้วกัน” อูซินไปนั่งที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ทันที
“งั้นผมขอแนะนำ ค็อกเทลที่ชื่อว่า The Emerald Pulse (ชีพจรมรกต) ” นี่ไม่ใช่เครื่องดื่มสำหรับแขกทั่วไป แต่เป็เครื่องดื่มที่มาร์ตินจะชงให้เฉพาะผู้ที่มีรอยสักของอันเดอร์รูฟเท่านั้น มาร์ตินผสมส่วนทุกอย่างเข้าไปภายในเช็คเกอร์และเขย่ามันอย่างรวดเร็วและรุนแรง เมื่อเขาเทลงไปยังแก้วทั้งสองใบของสองชายหนุ่ม กลิ่นหอมหวานก็ลอยก็เตะจมูกทันที
“น่ากินดี” อูซินนำค็อกเทลขึ้นมาดมแล้วก็ดื่มลงไป “ดื่มลงไปสิ” อูซินบอกหลังจากเห็นว่าเรย์ไม่ยอมดื่มลงไปสักที
“ดะ..ได้” เรย์ดื่มลงไปแบบงงๆ
ทันทีที่ทั้งสองดื่มลงไป สัญลักษณ์อันเดอร์ของทั้งสองก็กะพริบในทั้งจังหวะที่เร็วขึ้น
“ทีนี้ก็ลองหลับตาแล้วนึกถึงรสชาติที่ได้ครับ” มาร์ตินแนะนำ
ทั้งสองลองทำตามทำบอก หลับตาลงปล่อยสมาธิไปกับรสชาติ ความมืดที่ควรเกิดจากการหลับตา กลับสีแสงที่แปลกไปกระทบกับเปลือกตาของทั้งสอง เมื่อทั้งสองลืมตาขึ้นมาก็พบว่า ทั้งสองได้มานั่งอยู่ภายในห้องที่มีคนกว่าสิบคนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ได้ยังไงกัน? ก็เมื่อกี้เราอยู่ที่บาร์” เรย์มองไปรอบๆ
“ตอนนี้ตัวของเราก็ยังอยู่ที่บาร์ ที่มายังห้องประชุมมีเพียงจิตเท่านั้น ค็อกเทลที่ได้ดื่มเป็เพียงกุญแจที่จะทำงานควบคู่กับรอยสัก เพื่อเข้าห้องประชุมลับของอันเดอร์รูฟ” อูซินพูด
“อ๋อ เป็วิธีการประชุมลับของกลุ่มสินะ” เรย์มองรอบๆอย่างทึ่งๆ หากใช้การรวมตัวแบบนี้ก็แทบจะทางถูกคนนอกจับได้เลย
ในจังหวะนั้นเอง เก้าอี้ในห้องที่ว่างก็มีร่างของมาร์ตินปรากฏขึ้นมาตามหลังอูซินและเรย์เพียงไม่กี่วินาที
“มากันหมดแล้วสินะครับ.. งั้นขอแนะนำอันเดอร์รูฟที่อยู่ภายในเมืองเทรัสให้ ทั้งสองรู้จัก” มาร์ตินเริ่มแนะนำแต่ละคน
“เวสเพอร่า เป็ช่างจัดผม” เวสเพอร่า ช่างตัดผมหญิงสาวรูปร่างเพรียวบาง ผมสั้นทรงบ๊อบเทสีม่วงเข้ม มีกรรไกรเงินเล่มยาวเหน็บไว้ที่สายรัดต้นขา สวมแว่นตาเลนส์เดียวที่ดูเหมือนเครื่องประดับ แต่จริงๆ คือเลนส์วิเคราะห์พลังเวทและเส้นประสาท รอยสักของเธออยู่ที่หลังใบหู ซ่อนไว้ใต้ปอยผม
“ฮิลด้า ช่างตีเหล็ก” ฮิลด้า หญิงแกร่งที่มีกล้ามเนื้อชัดเจน ผิวสีน้ำผึ้งที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็จางๆ จากประกายไฟ ผมสีแดงเพลิงถูกมัดเป็มวยลวกๆ สวมผ้ากันเปื้อนหนังหนาเตอะที่เต็มไปด้วยช่องเก็บอุปกรณ์ประหลาดๆ เธอมีค้อนขนาดใหญ่ที่ดูหนักอึ้งแต่ถือด้วยมือเดียวได้อย่างสบาย รอยสักพฤกษาชีวิตของเธออยู่ที่แผ่นหลังกว้าง
“เบลินด้า พ่อค้าน้ำยาเวท” เบลินด้า หญิงวัยรุ่นที่มีผ้าพันคอผืนใหญ่สีเขียวขี้ม้า บนตัวมีขวดแก้วใบเล็กๆ บรรจุของเหลวหลากสีห้อยระย้าอยู่ตามเข็มขัด ปลายนิ้วของเธอมักจะมีคราบน้ำยาสีแปลกๆ ติดอยู่ และมีกระเป๋ามิติที่ดูเหมือนจะหยิบอะไรออกมาก็ได้ไม่สิ้นสุด รอยสักของเธออยู่ที่ข้อเท้าด้านขวา
