แกร็ก แอ๊ด เสียงประตูไม้ไผ่หน้าบ้านถูกเปิดออก เป่ยลู่มองเห็นหญิงชรากำลังเด็ดผักป่าอยู่พอดี
“คุณยายคะวันนี้ฉันจะทำอาหารเองค่ะ คุณยายนั่งรอเฉยๆ นะคะ”
“ตามใจ “หญิงชราไม่ดึงดันที่จะทำอาหารเองต่อ ปล่อยให้ร่างบางจัดการแทน ส่วนตนเองนั่งมองเงียบๆ รอกินเท่านั้น
กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อนๆ และกลิ่นอาหารจานเนื้อส่งกลิ่นหอมออกไปไกลหลายบ้าน เพื่อนบ้านต่างแปลกใจที่วันนี้แม่เฒ่าหลิวมีอาหารจานเนื้อกิน ในรอบหลายปีที่ผ่านมา
“เหอะ แม่เฒ่าหลิวนี่ไม่รู้ไปร่ำรวยมาจากไหนถึงมีเงินไปซื้อเนื้อมากิน”
“จะใครล่ะก็สะใภ้ใหญ่ที่บ้านหลี่ขับไล่ไปนั่นไง เห็นว่าวันนี้ขายสมุนไพรได้เงินนิดหน่อย คงอยากจะตอบแทนแม่เฒ่าหลิวละมั้ง”
“อืม ก็ถือว่าเป็คนดีคนหนึ่งนะ”
ส่วนทางบ้านหลิวนั้นหญิงชรามองอาหารจานเนื้อที่ตั้งอยู่บนโต๊ะด้วยแววตาเรียบเฉย เธอชินกับการกินผักหญ้ามากกว่าเสียแล้ว แต่เพื่อไม่ให้เป็การเสียน้ำใจจองหญิงสาวตรงหน้า เธอตัดสินใจคีบเนื้อในจานมากินเงียบๆ จนข้าวหมดถ้วย ยอมรับเลยว่าอาหารมื้อนี้ดีที่สุดในชีวิตของหญิงชราอย่างเธอ
“คุณยายคะ อีกสองวัน ฉันจะกลับบ้านเดิมแล้วนะคะ ขอบคุณมากนะคะสำหรับที่ผ่านมา”
“อืม ขอให้เธอโชคดีก็แล้วกัน”
“ค่ะ”
และสองวันถัดมาเป่ยลู่ก็ออกเดินั้แ่เช้าเพื่อกลับหมู่บ้านเดิมของตนเอง เธอแอบนำเงินไปวางไว้บนโต๊ะหน้าบ้านของแม่เฒ่าหลิวก่อนที่จะจากไปตามที่ตั้งใจไว้
เป่ยลู่เดินทางกลับมาถึงบ้านเดิมตามความทรงจำของเ้าของร่างคนก่อน เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้านก็ถคนในหมู่บ้านทักทายตามประสาคนรู้จักบางคนก็ถามไถ่ด้วยความห่วงใย และบางคนก็มองด้วยสายตาดูถูกเมื่อเห็นว่าเธอกลับมาที่บ้านเพียงลำพังไร้เงาของสามี
“กลับมาเยี่ยมบ้านหรออาลู่”
“ค่ะป้าฉิน”
“ไปเถอะพ่อแม่เธอคงอยู่ที่บ้านนั่นแหละ”
เป่ยลู่เดินมาจนถึงบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำของหมู่บ้านไม่ไกลนักเรียกว่าเกือบจะท้ายหมู่บ้านเชียวล่ะ เธอมองเข้าไปในรั้วบ้านเห็นสองสามีภรรยากำลังช่วยกันตัดไม้เพื่อทำฟืนอยู่ โดยมีเด็กชายคอยช่วยเหลือหยิบจับฟืนที่ตัดแล้วเรียงกองเอาไว้
“พ่อแม่ อาซาน”
“เสี่ยวลู่ / พี่ใหญ่ “ทั้งสามต่างดีใจที่วันนี้เธอกลับมาหาพวกเขาหลังจากที่แต่งออกไปก็ไม่เคยกลับมาที่บ้านเลยสักครั้ง
“มานั่งก่อน มาเหนื่อยๆ แล้วนี่มาคนเดียวหรอ ต้าหลงไปไหนล่ะ”
“ฉันมาคนเดียวค่ะ พี่ต้าหลงเขา เขาไม่อยู่แล้ว”
