รักแรกแรกรัก
“ไปไหนต่อเหรอเก้า?”
เสียงทุ้มต่ำที่ดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้ฉันซึ่งกำลังยืนมองหารถแท็กซี่อยู่บริเวณหน้าโรงแรมต้องหันกลับไปมองเ้าของประโยคคำถาม
ร่างสูงสมส่วนในชุดสูทสั่งตัดเนื้อดีกำลังสาวเท้ายาวๆเข้ามาหา ใบหน้าคุ้นตาที่ดูหล่อกว่าแต่ก่อนคลี่ยิ้มเล็กๆ มาให้ดวงตาสีดำสนิทราวกับท้องฟ้ายามรัตติกาลไร้ซึ่งแสงเดือนดาราไม่ว่าจะมองสบครั้งไหนก็ทำให้ใจสั่นไหวได้เสมอ
วินสาวเท้ามาหยุดอยู่ใกล้ๆกันก่อนยกมือทั้งสองข้างเท้าเอวเอาไว้ สีหน้าเขาดูเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยคล้ายผ่านการทำอะไรบางอย่างที่ต้องออกแรงมา
คงไม่ได้วิ่งตามฉันมาหรอกนะ?
“นายตามฉันออกมาเหรอ?”
แทนที่จะตอบคำถามแต่ฉันเลือกที่จะถามเขากลับด้วยความสงสัย
“อ่าห๊ะ หมดธุระพอดี ไม่รู้จะอยู่ต่อทำไม”
“แล้วตามฉันมาทำไม?”
“ฉันไม่ใจดำขนาดปล่อยเพื่อนให้เศร้าอยู่คนเดียวหรอกนะดูก็รู้แล้วว่าวันนี้เธอฉายเดี่ยว หรือว่าเอาใครมาด้วย?”
ใบหน้าคมคายหันมองรอบข้างอย่างสำรวจแต่เมื่อไม่พบใครที่เข้าเค้าว่าเป็คนรู้จักฉัน วินจึงหันกลับมามองกันอีกครั้ง
“ฉันมาคนเดียว”
“ว่าแล้วเชียว เธอมันเ้าแม่สายสตรองของจริง”
“แล้วทำไมไม่อยู่ดูแลเพื่อนรักนายล่ะเือาบขนาดนั้นไม่ห่วงหน่อยเหรอ?”
ฉันนึกถึงภาพไมลล์ที่หัวแตกเืไหลโชกเพราะถูกขวดไวน์ฟาดอย่างเต็มแรงก็นึกสะใจอีกครั้งจึงคลี่ยิ้มขบขันกับตัวเองออกมาอย่างไม่ปิดบัง จนคนตรงหน้าระบายยิ้มตาม
“มันสมควรโดนแล้วล่ะ ไม่คิดเลยจริงๆว่ามันจะทำกับเธอแบบนี้”
จู่ๆ รอยยิ้มบนริมฝีปากหยักก็จางหายไปและความรู้สึกคล้ายโกรธเคืองก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาแทน
“นายไม่รู้เื่เลยเหรอเป็เพื่อนสนิทกันนี่ ไมลล์ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเลยหรือไง?”
“ฉันพึ่งกลับมาไทยได้แค่ 3 วันเองไอ้ไมลล์มันโทรไปบอกให้มางานแต่ง ตอนแรกเข้าใจว่ามันแต่งกับเธอแต่พอมาถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ จะเข้าไปถามก็ไม่ค่อยสะดวกเพราะมันยุ่งอยู่กับการรับแขกก็เลยว่าจะรอคุยตอนจบงาน พอดีเธอมาไขความกระจ่างให้ซะก่อน”
“อ่อ...”
ฉันรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่วินดูไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นแต่ก็พอเข้าใจได้เพราะเขาไปเรียนต่อต่างประเทศั้แ่จบมัธยมปลายทำให้เกิดระยะห่างระหว่างเรา จนการติดต่อสื่อสารก็ขาด่ไปโดยปริยาย
แต่หลักๆ แล้วสาเหตุของความห่างเหินไม่ได้มาจากการที่เขาหนีไปเรียนเมืองนอกหรอกมันเป็เพราะเื่ไร้สาระที่เกิดขึ้นก่อนเขาจะไปต่างหากและเื่นั้นก็ทำให้ฉันตัดสินใจคบกับไมลล์ด้วย
เื่ไร้สาระที่ว่าก็คือ...ความรักระหว่างเพื่อนสนิทแถมยังเป็รักสามเส้าอีกต่างหาก
ไมลล์ชอบฉันแต่ฉันดันชอบวินส่วนวิน...ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกันแน่ เขาปฏิบัติกับฉันพิเศษกว่าผู้หญิงคนอื่นอาจเพราะเราเป็เพื่อนในกลุ่มเดียวกันด้วยหรือเปล่า เขาเลยดูแลใส่ใจฉันมากกว่าใคร
และเพราะได้รับอะไรที่มันมากกว่าคนอื่นจึงทำให้เผลอคิดไปเองว่าเขาก็คิดแบบเดียวกันแต่สุดท้ายแล้วมันก็มีเพียงฉันที่คิดไปเองฝ่ายเดียวเพราะวันที่นัดเขามาเจอเพื่อขอคำตอบในความสัมพันธ์ เขากลับส่งไมลล์มาแทน
หลังจากนั้นไม่ถึงสามวัน วินก็บินไปต่างประเทศโดยไม่ลากันสักคำมันเป็อะไรที่รู้สึกแย่มากๆฉันคิดว่าเขาคงรังเกียจที่รู้ว่าฉันคิดกับเขาเกินเพื่อนเพราะไม่งั้นทำไมแค่คำบอกลาแค่คำเดียว ถึงไม่มีให้กันสักหน่อยล่ะ จริงไหม?
“แล้วเธอ...เป็ไงบ้างล่ะ?”
วินคงเห็นว่าฉันเงียบไปและดูเหม่อๆจึงพยายามจะชวนคุยต่อเพื่อให้บรรยากาศดูไม่อึดอัด
“ก็ตามสไตล์คนโดนหักหลังนั่นแหละแต่อาจจะหนักกว่าคนอื่นหน่อย เพราะฉันโดนทิ้งก่อนถึงวันแต่งงานของตัวเอง ทั้งๆที่เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แม้กระทั่งการ์ดก็แจกแล้วจนหมด”
นึกถึงเื่นี้แล้วก็เครียดผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว แต่ฉันกลับไม่กล้าบอกใครเลยแม้กระทั่งแม่ของตัวเองวินคือคนแรกที่รู้เื่งานแต่งของฉันล่ม อีกแค่สามเดือนจะถึงวันงานฉันจะจัดการปัญหานี้ยังไงดี?
ดีนะที่ไม่มีใครรู้ว่าเ้าบ่าวของฉันคือใครตอนแรกก็น้อยใจนะที่ไมลล์ไม่ยอมให้เล่าให้ใครฟังว่าเราคบกันเพราะเขาเป็นักร้องมีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ ยิ่ง่หลังๆมานี้ทุกเพลงที่ถูกปล่อยออกมาเป็กระแสจนฮิตติดชาร์ตความสัมพันธ์ของเราก็เลยเป็ความลับมาตลอด
แม้กระทั่งครอบครัวของทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยถูกพาไปทำความรู้จักบนการ์ดแต่งงานก็มีเพียงอักษรย่อของชื่อเล่นบ่าวสาวเท่านั้น ดูลึกลับสุดๆพรีเวดดิ้งก็ถูกถ่ายแบบเบลอๆ ให้เดากันเอาเองว่าเป็ใครมีชัดอยู่รูปเดียวแถมยังไม่ให้ฉันเอาไปอวดใครอีกนะ