“เอโลเวน มีอาชีพเป็หมอครับผม” เอโลเวน ชายหนุ่มหน้าตาใจดี ดูอบอุ่น ผมสีบลอนด์ยาวประบ่า สวมเสื้อคลุมยาวสีครีมที่ดูสะอาดสะอ้าน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรและน้ำยาฆ่าเชื้อจากโลกวิทยาการติดตัว มือของเขามักจะสวมถุงมือไหมเวทมนตร์บางๆ ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของพลังชีวิต รอยสักอยู่ที่อกซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ
“ฟรอสต์ ไซโร ข้าเป็นักผจญภัยของกิลด์สิงโตแดง กิลด์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเมืองเทรัส” ฟรอสต์ ชายหนุ่มหน้าต่อหล่อเหล่าที่มีบุคลิกดิบเถื่อนนิดๆ สวมชุดเกราะสีเงินที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก มีผ้าคลุมสีเทาที่ช่วยพรางตัว พกหอกสั้นที่ทำจากโลหะผสมพิเศษ รอยสักอยู่ที่หน้าแขนขวา
“ธาเลีย ดูรัน บรรณารักษ์ประจำหอสมุดเมืองเทรัสค่ะ” ธาเลีย หญิงสาวท่าทางเรียบร้อย ใส่แว่นสายตากรอบกลม สวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินเข้ม มักจะกอดหนังสือเล่มหนาไว้แนบอก ท่าทางดูอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม แต่จริงๆ เธอมีพลังจิตในการจดจำและประมวลผลข้อมูลมหาศาล รอยสักของเธออยู่ที่ข้อมือ ดูคล้ายกับเครื่องประดับถักร้อย
“ลูเชียน มาร์ ผมเป็นักข่าวครับ ส่วนมากจะทำหน้าที่เป็คนหาข่าวสารให้กับกลุ่มของพวกเรา” ชายหนุ่มท่าทางคล่องแคล่ว สวมหมวกทรงเบเร่ต์และมีกระเป๋าสะพายข้างที่เต็มไปด้วยสมุดจดและปากกาขนนก มีดวงตาที่ว่องไวและหูที่ไวต่อข่าวสาร เขามี "แมลงปอ" ตัวเล็กๆ เกาะอยู่ที่ไหล่ รอยสักของเขาอยู่ที่สะบักหลัง
และ คนสุดท้ายที่อยู่หัวโต๊ะ ชายคนนี้เป็ชายเพียงคนเดียวที่ทำให้อูซินรู้สึกได้เลยว่ามีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา ผิดกับรูปลักษณ์ที่เป็ชายชราตัวเล็ก
“คนสุดท้าย ดร. อาร์คัส ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี” เขาเป็ชายวัยชราที่มีส่วนสูงเพียงระดับอกของคนทั่วไป ร่างกายดูบอบบางภายใต้เสื้อคลุมผ้าเนื้อหยาบสีน้ำตาลเข้มที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนและคราบหมึก เส้นผมสีขาวขุ่นของเขายุ่งเหยิง และ มักจะมีแว่นสายตาเลนส์หนาเตอะวางอยู่บนสันจมูก ข้างการมีไม้เท้าขนาดเล็กที่เอาไว้ช่วยในการเดิน
“แฝงตัวให้ทุกกลุ่มอาชีพเลยนะ… ขอแนะนำตัวเลยแล้วกัน ข้า อูซิน ส่วนคนนี้ เรย์ เป็สมาชิกใหม่” อูซินกล่าว
เมื่อเขาไล่มองแต่ละคน ส่วนมากจะเป็คนที่มีพลังเวทระดับเจ็ดหรือแปด ผิดกับ ดร.อาร์คัส ที่มีระดับพลังเวทสูงถึงระดับเก้าขั้นสูง เป็ระดับเดียวกับเ้าเมืองแห่งเมืองเทรัสเลยทีเดียว
แม้จะไม่แสดงออกหรือพูดอะไรออกมา แต่ดูจากสีหน้าของแต่ละคนนั้น มีอาการไม่ใส่ใจที่แสดงออกมาให้เห็นอยู่บ้าง ยกเดียวเพียงคนเดียวที่ดูสนใจตัวของอูซินเป็พิเศษนั้นก็คือ ดร.อาร์คัส
“ยินดีที่ได้พบ… มาร์ตินได้แจ้งเข้ามาแล้ว ว่าคนระดับสูงของอันเดอร์รูฟจากโลกแห่งมนตราจะมา แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็ผู้เกิดใหม่” ดร.อาร์คัสจ้องมองไปยังอูซินที่มีระดับพลังน้อยที่สุดจนหลายๆคนมองข้ามไป
