ไม่นานนักซิ่นหลิงแบกไม้ไผ่ที่ตัดได้กลับมา เขานำไม้ไผ่มาวาง แล้วจัดการตัดแบ่งเป็ท่อนๆ ฉันจึงเดินไปหาซิ่นหลิงเพื่อช่วยหยิบไม้ไผ่มาวางกองรวมกันไม่ให้เกะกะ
แต่ทันไดนั้น ทั้งหยงเป่าและซิ่นหลิงก็หยุดชะงักวางมือจากงาน ซิ่นหลิงพูดขึ้นทันทีว่า "จิตสังหารรุนแรงมาก!!!" แล้วเรียกฉันให้มาอยู่ข้างหลัง พร้อมกับดึงทวนโลหิตวารีออกมา
พลันเสวี๋ยฉีที่วิ่งออกมาจากในครัว พร้อมกับกระบี่บินหยกขาวที่บินมาจากฟ้า หันขวับมาะโสั่งซิ่นหลิงสั้นๆว่า "อยู่ตรงนี้กับอันฉี!!" แล้วเสวี๋ยฉีก็วิ่งออกไปในป่าไผ่ขียว พร้อมกับหยงเป่าที่ถือดาบเขี้ยวแก้วราตรีวิ่งนำหน้าไปแล้ว
ฉันรีบถามซิ่นหลิงด้วยความใว่าเกิดอะไรขึ้น ซิ่นหลิงตอบว่าเขาััได้ถึงจิตสังหารรุนแรง ต้องเป็พวกสุนัขเยือกแข็งแน่ แต่จิตสังหารครั้งนี้มันรุนแรงกว่าเมื่อวาน เพราะพวกสุนัขเยือกแข็งตั้งใจมาฆ่าเรา
แล้วเราก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังอึกทึกดังมาจากป่าไผ่ เสียงการต่อสู้ผ่านไปพักหนึ่ง ฉันยืนลุ้นใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆอยู่ข้างหลังซิ่นหลิง ที่ยืนตั้งท่ารอฆ่าสุนัขเยือกแข็งถ้ามีหลุดออกมาจากป่าไผ่ และแล้วก็มีสุนัขเยือกแข็งสองตัววิ่งออกมาจากป่าไผ่ด้วยความเร็ว พุ่งกระโจนแยกเขี้ยวยาวหน้าตาดุร้าย พุ่งเข้าใส่เขตป้องกันตรงจุดที่ฉันกับซิ่นหลิงยืนอยู่
สุนัขเยือกแข็งกระแทกกับเขตป้องกันที่เสวี๋ยฉีทำกั้นเอาไว้ มันกระเด็นถอยหลังล้มเพราะไม่สามารถกัดทะลุเขตป้องกันเข้ามาได้ พลันเสวี๋ยฉีและหยงเป่าที่วิ่งตามมาแทงสุนัขเยือกแข็งจนตาย ร่างแตกละลายกลายเป็น้ำอยู่ตรงนั้น
จากนั้นเสวี๋ยฉีกับหยงเป่ารีบวิ่งเข้ามาดูฉัน เพราะเป็ห่วงกลัวฉันจะได้รับาเ็ หยงเป่าจึงพูดด้วยสีหน้าเป็กังวลว่า เป้าหมายของพวกสุนัขเยือกแข็งคือฉัน
เพราะพวกสุนัขพยายามจะวิ่งเข้ามาให้ถึงบ้าน ซึ่งลักษณะเหมือนกับเมื่อวานที่สุนัขเยือกแข็ง พยายามวิ่งกระโจนเข้าใส่ฉัน แต่หยงเป่าไม่รู้เหตุผลว่าทำไมสุนัขเยือกแข็งอยากจะฆ่าฉัน
เสวี๋ยฉีจึงพาฉันกลับไปนั่งที่ชานบ้าน เพราะเขาเห็นสีหน้าฉันมีอาการหวาดกลัว ชายหนุ่มทั้งสามช่วยกันปลอบใจไม่ให้ฉันกลัว รับปากมั่นเหมาะว่าจะอยู่ปกป้องฉันไม่ทอดทิ้งไปไหน
จากนั้นเสวี๋ยฉีจึงเอ่ยปากชักชวนซิ่นหลิงกับหยงเป่า ให้อยู่กินอาหารมื้อกลางวันด้วยกัน ทั้งที่เสวี๋ยฉีไม่ได้อยากชวนซิ่นหลิงกับหยงเป่าอยู่กินอาหารด้วยเลย แต่เพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดให้ฉันคลายกังวลลง