“หมายความว่ายังไงที่ว่าไม่อยู่แล้ว “พ่อของเธอเอ่ยถามอย่างข้องใจ
“พี่ต้าหลงเขาจากไปหลายวันแล้วค่ะ ถูกงูกัดตาย แม้แต่ฉันเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดถ้าไม่ได้คุณยายหลิวช่วยเหลือ”
“โธ่เอ่ยลูกแม่ “แม่ของเธอเอ่ยปลอบพลางดึงลูกสาวเข้าไปกอดในอ้อมอก เป่ยลู่กอดตอบแม่ของตนเองโดยมีสายตาห่วงใยจากพ่อและน้องชายส่งให้
“ฉันไม่เป็อะไรค่ะ ทุกคนไม่ต้องเป็ห่วงห่วง”
“ไม่เป็ไรแล้วนะเสียวลู่ พ่อกับแม่เป็ห่วงและรักลูกเสมอ”
“ใช่ ผมก็รักพี่ใหญ่นะครับ “เป่ยซานเอ่ยขึ้นตามพ่อแม่ของเขา
“พ่อคะแม่ ถ้าฉันจะขอกลับมาอยู่ด้วย พ่อกับแม่จะว่าอะไรไหมคะ ฉันถูกบ้านหลี่ไล่มาพร้อมกับหนังสือหย่าขาดด้วย”
“ไม่เป็ไรอยู่บ้านเรานะ พ่อแม่ดีใจที่ลูกมีชีวิตรอดกลับมา”
“แต่คนข้างนอกอาจจะ”
“ช่างคนข้างนอกเถอะ พ่อกับแม่ไม่สนใจคำพูดพวกนั้นหรอก”
“ขอบคุณค่ะพ่อ ขอบคุณนะคะแม่ เธอด้วยนะอาซาน”
“คุณคะวันนี้เราหยุดสักวันเถอะ”
“อืม งั้นผมขอไปดูนาสักพักก็แล้วกัน จะรีบกลับมา “พ่อของเธอเอ่ยบอกก่อนจะเดินออกจากบ้านไป จากนั้นแม่จึงเล่าให้เธอฟังว่าตอนนี้ทางการได้จัดสรรทีี่ดินให้ชาวบ้านทำกิน จำนวน 8ไร่ ซึ่งแบ่งตามจำนวนคนในบ้าน ไม่ต้องลงงานในแปลงนาเพื่อแลกแต้มอีกแล้ว ส่วนที่ดินที่ได้รับแบ่งมานั้นบ้านหวงปลูกข้าวโพดและทำนาข้าวเอาไว้กินเอง อาจมีบางครั้งที่ชาวบ้านมาขอซื้อเนื่องจากพวกเขาได้ผลผลิตน้อยไม่พอกินในครอบครัว ซึ่งแม่ของเธอก็ขายให้ในราคาถูก เพราะเห็นเป็คนกันเองในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านส่วนมากจึงมีความเกรงใจคนบ้านหวงอยู่บ้าง
“จริงด้วย ฉันซื้อซาลาเปามาฝากทุกคนด้วยนะคะ “เป่ยลู่ทำทีหยิบซาลาเปาออกมาจากกระเป๋าผ้าที่เธอสะพายกลับมาด้วย ซึ่งกระเป๋าใบนี้เธอขอเศษผ้าจากหญิงชราบ้านหลิวมาตัดเย็บเพื่อทำเป็กระเป๋าสะพายใส่ของนั่นเอง
“ลูกกินเถอะ แม่ยังไม่หิว”
“อาซานมาเอาซาลาเปาไปกิน ไม่ต้องห่วงพี่ซื้อมาให้ได้กินครบทุกคน “เป่ยลู่ให้น้องชายไป 1ลูก แม่และตัวเธอเองคนละลูกยังเหลืออยู่อีกตั้ง 7ลูก จึงไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะไม่ได้กิน
“แม่ยังไม่หิวจริงๆ”
“แม่คะ ฉันมีอีกหลายลูก แม่กินกันเถอะค่ะ “เป่ยลู่คะยั้นคะยอให้แม่ของเธอยอมกินซาลาเปาในมือ ส่วนแม่ของเธอก็จำใจต้องกินเพราะลูกสาวคนโตคะยั้นคะยอไม่หยุด อีกใจก็ห่วงสามีเกรงว่าเขาอาจจะหิว จึงอยากจะแบ่งเอาไว้ให้เขาสักครึ่งลูก แต่เมื่อลูกสาวบอกว่ายังมีอีกหลายลูก เธอจึงต้องกินจนหมดไม่เหลือไว้ให้สามีตามที่ตั้งใจ