สิ้นเสียงของดร.อาร์คัส แต่ละคนก็มีสีหน้าแปลกขึ้นมาและหันไปมองสำรวจอูซินทันที เพราะว่าภายในโลกทั้งสาม เมื่อฝึกสายพลังจนถึงระดับที่เจ็ดได้ มันคือขั้นของการเป็ยอดมนุษย์ พลังเวทระดับเจ็ดถึงมีชื่อเรียกชนชั้นเช่น จอมยุทธ์ หรือ จ้าวมนตรา แต่ก็จะติดอยู่ที่ระดับขอขวดแห่งเปลี่ยนแปลงร่างกาย จำเป็จะต้องฝึกระดับขั้นของกาย จิต และ ิญญาให้ถึงระดับที่สมดุลเพื่อเลื่อนเป็ระดับแปดที่มีชื่อชนชั้นว่า ราชัน เป็ระดับขั้นที่อายุขัยจะเพิ่มขึ้นและยังสามารถคงสภาพดวงิญญาเอาไว้ได้ ถึงร่างกายจะตายลงไปแล้ว ผู้ที่จะสามารถเกิดใหม่จากดวงิญญาเดิมได้ จึงมีเพียง ชนชั้นราชัน (พลังระดับแปด) ชนชั้นจักรพรรดิ (พลังระดับเก้า) ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ (พลังระดับสิบ) เท่านั้น
สิ่งที่ดร.อาร์คัสพูดออกมาจึงเป็การบอกว่าดวงิญญาก่อนเปลี่ยนร่าง ต้องแข็งแกร่งถึงระดับชนชั้นราชันขึ้นไป
“เื่จริงงั้นเหรอ?.. มิน่า ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ทั้งๆ ที่มีพลังเวทระดับสามขั้นต้น” เรย์พูดเสียงเบา แต่อูซินที่ได้ยินก็ทำเพียงหันมายกยิ้มให้
“โหห.. ช่างเป็สายตาที่ยอดเยี่ยม” อูซินมองไปยังดวงตาของดร.อาร์คัส หากเป็คนปกติย่อมมองเป็ว่าดวงตาของเขาเป็ดวงตาปกติทั่วไป แต่หากเป็สมาชิกอันเดอร์รูฟจะเห็นได้ว่า รอยสักของเขาจะอยู่ที่ดวงตา
“ก็สายตาของนักโบราณคดีละนะ” ดร.อาร์คัสบอก
อูซินยกยิ้ม การพูดของดร.อาร์คัส ช่วยทำให้เขาไม่จำเป็ต้องเสียเวลาอธิบายหรือพิสูจน์ตัวเองกว่าแข็งแกร่งหรือไม่ หากเป็'ผู้เกิดใหม่' ย่อมแสดงว่าเคยแข็งแกร่งถึงระดับชนชั้นราชันเป็อย่างน้อย
“ในเมื่อมีคนที่มองออกแล้ว งั้นสิ่งที่ข้าจะเหล้าก็คงง่ายขึ้น ข้าขอแนะนำตัวอีกรอบก็แล้วกันนะ ข้า อูซิน ชายที่มีจากโลกลมปราณในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า”
เมื่อได้ยินสิ่งที่อูซินพูดดวงตาของหลายคนเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เชื่อ แม้แต่ดร.อาร์คัสผู้เป็นักโบราณคดีที่รอบรู้ยังแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมา
“เดินทางข้ามเวลางั้นเหรอ.. สิ่งเดียวที่มีพลังมากพอจะแทรกแซงกาลเวลาได้ มีเพียงหัวใจแห่งกาลเวลาเท่านั้น อย่าบอกนะว่าเ้าได้หัวใจแห่งกาลเวลา” เอโลเวน แพทย์หนุ่มพูดออกมาอย่างไม่เชื่อ
หัวใจแห่งเทพรังสรรค์ทั้งหกดวง คือ สิ่งของทั้งหกที่มีพลังแห่งชนชั้นเทวะรังสรรค์ เพียงสิ่งของที่มีเพียงหกชิ้นและสามารถแหลกกฎของโลกได้ และ เป็เพียงสิ่งเดียวที่สามารถใช้ในการเปิดประตูมิติระหว่างโลกทั้งสามได้ อย่างต้นตระกูลอันเดอร์รูฟในปัจจุบันมีหลายคนที่ใช้หัวใจแห่งชีวิตในการข้ามมิติมายังโลกมนตรา
แต่หัวใจแห่งกาลเวลา แม้จะรู้ว่าต้องอยู่ภายในโลกมนตรา แต่พวกเขากลับไม่เคยได้รับเบาะแสเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“เป็เื่ที่ยากจะเชื่อจริงๆ” มาร์ตินเองก็ไม่เชื่อเช่นเดียวกัน
“ช่วยเหล่าเื่ราวให้หน่อยได้หรือไม่ ว่าทำไมถึงได้ย้อนเวลากลับมา หรือ มาได้ยังไง” ดร.อาร์คัสถาม
“นี่ ดอกเตอร์ คุณเชื่องั้นเหรอ?” ฟรอสต์ ชายหนุ่มหนุ่มนักผจญภัยถามออกมาเขาเองก็ไม่เชื่อเช่นเดียวกัน
