หรงเยว่จำต้องแบกความกังวลหนักอึ้งเข้าวังหลวงเพื่อจัดการภาระหน้าที่ โดยเฉพาะเื่การแต่งงานระหว่างแคว้นกับองค์หญิงซึ่งเขามิได้พบหน้ามาแสนนาน
เมื่อฝีเท้าหนักแน่นก้าวมาถึงเรือนรับรองแขกในด้านหลังพระราชวังหลวง เขาได้พบกับสตรีในอาภรณ์หรูหราประดับด้วยสีสันของดอกบ๊วยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ท่านพี่หรงเยว่!” แววตาขององค์หญิงมู่อวี่ทอประกายแห่งความโหยหายินดีอย่างปิดไม่มิด นางรีบก้าวเข้าไปหาเขาจนชายอาภรณ์สีหวานสะบัดไหว “ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที ข้าเฝ้าตามหาตัวท่านอยู่นาน ข้าล่ะอุตส่าห์หลงนึกไปว่ายามที่ข้านั่งรถม้าเข้าสู่เมืองหลวง ท่านจะมารอรับข้าเสียอีก”
“่นี้ข้ามีราชกิจรัดตัวนัก ขออภัยองค์หญิงด้วยที่มิได้ไปให้การต้อนรับ”
“ไม่เป็ไร ๆ ในเมื่อท่านพี่หรงเยว่มาถึงแล้วก็เข้ามานั่งจิบชาด้วยกันก่อนเถิด เชิญเ้าค่ะ”
ท่าทางขององค์หญิงมู่อวี่แสดงออกชัดแจ้งว่ายินดีนักที่ได้พบสหายรักในวัยเยาว์ สำหรับนางแล้ว หรงเยว่คือรักแรก และเป็เหตุผลสำคัญที่ทำให้นางยอมเดินทางไกลนับพันลี้ เพื่อมาสมรสเชื่อมสัมพันธ์ในครั้งนี้
ย้อนกลับไปเมื่อยี่สิบห้าปีที่แล้ว หรงเยว่ตัวน้อยในวัยเจ็ดขวบได้หนีออกจากจวนเพื่อตามหาพี่ชายที่พลัดพราก เป็เหตุให้เขาได้พบกับมารดาขององค์หญิงแคว้นเป่ยเหลียง รถม้าของนางที่บังเอิญผ่านมาได้ช่วยชีวิตเขาไว้จากการพลัดตกหน้าผาอย่างหวุดหวิด ในตอนนั้นเด็กชายมิอาจล่วงรู้ฐานะของผู้มีพระคุณ จนกระทั่งเขาถูกคนของตระกูลไป๋ตามจับตัวกลับจวน
หรงเยว่มอบป้ายหยกที่ได้รับจากองค์หญิงแปลกหน้าให้บิดามารดาเก็บรักษาไว้ จนกระทั่งกาลเวลาที่ผันผ่านนำพาเขาเข้าสู่สมรภูมิ ตัวเขาจำต้องคลุกคลีอยู่กับดินทรายและคาวเืจนล่วงเข้าสู่วัยยี่สิบห้าปี
อยู่มาวันหนึ่ง โชคชะตาก็ชักนำเขาให้พบบุตรสาวขององค์หญิงผู้มีพระคุณ ซึ่งบัดนี้ขึ้นเป็สนมเอกแห่งเป่ยเหลียงแล้ว นางมีบุตรถึงสามพระองค์ หนึ่งในนั้นก็คือองค์หญิงมู่อวี่
องค์หญิงในวัยสิบสามปีได้รับรู้เื่ราวบุญคุณจากมารดาผู้เคยช่วยชีวิตท่านแม่ทัพน้อยเอาไว้ในยามที่เขาแสนซุกซน มารดาของนางมักเล่าเื่นี้ให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับนิทานเื่โปรด ั้แ่ครั้งที่นางและพี่สาวยังเป็เด็กตัวเล็ก ๆ จนเริ่มเติบใหญ่
แม้ตัวนางจะมีอายุห่างจากแม่ทัพหรงเยว่ถึงสิบสองปี ทว่ายามได้นั่งเจรจากับท่านแม่ทัพในครั้งนั้น นางกลับแสดงท่าทีชื่นชมเขาจนออกนอกหน้า ทั้งยังหยิบยื่นไมตรีด้วยการนำเสบียงมาเติมเต็มให้กองกำลังของเขาอย่างเหลือเฟือ ระหว่างที่กองทัพของเขาหยุดพักรบในเขตเป่ยเหลียง
ในยุคสมัยที่ชื่อเสียงของสตรีนั้นสำคัญยิ่ง ข่าวลือเื่หัวใจขององค์หญิงที่มอบให้แก่แม่ทัพต่างแดนแพร่สะพัดไปทั่ว จนทำให้นางมิได้แต่งงานกับผู้สูงศักดิ์คนใดในแผ่นดินเกิด บิดามารดาเล็งเห็นว่าปีนี้นางอายุครบยี่สิบปีแล้ว จึงควรส่งนางมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เพื่อรักษาเกียรติและบ้านเมือง
“ท่านแม่ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่?”