ฉันจึงพยายามตั้งสติให้ผ่อนคลายทำใจให้คิดสู้ ถ้ามัวแต่กลัวทำตัวอ่อนแอ รอให้สามหนุ่มมาคอยปกป้อง ก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดีชีวิตนี้คงเดินต่อไปได้ยาก จึงบอกเสวี๋ยฉีว่า หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ้าให้เสวี๋ยฉีสอนใช้อาวุธจากพลังิญญาของเขา เพื่อที่ฉันจะได้มีอาวุธไว้ใช้ป้องกันตัวได้
ซิ่นหลิงจึงโวยวายใส่เสวี๋ยฉีว่าตัดหน้าแย่งเอาตัวฉันไปจากเขาได้ยังไง?! ทั้งด่าเสวี๋ยฉีว่าเป็งูเ้าเล่ห์ ล่อลวงให้ฉันรับพลังิญญาตัดหน้าเขา ทั้งๆที่เขาเป็คนผูกสัมพันธ์กับฉันก่อนเป็คนแรก
เสวี๋ยฉีหนุ่มขี้หวงพูดมั่นหน้าว่าฉันเป็ของเขาคนเดียวใครก็ห้ามแตะต้อง ส่วนหยงเป่าหนุ่มใจเย็นผู้มีร่างเสือดำเืร้อน เข้ามาห้ามปรามคนทั้งสองให้หยุดทะเลาะกัน แล้วพูดให้เหตุผลกับเสวี๋ยฉีว่า พวกเราต้องร่วมมือกัน เพราะสุนัขเยือกแข็งคงไม่ได้มีแค่เพียงเท่านี้ และคิดว่าต้องมีปีศาจพลังเวทย์สูงคอยบงการสุนัขเนือกแข็งเหล่านี้แน่
พร้อมกับบอกว่าเขากับซิ่นหลิงควรมอบพลังิญญาให้กับฉันด้วย จะได้ช่วยกันปกป้องฉันได้ตลอดเวลา เพราะตอนนี้พวกเรามีเืพิษเพลิงคลั่งอยู่ในร่างกาย เราไม่สามารถแยกจากกันได้ ซึ่งเสวี๋ยฉีเองก็น่าจะรู้ดีในข้อนี้
ฉันรีบตอบเห็นด้วยกับหยงเป่า เพราะคิดว่าถ้าได้รับพลังิญญา จากหยงเป่ากับซิ่นหลิงเพิ่มเข้ามา จะยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า ในตอนแรกเสวี๋ยฉีทำท่าไม่ยินยอม ฉันจึงตีหน้าเศร้าร้องไห้ฟูมฟายพร่ำพูดว่าหวาดกลัว อยากออกไปอยู่ในเมืองเพื่อหนีสุนัขเยือกแข็ง
เสวี๋ยฉีจึงยินยอมให้ซิ่นหลิงกับหยงเป่ามอบพลังิญญาเข้ามาในตัวฉันได้ แต่ต้องทำหลังจากที่กินมื้อกลางวันกันเสร็จ เพราะฉันจะอ่อนเพลียจากการรับพลังิญญา จากนั้นเสวี๋ยฉีจึงเดินกลับเข้าไปในครัว เพื่อจัดการชำแหละเนื้อกวางไว้สำหรับปรุงอาหาร และย่างกินแกล้มเหล้า
และเมื่อเรากินอาหารกลางวันกันเสร็จ จึงเริ่มขั้นตอนดื่มเืมอบพลังิญญา และนั่นก็ทำให้ฉันอ่อนแรงล้มพับคาอ้อมแขนของเสวี๋ยฉี เพราะฉันได้รับพลังิญญาของเสือดำกับแมงป่อง เข้ามาทีเดียวพร้อมกันทั้งสองคน
เสวี๋ยฉีอุ้มฉันไปนอนพักผ่อนร่างกายบนเตียง ฉันหลับสลบไสลไปนาน ตื่นมาอีกทีด้วยความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง แต่เสวี๋ยฉีไม่อยู่ที่เตียงแล้ว เพราะข้างๆมีรอยการนอน และมีอ่างล้างหน้าพร้อมผ้าหนึ่งผืน วางเตรียมไว้ให้ข้างๆเตียงนอน