“ข้าเองก็ไม่ค่อยอยากเชื่อ แต่อย่าลืมว่ารอยสักอันเดอร์รูฟของเขาเป็ระดับห้าคริสตัล มันเป็ระดับเดียวกับเหล่าชนชั้นเทวะ และ มีเพียงการได้รับการยอมรับจากหัวใจแห่งชีวิตเท่านั้นถึงจะสามารถมีได้” คำพูดของดร.อาร์คัสราวกับเตือนสติหลายๆ คนในห้อง
เพราะจำนวนของคริสตัลที่ส่องแสงเป็จังหวะตามหัวใจ คือ การแสดงลำดับฐานะภายในอันเดอร์รูฟ หนึ่งคริสตัลคือสมาชิกใหม่อย่างเรย์
สองคริสตัลส่องแสง คือ สมาชิกระดับทั่วไป สามคริสตัลส่องแสง สมาชิกระดับหัวหน้า สามารถสั่งการระดับหนึ่งและสองได้
สี่คริสตัลส่องแสง สมาชิกระดับผู้นำ สามารถสั่งการและเคลื่อนกองกำลัง รวมถึงวางแผนการต่างๆ ในสถานการณ์ได้ และ ดร.อาร์คัสก็เป็ถึงระดับสี่คริสตัล
ส่วน ระดับห้าคริสตัลส่องแสง ถือระดับที่ได้รับการยอมรับจากหัวใจแห่งชีวิต โดยปกติแล้วระดับนี้จะเป็ระดับของชนชั้นเทวะหรือเหล่าเทพแห่งอันเดอร์รูฟ แต่อูซินที่มีระดับพลังเพียงสามขั้นต้น กลับสามารถมีถึงห้าคริสตัลส่องแดงได้
“ข้าย่อมเล่าให้ฟังได้ แต่ก่อนอื่นข้าอย่างแนะนะผู้ช่วยของข้า เมาเมา” อูซินใช้พลังเวทของตนเอง ผนึกไปยังร่างกายของเมาเมา เพื่อสร้างสิ่งที่คล้ายกับภาพมายา ให้คนที่ไม่มีพลังิญญาของเห็นและได้ยินคำพูดของเมาเมา
“แมวสองหาง สัตว์ิญญาหายาก!” ฟรอสต์ เผลอพูดออกมาอย่างตื่นตะลึง และ ไม่ใช่เพียงเขาคนเดียวที่ใ แต่คนอื่นก็ใเช่นเดียวกัน สัตว์ิญญาเดิมที่ก็เป็สิ่งที่หายากอยู่แล้ว แต่แมวสองหางเป็สัตว์ิญญาพิเศษที่หายากยิ่งกว่า
“ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าเมาเมา เป็ผู้ช่วยของนายน้อย อูซิน” เมาเมาแนะนำตัว และ เริ่มพูดต่อว่า
“ในเมื่อแนะนำตัวแล้ว… ข้าจะเหล่าคร่าวๆ แล้วกัน ในอนาคตหลังจากนี้ประมาณห้าสิบปี 'รัฐบาลโลก'แห่งโลกวิทยาการจะสามารถเข้ายึดครองโลกมนตราได้สำเร็จ แดนศักดิ์สิทธิ์เดิมถูกทำลายลงไปเกือบทั้งหมด ผนึกที่คอยผนึกส่วนิญญาของ ‘การกลืนกิน’ ถูกปลดผนึก ทำให้ส่วนของ 'จิต' และ 'ิญญา' ของมันได้กลับมารวบตัวอีกครั้ง และ ทำให้ในอีกร้อยปีข้างหน้าโลกลมปราณต้องยืนหยัดต่อต้านรัฐบาลโลกอย่างโดดเดี่ยว ต้องต่อสู้กับการรุกรานของโลกมนตราและโลกวิทยาการพร้อมๆ กัน พ่อของข้า 'อูหลินเฟิง' ประมุขแห่งสมาพันธ์พิภพปราณ ที่ในตอนนั้นได้หัวใจแห่งวัฏสงสาร และ ท่านอาของน้า ร่างอวตารแห่งเทพรังสรรค์สรรพธาตุ จงิ่ ตัดสินใจใช้พลังแห่งวัฏสงสารและสรรพธาตุ รวมพลังกันและส่งดวงิญญาของข้าเข้าสู่ วังวนแห่งวัฏสงสาร กลับมาเกิดใหม่ใน่เวลาของ อดีต เพื่อสร้างเส้นเวลาใหม่” อูซินเหล่าเื่ราวคร่าวๆ
“สร้างเส้นเวลาใหม่ คือยังไง” เรย์เผลอถามออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“เพราะถึงข้าจะมายังอดีต แต่ว่าเส้นเวลาของโลกที่ข้าจากมา เวลาก็ยังดำเนิดต่อไป ในตอนนี้พวกเขาก็ยังต่อสู้กับการรุกรานจากต่างโลก ที่ข้าต้องทำก็คือ การค้นหา หัวใจแห่งกาลเวลา และ ใช้พลังของมันเพื่อหลอมรวมทำให้เส้นเวลาที่แตกออกเป็หลายเส้น กลับมาเป็เพียงเส้นเวลาเดียว ลบเส้นเวลาอื่นออกไปให้หมด” อูซินกล่าว