หรงเยว่อดมิได้ที่จะถามถึงผู้มีพระคุณ เขาได้พบมารดาขององค์หญิงอีกครั้งเมื่อตอนเขาอายุยี่สิบห้าปี นางยังคงเปี่ยมด้วยเมตตาเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน
“ท่านแม่สบายดีเ้าค่ะ เพียงแต่นางคงใจหายที่จะต้องลาจากบุตรสาว” องค์หญิงมู่อวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสลดลงเล็กน้อย ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเขาอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “นางถามถึงท่านอยู่บ่อยครั้งทีเดียวเ้าค่ะ นางมักเอ่ยด้วยรอยยิ้มเสมอ ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพน้อยในวันนั้นเป็อย่างไรบ้าง... ป่านนี้จะมีสตรีในดวงใจมาคอยปรนนิบัติข้างกายแล้วหรือยัง?”
หรงเยว่ชะงักไปชั่วครู่ ภาพใบหน้างามยามหัวเราะประชดประชันในชะตาชีวิตตนเอง พลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึก ทั้งสีหน้าเร่าร้อนและท่วงท่าที่พยายามเอาอกเอาใจเขาถึงเพียงนั้น ยิ่งทำให้หัวใจขุนศึกสั่นคลอน
“ข้าเป็เพียงแม่ทัพในสนามรบ วัน ๆ คลุกคลีอยู่กับคาวเืและคมดาบ หาได้มีเวลาไปขบคิดเื่รื่นรมย์เ่าั้ไม่” เขาตอบเลี่ยงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าภายในใจกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างประหลาด
องค์หญิงมู่อวี่นั้นประหนึ่งยอดหญ้าบนขุนเขาอันสูงศักดิ์ เป็ดั่งแก้วตาดวงใจของราชวงศ์แคว้นเป่ยเหลียง ทั้งความงามของนางก็เป็ที่ประจักษ์ นางเพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาทของคุณหนูผู้ดี แตกต่างจากคุณหนูเล็กสกุลมู่...
ในสายตาของคนทั้งเมืองหลวง แม้คุณหนูหว่านฉิงจะมีบิดาเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ ทว่าชาติกำเนิดของนางเป็เพียงบุตรสาวของอนุ ผู้เคยเป็คณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอหงเหมย ตราบาปนี้คอยกดทับนางไว้ใต้ฝ่าเท้าผู้อื่นเสมอมา นางเติบโตในจวนแม่ทัพที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี ถูกบุตรชายและบุตรสาวสายตรงทั้งหลายข่มเหงรังแก ไม่เว้นแม้กระทั่งพี่สาวแท้ ๆ อย่างมู่หรงเหนียงที่มักจะแย่งชิงของมีค่าของนางไปด้วยความริษยา
ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นายหญิงใหญ่ หว่านฉิงเป็เพียงดรุณีน้อยผู้อ่อนแอที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูล หลังสิ้นวาสนาจากบิดามารดา นางถูกบีบบังคับให้เข้าสู่เส้นทางสายโลกีย์ตามรอยพี่สาว ทว่านางกลับวางตัวนิ่งขรึมและสง่างามกว่ามู่หรงเหนียงที่มีบุรุษมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาไม่ขาด
ด้วยความทะเยอทะยานของดวงิญญาใหม่ในร่างนี้ นางถีบตัวเองขึ้นมาจากโคลนตม พลิกฟื้นหอนางโลมที่ใกล้ล่มสลายให้กลายเป็สถานเริงรมย์อันดับหนึ่งแห่งนครฉางอันได้สำเร็จ
ยามนี้หรงเยว่ต้องเผชิญหน้ากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็ดั่งรักแรกอันใสซื่อในวันวาน กับหว่านฉิง... สตรีผู้บอบช้ำทว่าเย้ายวนและเข้มแข็ง ทั้งยังผ่านค่ำคืนเร่าร้อนคืนแรกมาด้วยกัน เขาถือถ้วยชาด้วยมือที่ไร้ความมั่นคง ยกมันขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า
“ท่านพี่หรงเยว่ดูองอาจขึ้นจนน้องจำแทบไม่ได้เลยเ้าค่ะ” องค์หญิงมู่อวี่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดจา นางรินชาด้วยท่าทีแช่มช้อย “ยามอยู่ที่เป่ยเหลียง ข้าเฝ้าติดตามข่าวคราวในสนามรบของท่านอยู่เสมอ เมื่อทราบว่าท่านกำชัยชนะ ใจที่เคยวิตกกังวลก็เบาบางลงบ้าง”
หรงเยว่รับจอกชามาถือไว้ ทว่ามิได้จิบในทันที ั์ตาคมกริบเพียงปรายมองปลายนิ้วที่สั่นน้อย ๆ ของนาง “องค์หญิงเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยล้าเอาการ การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้เป็เื่ใหญ่ของสองแผ่นดิน ข้าหวังว่าท่านจะสามารถพำนักในฉางอันได้อย่างสงบสุข”
“หากมีท่านแม่ทัพคอยดูแล ข้าคงไม่กลัวสิ่งใด...” นางเงยหน้าสบตาเขาด้วยความหวัง ก่อนที่สายตาของนางจะพลันสบเข้ากับกระบี่ซึ่งเขาวางไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างกาย
กระบี่เล่มนี้รวมถึงกระบี่จ้านหลูที่อยู่กับรุ่ยอ๋อง มิใช่อาวุธธรรมดาที่หาได้ทั่วไปตามร้านตีดาบ มันคือตำนานที่เล่าขานกันมานับร้อยปี ว่ากันว่าตัวดาบมีความแข็งแกร่งจนสามารถตัดเหล็กกล้าได้อย่างง่ายดาย