ฉันจึงเดินไปส่องกระจก เพื่อหารอยสัญลักษณ์พลังิญญา ของหยงเป่ากับซิ่นหลิง ก็เห็นรอยสัญลักษณ์เปรากฏเป็รูปหน้าเสือดำดวงตาเหลืองสด แยกเขี้ยวอยู่ตรงบริเวณเหนือเนินอกซ้าย และแมงป่องสีแดงเืชูก้าม ยกหาง อยู่เหนือเนินอกขวา ส่วนงูขาวตอนนี้เลื้อยไปพันอยู่ที่ต้นขาอ่อน วางหัวพาดอยู่ที่หน้าท้องน้อยเหนือโหนกเนินหว่างขาเพียงนิดเดียว ช่างเป็งูลามกเสียเหลือเกิน
จากนั้นจึงแต่งตัวให้เรียบร้อย เดินออกมาที่หน้าบ้านเห็นซิ่นหลิงยังคงนอนหลับอยู่ที่ชานบ้าน มีเหล้าหลายขวดที่ดื่มหมดแล้วตั้งวางและล้มอยู่ใกล้ๆกับที่ซิ่นหลิงนอน ส่วนหยงเป่านั้นไม่อยู่แล้ว และก็เห็นชั้นตากสมุนไพรทำเสร็จแล้วเรียบร้อย มีสมุนไพรที่ฉันหั่นไว้เมื่อวานวางตากในกระจาดเล็กๆอยู่บนชั้น จึงเดินเข้าไปดูในครัวเพราะได้กลิ่นหอมลอยโชยมาจากการปรุงอาหาร ก็เห็นเสวี๋ยฉีกำลังผัดเนื้อกวางส่งกลิ่นหอมฉุย
ในขณะที่ฉันกำลังยืนดูเสวี๋ยฉีปรุงอาหารอยู่นั้น มีงูร่างมนุษย์จากป่าไผ่ตัวหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงานเสวี๋ยฉีว่า หยางกวางได้รับพิษไอเย็นถูกสุนัขเยือกแข็งกัด ได้รับาเ็สาหัสมาั้แ่เมื่อวาน เพราะหยางกวางเข้ารับคมเขี้ยวแทนงูตัวหนึ่งที่พลาดท่า พวกเขาใส่ยาว่านแสงอาทิตย์ให้หยางกวางแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย มิหนำซ้ำอาการเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ
เสวี๋ยฉีจึงบอกให้พาหยางกวางเข้ามาให้ฉันรักษา หยางกวางถูกหามเข้ามาวางนอนที่ชานบ้านในสภาพหนาวสั่น มีเกล็ดน้ำแข็งผุดขึ้นตามตัวตามใบหน้า และที่แขนมีรอยถูกกัดเป็แผลเหวอะ ทำให้ซิ่นหลิงตื่นงัวเงียลุกขึ้นมาดูสภาพของหยางกวาง
ฉันจึงเริ่มลงมือรักษาเพื่อสมานรอยแผลถูกกัดให้หยางกวาง จึงถุยน้ำลายลงบนฝ่ามือของตัวเอง แล้ววางทาบมือที่มีน้ำลายลงบนปากแผล ทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความเย็นจัดที่ปากแผล จึงวางมืออีกข้างหนึ่งทับลงบนหลังมือตัวเอง จากนั้นเพ่งพลังส่งไปสมานาแให้หยางกวาง
เพียงครู่เดียวาแของหยางกวางก็สมานกันเป็ปกติ เกล็ดน้ำแข็งบนตัวเริ่มละลายหายไป หยางกวางจึงเริ่มรู้สึกตัว แต่ยังคงอ่อนเพลียจากการทนพิษเยือกแข็งมาตลอดวันตลอดคืน จากนั้นพวกงูก็ช่วยกันหามหยางกวางออกไปดูแลกันต่อในป่าไผ่
ส่วนฉันที่นอนหลับพักผ่อนมาเต็มที่จากเมื่อวาน จึงไม่ได้สูญเสียพลังงานอะไรมากมายนัก จึงหันไปบอกซิ่นหลิงที่นั่งงัวเงียจะยกเหล้าที่เหลือค้างขวดขึ้นมาดื่มต่อ ฉันจึงบอกซิ่นหลิงให้เลิกดื่ม แล้วไล่เขาให้ไปล้างหน้าล้างตาเพื่อมากินอาหารเช้าด้วยกัน เพราะเสวี๋ยฉีปรุงอาหารใกล้จะเสร็จแล้ว