“แต่การจะทำแบบนั้นได้ ก็จำเป็ต้องได้รับการยอมรับจากหัวใจแห่งกาลเวลา คิดว่าตัวของเ้าจะทำได้งั้นเหรอ” ดร.อาร์คัสถาม
“ไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้ ดวงิญญาของข้า ใช้หัวแห่งใจวัฏสงสาร หัวใจแห่งสรรพธาตุ ส่งมาจากอนาคต ร่างกายที่ใช้ตอนนี้ คือร่างกายที่ 'หัวใจแห่งชีวิต' สร้างขึ้น… ทำให้ตอนนี้ร่างกายของข้ามีกลิ่นอายการยอมรับของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์สามดวง หากว่าใครที่จะมีสิทธิ์ในการใช้พลังของหัวใจแห่งเทพรังสรรค์เพื่อหยุด ‘กลืนกิน’ ข้าน่าจะมีสิทธิ์มากที่สุด” อูซินกล่าวอย่างหนักแน่น
“ว่าไงนะ!! ใช้หัวใจแห่งชีวิตสร้างร่างกายขึ้นมา” มาร์ตินพูดออกมาอย่างใ
“การใช้ 'หัวใจแห่งสรรพธาตุ' ประสานพลังกับ 'หัวใจแห่งวัฏสงสาร' ส่งิญญาของข้ามายังโลกปัจจุบัน ทำให้ข้ามีเพียงจิติญญา และ ภายในโลกวิทยาการก็ไม่มีร่างกายใดเลยที่สามารถรองรับจิติญญาของข้าได้ หัวใจแห่งวัฏสงสารจึงส่งดวงจิติญญาของข้า ตรงไปยังหัวใจแห่งชีวิต เพื่อใช้พลังของหัวใจแห่งชีวิตสร้างร่างเนื้อให้กับข้า ทันทีที่ หัวใจแห่งชีวิต สร้างร่างกายให้กับข้า เขาก็มอบรอยสักระดับห้าคริสตัลให้ข้าทันที” อูซินยกรอยสักขึ้นมาโชว์
“ผู้ได้รับการช่วยเหลือจากหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ถึงสามดวงงั้นเหรอ” ดร.อาร์คัสมองรอยสักรอยสักอย่างไม่อยากเชื่อ หัวใจแห่งสรรพธาตุ หัวใจแห่งวัฏสงสาร หัวใจแห่งชีวิต ต่างพร้อมใช้พลังเพื่อช่วยเหลือคนเพียงคนเดียว เช่นนั้นก็มีความเป็ไปได้ว่าอีกฝ่ายอาจจะสามารถได้รับการยอมรับจากหัวใจแห่งกาลเวลาก็ได้
“หากเป็เื่จริง หมายความว่าท่านรู้อนาคตที่จะเกิดขึ้นที่โลกมนตรานี้งั้นเหรอ” ดร.อาร์คัสถาม
“ไม่จำเป็ต้องมาเรียกว่าท่านก็ได้ ถึงจะเป็ถึงระดับห้าคริสตัลแต่ก็ไม่ได้คิดจะมาเป็หัวหน้าของพวกเ้าทั้งหมด... ส่วนที่ถามว่ารู้อนาคตหรือไม่ก็ต้องบอกเลยว่า รู้แต่ไม่ทั้งหมด เพราะก่อนที่จะมายังอดีต ข้าจำเป็ต้องฝึกจนบรรลุชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงให้เร็วที่สุด ดวงิญญาถึงจะแข็งแกร่งพอต่อการข้ามเวลา ทำให้ข้าไม่อาจศึกษาเื่ของโลกมนตรา และ เื่ราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของโลกมนตรา” อูซินบอก
เมาเมาพูดต่ออูซิน
“แต่ว่า นายท่านของข้า เทพราชันไร้ธาตุ อูหลินเฟิง ได้บังเอิญพบกับชนชั้นราชันเทวะที่มาจากโลกมนตรา และ ยังรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนที่โลกมนตราจะโดนยึดครอง นายท่านได้คัดลอกเหตุการณ์ และ เื่ราวๆ ต่างที่รับรู้มา ใส่ไว้ในความทรงจำของข้า และ ผนึกดวงิญญาของข้าเข้ากับนายน้อย เพื่อให้ข้าเดินทางมายังอดีตพร้อมกัน ตัวข้าจึงเปรียบเสมือนห้องสมุดเครื่องที่ของนายน้อย” เมาเมายืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“แต่ท่านพ่อเองก็ได้บอกเอาไว้ ว่าทันทีที่ข้าข้ามเวลามายังอดีต ความเป็จริงจะเริ่มแตกเป็อีกเส้นเวลา ยิ่งข้าเคลื่อนไหวและลงมือกระทำบางอย่าง เหตุการณ์มันจะเริ่มแตกต่างไปจากที่เมาเมารู้” อูซินพูดเสริม