ไมลล์บอกว่าจะจัดงานแถลงก่อนถึงวันแต่งงานของเราแต่ดูท่าแล้วน่าจะได้จัดแถลงข่าวโดนแฟนเก่าตีหัวกลางงานแต่งที่จัดขึ้นกับแฟนใหม่ซะมากกว่า
นึกแล้วก็งงตัวเองเหมือนกันว่าฉันทนคบกับไอ้ผู้ชายเฮงซวยจอมเห็นแก่ตัวคนนี้มานานตั้งแปดปีได้ยังไง
อย่างว่าแหละเนอะ แฟนคนแรกอะไรก็ดูหน้ามืดตามัวไปหมด พอถูกทิ้งถึงจะมาได้สติว่าที่ผ่านมามีแต่ฉันที่อินอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งๆที่เขาเป็คนมาสารภาพรักและขอคบก่อนแท้ๆ
ไอ้ประโยคที่ว่าผู้หญิงเริ่มจากศูนย์ส่วนผู้ชายเริ่มจากร้อยนี่ไม่เกินจริงจริงๆ ด้วย
ไม่รู้ว่าในงานมีใครถ่ายรูปหรือวิดีโอไว้หรือเปล่าบางทีอาจมีนักข่าวอยู่ในงานก็เป็ได้ ฉันก็ลืมนึกถึงเื่นี้ไปเลยอารมณ์ตอนนั้นมันโมโหเกินกว่าจะไตร่ตรองอะไรให้ดีก่อน ถ้าเื่นี้เป็ข่าวขึ้นมาทุกคนได้รู้แน่ๆว่างานแต่งฉันพังพินาศไปแล้ว
อินับเก้าโดนเทก่อนงานวิวาห์แถมอดีตเ้าบ่าวก็ชิ่งหนีไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
โอ๊ย! เครียด!!
“เธอจะเอายังไงต่อ?”
“ตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออก ฉันเหนื่อยมาก แล้วก็เครียดมากด้วยอยากพัก อยากปลดปล่อย และก็อยากระบาย”
ฉันหลับตาลงพร้อมถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจเต็มพิกัดก่อนยกมือขึ้นคลึงขมับตัวเองเบาๆ
“งั้นไปกันเถอะ”
ยังไม่ทันได้ตั้งหลักอะไร จู่ๆวินก็คว้าข้อมือข้างที่ฉันกำลังนวดศีรษะตัวเองและฉุดรั้งให้เดินตามเขาเสียอย่างนั้น
“ปะ ไปไหน?”
ฉันละล่ำละลักถามด้วยอาการเหวอๆเพราะกำลังตื่นใ แต่สองขาก็เดินตามแรงจูงไปอย่างไม่คิดต่อต้าน
“ไปสนุกกัน”
ดวงหน้าหล่อไร้ที่ติเอี้ยวกลับมาตอบคำถามพร้อมยิ้มจนตาหยีให้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่กำลังสงสัยกระจ่างขึ้นแม้แต่น้อย
“ไปสนุก?”
“วันนี้ฉันจะทำให้เธอมีความสุขจนลืมความทุกข์ที่ผ่านมาเลย”
“...”
“เชิญขึ้นรถม้าได้ครับ เ้าหญิง”
เป็จังหวะที่เราทั้งคู่เดินมาถึงรถสปอร์ตคันหนึ่งพอดีเดาว่ามันน่าจะเป็ของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เพราะเขากำลังเปิดประตูและผายมือเชื้อเชิญให้ฉันขึ้นไปนั่งทางฝั่งข้างคนขับ
“ขอบคุณค่ะ”
แม้ไม่รู้ว่าวินจะพาฉันไปไหนและจะทำอะไรต่อหลังจากนี้ทว่าฉันกลับเลือกที่จะทิ้งความสงสัยทุกอย่างเอาไว้เื้ัและปล่อยตัวปล่อยใจตามเขาไปอย่างว่าง่าย
ตอนนี้ฉันกำลังสับสนและไร้ที่พึ่งหันไปทางไหนก็มืดแปดด้านและไม่้าจะคิดอะไรอีกแล้วสมองมันล้าและหัวใจก็อ่อนแอเกินกว่าจะออกไปต่อสู้กับอะไรได้อีก
ขอแค่่นี้ให้ฉันได้มีความสุขเล็กๆ บ้างก็พอหวังว่าเขาจะเข้ามาเติมความสุขให้ได้ แม้จะเป็แค่่เวลาสั้นๆ ก็เกินพอแล้ว
รบกวนหน่อยนะ...วิน