ซิ่นหลิงที่เชื่อฟังโดยง่าย ลุกขึ้นมาหอมแก้มฉันฟอดหนึ่งก่อนจะไปล้างหน้า ฉันจึงถามเสวี๋ยฉีที่กำลังยกอาหารมาวางที่ชานบ้านว่า หยงเป่าหายไปไหน เสวี๋ยฉีตอบว่าไม่รู้ เขาตื่นมาก็ไม่เห็นหยงเป่าแล้ว
ซึ่งในวันนี้เสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงนั่งกินอาหารด้วยกัน โดยไม่ทะเลาะชวนตีกันเลย แถมยังพูดคุยกันดีอีกว่า วันนี้จะต้องสอนฉันหัดใช้อาวุธพลังิญญาของเสวี๋ยฉีก่อน ฉันจึงยิ้มแล้วพูดขึ้นว่าเรากลายเป็ครอบครัวเดียวกันแล้วเหมือนพี่น้องกันเลย ถ้าเรียงตามอายุแล้ว เสวี๋ยฉีก็เป็พี่ใหญ่ หยงเป่าพี่รอง ซิ่นหลิงเป็พี่สาม ส่วนฉันอายุน้อยกว่าก็เป็น้องเล็ก
ซิ่นหลิงจึงพยักหน้าว่าเขาไม่มีปัญหาถ้าจะให้เรียกกันแบบนั้น เสวี๋ยฉีคีบเนื้อกวางเข้าปากเคี้ยวแล้วตอบว่า ตามใจฉันถ้าทำให้ฉันสบายใจ ฉันจึงยึดเอาตามนี้ให้เรารักและสามัคคีกันดุจเป็พี่น้องและครอบครัว จะได้หยุดทะเลาะและร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันด้วยความสนิทใจ
ซึ่งหลังจากกินอาหารเช้ากันเสร็จ ซิ่นหลิงก็ไปทำชั้นตากสมุนไพรเพิ่มอีกอันหนึ่ง เพราะไม้ไผ่ที่เขาตัดมาเมื่อวานยังมีเหลือ เสวี๋ยฉีก็เริ่มฝึกสอนฉันให้เรียกอาวุธออกมาจากพลังิญญางูขาว คือแซ่อสรพิษ
ซึ่งการเรียกออกมานั้นไม่ยาก แค่นึกถึงงูขาวพลังิญญาก็เลื้อยมาที่มือกลายเป็แซ่สีขาวเส้นยาวอยู่ในมือ แล้วเสวี๋ยฉีก็สอนวิธีสะบัดแซ่ และการใช้แซ่ต่อสู้กับศัตรู อีกทั้งแซ่อสรพิษยังสามารถใช้เป็เชือกเกี่ยวพันรัดศัตรูได้
ฉันจึงฝึกสะบัดแซ่อยู่ครึ่งวันก็เริ่มคล่องคุ้นมือ จนสามารถสะบัดแซ่เสียงดังสนั่น หลังจากนั้นเสวี๋ยฉีก็เริ่มสอนวิชาร่ายรำสะบัดพิษ เพื่อใช้เป็ท่าทางควบคู่กับแซ่ เสวี๋ยฉีจึงร่ายรำให้ฉันดูก่อน เป็ท่ารำสวยงามอ้อนช้อย แต่แฝงไปด้วยความรวดเร็วและเข้มแข็ง จนกระทั่งเขาร่ายรำจบ ก็สั่งให้ฉันร่ายรำตามเขา
เสวี๋ยฉี : เ้าต้องสะบัดแขนออกไป แบบนี้ๆ! ยกแขนสูงอีก! ก้นยกด้วย! หน้าเชิด! เตะขาออกไปด้านหลังแบบนี้! โอ๊ยยยเ้านี่สอนไม่จำอีกแล้ว!
อันฉี : โหยยยยยากจัง! ข้าปวดตัวไปหมดแล้ว!
เสวี๋ยฉี : อย่าบ่น! เอ้า! ทำอีกรอบนึง!
การฝึกร่ายรำสะบัดพิษโยกไปแอ่นมา ทำเอาฉันปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่คิดว่าวิชาร่ายรำสะบัดพิษจะยากกว่าการฟาดแซ่ไปมาเสียอีก