“มันก็สมควรจะเป็เช่นนั้น.. เหมือนเราสามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ใดได้ อนาคตย่อมไปเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจคาดเดา อาจจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลงก็เป็ไปได้ทั้งหมด แต่ในตอนนี้เรายังสามารถใช้เหตุการณ์ที่เมาเมารู้มาเป็แนวทางเพื่อวางแผนตอบโต้ศัตรูได้” ดร.อาร์คัสบอก
“พูดคล้ายๆ กับพ่อของข้าเลย ว่าเราสามารถใช้เหตุการณ์ที่ควรจะเกิดเป็แนวทางได้” อูซินพูด
“แล้วเื่ราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้คืออะไร” ดร.อาร์คัสหันไปถามเมาเมา พูดมีความทรงจำถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิด
“เื่ราวหลังจากนี้คือ เมืองเทรัสโดนโจมตีอย่างหนัก แม้ไม่ถึงทำเมืองล่มสลาย แต่คนภายในเมืองกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์จะตาย เป็เหตุให้ราชวงศ์และภาคีอัศวินพิทักษ์สูญเสียความน่าเชื่อถือจากประชาชน เป็จุดเริ่มต้นที่จะนำไปสูญการล่มสลายอย่างต่อเนื่องของอำนาจแห่งราชวงศ์”
ทุกคนต่างตั้งใจฟังโดยไม่มีการคัดการอธิบายของเมาเมา
“จากข้อมูลที่ได้รับมา ผู้ที่มีส่วนในการโจมตีเมืองเทรัส คือ ภาคีไตรเนตร ศาสนจักรแห่งแสง และ ตระกูลเมเยอร์ โดยมีผู้นำการโจมตีก็คือ ตระกูลมอร์ทิเฟอร์ ผู้ใช้เนตรต้องสาป แต่ว่าก็ดูเหมือนว่าจะมีคนของตระกูลดอมินุส ผู้ใช้เนตรอเวจี ด้วยเช่นเดียวกัน”
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อของ ศาสนจักรแห่งแสง และ ตระกูลเมเยอร์กลับไม่มีคนภายในห้องที่ทำสีหน้าแปลกใจออกมาเลยแม้แต่คนเดียว
“ดูเหมือนจะไม่แปลกใจกันเลยนะ ที่หนึ่งในห้าเสาหลักของแดนมนุษย์ คิดจะโค่นล้มแดนศักดิ์สิทธิ์” อูซินพูด
“เพราะว่าพวกเราอันเดอร์รูฟ บางคนก็มาจากโลกวิทยาการ หรือ ไม่ก็เป็ลูกหลานของคนที่มาจากโลกวิทยาการ อีกทั้งรอยสักยังเป็ตราสัญลักษณ์ที่มีเศษเสี้ยวพลังของ หัวใจแห่งชีวิต รอยสักอันเดอร์รูฟจึงมีพลังแฝงมากมาย พวกเราถึงสามารถตรวจสอบกระแสพลังจากการข้ามมิติด้วยหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ดวงอื่นได้บ้างเป็บางครั้ง และ หลายๆ ครั้งการข้ามมิติที่ไม่ใช่ของอันเดอร์รูฟ จะเกิดขึ้นภายในที่ตั้งของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ เราจึงคิดว่าศาสนจักรแห่งแสงน่าจะเป็สิ่งที่รัฐบาลโลกสร้างขึ้น” ดร.อาร์คัสพูด
“ส่วนตระกูลเมเยอร์ ่นี้มีการพบเห็นว่าไปมาหาสู่กับคนของศาสนจักรแห่งแสงบ่อยขึ้น หากเป็คนนอกมองคงคิดเพียง ตระกูลเมเยอร์ เลื่อมใสในศาสนาเท่านั้น แต่พวกเราอันเดอร์รูฟย่อมไม่คิดแบบนั้น.. นี้เป็การร่วมมือกับศาสนจักรแห่งแสงคือแผนแรกของพวกมันงั้นเหรอ” ลูเชียนพูด
“ขั้นแรกของแผนการการก็คือ การทำลายตระกูลแวนแจนซ์ ผู้สร้างอาร์ติแฟกต์อักขระที่คอยสนับสนุน ราชวงศ์และภาคีอัศวินพิทักษ์ ซึ่งสิ่งนี้ได้เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อวาน ตอนนี้ตระกูลแวนแจนซ์ล่มสลายแล้ว” เมาเมาบอก
“ว่าไงนะ!” ดวงตาของดร.อาร์คัสเบิกกว้างขึ้นทันที เขาหันไปมองยัง ลูเชียน นักข่าว ผู้สวมหมวกสวมหมวกทรงเบเร่ต์ เพราะว่าภายในคนที่อยู่ในห้องนี้ ลูเชียน เป็คนที่สืบข่าวได้เก่งที่สุด
“ใช่ครับ ผมเองก็เพิ่งจะยืนยันข่าวนี้ได้เมื่อสิบนาทีก่อนการประชุม เลยคิดมาแจ้งข่าวทีเดียว” ลูเชียนบอก
“พวกมันทำได้ถึงขนาดนี้แล้วงั้นเหรอ ทั้งๆ ที่ภายในตระกูลแวนแจนซ์มีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ถึงสามคน” ดร.อาร์คัสกล่าวอย่างหวาดหวั่น การจะสังหารจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สามคนได้ภายในหนึ่งคืน แถมหนึ่งในนั้นยังเป็ถึง หนึ่งในสิบมหาอัศวินแห่งราชวงศ์อีกด้วย
อูซินเหลือบมองไปยังเรย์ แม้ว่าเรย์จะมีปฏิกิริยาเมื่อพูดถึงตระกูลแวนแจนซ์ แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายยังไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนของตนเอง ซึ่งอูซินก็สามารถเข้าใจได้ เรย์อาจยังไม่เชื่อใจอันเดอร์รูฟมากพอ แต่เื่นี้หากมีเวลาอีกไม่นานเรย์อาจจะเป็คนที่บอกออกมาเอง
“พวกมันอาจจะวางวิชาเขตแดนปิดกั้นพลังบางอย่างเอาไว้ เพื่อไม่ให้คนอื่นรับรู้ถึงการต่อสู้ก็ได้ แต่น่าเสียดายที่เื่นี้เกิดขึ้นไปแล้ว เราไม่อาจทำอะไรได้อีก.. เรายังสามารถหยุดการโจมตีเมือง หรือ ไม่ก็ช่วยชาวเมืองได้อยู่ เมาเมา พูดต่อเลย” อูซินบอก
“แผนการทั้งหมดของพวกมัน แบ่งออกเป็หลายส่วน อย่างแรกที่บอกไปแล้ว ทำลายตระกูลแวนแจนซ์ สอง ไล่ล่าสังหารสัตว์อสูรเพื่อนำเืไปพัฒนากองกำลัง สาม ลักพาตัวชาวเมือง สี่ สับเปลี่ยนทายาทมหาตระกูล ห้า ะเิมนุษย์ หก ใช้อสุรกายที่ไม่มีใครรู้จัก และ สัตว์อสูรจำนวนมากโจมตีเมือง เจ็ด เปิดเผยอาร์ติแฟกต์ชนิดใหม่ และ สุดท้าย ให้ตระกูลเมเยอร์และศาสนจักรแห่งแสงแสดงคตัวเป็คนช่วยเหลือเมืองยามสิ้นหวัง” เมาเมาอธิบายคร่าวๆเป็หัวข้อ โดยที่ครั้งนี้ทุกคนตั้งใจฟังโดยที่ทุกคนไม่มีใครพูดแทรก
“โดยสิ่งที่ทำหน้าที่หลักในการโจมตีเมืองคือ เหล่าอสุรกายที่รัฐบาลโลกสร้างขึ้น ตอนนี้รัฐบาลโลกได้วิจัยและพัฒนาอสุรกายขึ้นมาสามแบบจากพลัง โลหิตจากตระกูลเสวี้ย และ พลังมรณะจากตระกูลกงซุน”
ในตอนนี้อูซิน ใช้พลังเวทของตนเองสร้างภาพมายาขึ้นมาประกอบการพูดของเมาเมา
“ตัวแรกคือ การ์กอยล์ทมิฬ กำเนิดจาก ‘คำสาปกายมรณะ’ มันจะเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็การ์กอยล์ทมิฬที่มีกรงเล็บและิัเคลือบไปด้วยพลังมรณะ เป็อสุรกายที่มีพลังต่อสู้และิัอันแข็งแกร่งจนคนที่มีพลังเวทระดับเดียวกันไม่อาจสังหารได้โดยเลย หากไม่มีพลังที่สามารถทะลวงการป้องกันของมันได้”
อูซินสร้างภาพมายาให้ทุกคนได้เห็นรูปร่างของมัน ร่างกายของมันไม่ได้ประกอบด้วยเนื้อหนังอย่างสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหินสีดำสนิทดุจหินออบซิเดียนที่มีความมันเงาและแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า ตามรอยปริแยกของิัศิลามีแสงสีดำแดงของพลังมรณะไหลเวียนอยู่ภายใน
โครงสร้างร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนผิดรูป มีกล้ามเนื้อหินที่ปูดโปนแสดงถึงพละกำลังมหาศาล หลังของมันมีปีกค้างคาวขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนทำจากแผ่นหินบางๆ แต่กลับมีความยืดหยุ่นและแหลมคมดุจใบมีด เมื่อมันสยายปีกจะเกิดเสียงขูดขีดของหินที่น่าขนลุก
ใบหน้าของมันยังคงเค้าโครงของเหยื่อที่ถูกสาป แต่บิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่าชัง ดวงตาเบิกโพลงไร้ตาขาว มีเพียงลูกไฟสีแดงก่ำที่ส่องสว่างออกมาจากเบ้าตาที่ลึกโบ๋ ปากของมันเต็มไปด้วยฟันเขี้ยวที่คมกริบดุจเพชรซ้อนกันหลายชั้น และมีไอหมอกสีดำของพลังมรณะพ่นออกมาทุกครั้งที่มันคำราม
กรงเล็บกัดกร่อนเวท: นิ้วมือและนิ้วเท้าเรียวยาวผิดปกติ ปลายสุดคือเล็บโค้งยาวสีดำนิลที่มีความสามารถพิเศษในการ "กัดกร่อนมานา" เพียงแค่มันสะบัดกรงเล็บไปในอากาศ ก็สามารถฉีกกระชากโล่เวทมนตร์ให้แตกกระจายดุจเศษกระจกได้อย่างง่ายดาย
“ตัวที่สอง อสุรกายไร้ผิว เป็อสุรกายไร้สติที่กำเนิดจากการนำสิ่งมีชีวิตหลายชีวิตมาหลอมรวมกัน สร้างเป็อสุรกายไร้สติ มีเพียงสัญญาติญาณดิบที่การสังหาร และ กลืนกินเืเท่านั้น”
รูปลักษณ์ของมันคือฝันร้ายที่มีชีวิต ร่างทั้งร่างไร้ซึ่งิัปกคลุม เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อสีแดงสดที่เปียกชุ่มไปด้วยโลหิต และเส้นเอ็นสีขาวที่ขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่มันเคลื่อนไหว มัดกล้ามเนื้อเ่าั้จะบิดตัว และ ส่งเสียงขยับซบกันอย่างน่าสะอิดสะเอียน ราวกับเนื้อสดที่เพิ่งถูกถลกออกมาจากร่าง
ใบหน้าของมันไร้ริมฝีปาก มีเพียงฟันสีขาวซีดที่ยาวและแหลมคมนับร้อยซี่เรียงรายจนล้นออกมานอกขากรรไกร นิ้วมือทั้งสิบยาวเหยียดและผิดรูป ปลายสุดคือกรงเล็บกระดูกที่แข็งแกร่งและคมกริบดุจใบมีดโกน ซึ่งใช้สำหรับการฉีกกระชากเนื้อและกระดูกของเหยื่อเพื่อบริโภคโลหิต
“ตัวสุดท้ายก็คือ อสุรกายโลหิต อสุรกายชนิดนี้กายแท้จะเป็เพียง "ลูกแก้วสีแดงสด" ขนาดเล็กเพียงเมล็ดถั่วสีทับทิมที่ส่องประกายวาววับ แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่าภายในลูกแก้วนั้นมีของเหลวข้นคลักที่เคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต หากว่ากลืนลูกแก้วโลหิตนี้เข้าไป อสุรกายโลหิตจะเริ่มกลืนกินเ้าของร่างจากภายใน เริ่มกระบวนการ "จุติ"
อสุรกายโลหิตคือ "ที่สุดแห่งการเลียนแบบ" เมื่อมันกลืนกินสมองของเหยื่อ มันจะทำการคัดลอก ทุกความทรงจำ รวมถึง กระบวนท่า และ เคล็ดวิชา ที่ร่างต้นเคยฝึกฝนมานับสิบปี ที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือมันสามารถเลียนแบบ "ขีดจำกัดสายเื" หรือพลังเฉพาะตัวของราชวงศ์ และ มหาตระกูลได้แเีจนแม้แต่คนใกล้ชิดก็แยกไม่ออก
หลังจากการกลืนกินเสร็จสิ้น มันจะกลายเป็เ้าของร่างได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง และกลิ่นอายมานา ล้วนไม่ต่างจากเดิม ทว่ามันมีข้อเสียร้ายแรงคือ "มันไม่อาจพัฒนาพลังได้อีก" พลังของมันจะหยุดอยู่เพียงระดับสูงสุดที่ร่างต้นเคยทำได้เท่านั้น ”
จบตอน
. หลังจากนี้ทุกๆห้าตอนจะมีตอนติดเหรียญหนึ่งตอนนะครับ