หลังขอร้องอ้อนวอนคุณชายน้อยอยู่นาน ก็เป็อันได้ข้อสรุปเสียที ระยะเวลาในการทำภารกิจตามจับโจร นั่นก็คือหนึ่งวัน เขาแทบหมอบกราบแทบเท้าอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรสิงเทียนก็ไม่ยินยอมรับฟังอยู่ดี ยังคงยืนกรานจะให้เขาใช้เวลาแค่หนึ่งวันเช่นเดิม
ผลสุดท้ายเมื่อเถียงอย่างไรก็ไม่ชนะ มีแต่จะพาลให้เดือดร้อนเสียเปล่า เขาจึงยอมรับฟังคำสั่งอีกฝ่ายแต่โดยดี รีบตื่นั้แ่ไก่โห่เพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตีนเขาที่ว่านั่น
เมื่อเข้าสู่พื้นที่พักอาศัย ซิ่วอิงก็ไม่รอช้ารีบเดินสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านพวกนั้นจนเกือบครบทุกหลังคาเรือน แต่กว่าจะไล่ถามจนหมดเล่นเอาเขาหน้ามืดตาลายไปหลายครั้งเลยทีเดียว
กระทั่งมาถึงเรือนไม้เก่า ๆ ที่คาดว่าเป็หลังสุดท้าย เขาจึงนั่งพักที่แคร่ไม้หน้าบ้านให้หายเหนื่อย ดวงตาขุ่นมัวพยายามเพ่งมองท้องนภาที่ในขณะนี้เริ่มกลายเป็สีส้มสดเรื่อย ๆ เห็นทีว่าอีกไม่นานฟ้าคงมืดแน่ หากข้ามวันแล้วเขายังจับหัวขโมยไม่ได้มีหวังถูกสิงเทียนกระทืบจมดินเป็แน่ ทางนั้นยิ่งเ้าอารมณ์และเอาแต่ใจเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว หากทำให้ไม่พอใจเพิ่มขึ้นไปอีก เขาคงต้องเตรียมบอกลาชีวิตในชาตินี้เสียแล้วล่ะ
“เ้ามาถามหาใครรึพ่อหนุ่ม” ชายชราเดินตัวสั่นงก ๆ พร้อมใช้ไม้เท้าค้ำเดินมาทางเขา ซิ่วอิงหันขวับก่อนจะลุกไปประคองให้เดินมานั่งด้วยกัน
เขาทอดถอนใจแล้วพูดขึ้น “เฮ้อ..ข้ามาตามหาพ่อค้าคนกลางผู้หนึ่งน่ะ แต่เดินถามมาจนหมดแล้วก็ไม่มีใครรู้จักสักคน”
ชายชราเอ่ยถาม “พ่อค้าคนกลางอย่างนั้นรึ อืม..”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นของคนมีอายุเริ่มย่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ชายชรานั่งเงียบได้ไม่นานก็พูดขึ้นอีก “เหมือนว่าวันก่อนจะมีคนเอายามาขายให้ข้าอยู่นะ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าออกจากที่นี่ไปหรือยัง”
ซิ่วอิงตาโตถามอย่างตื่นเต้น “เขาอยู่ที่ไหนรึ พอจะบอกข้าได้ไหม”
“อืม ได้แน่นอน”
เมื่อได้รับเบาะแสชี้ตำแหน่งผู้ต้องสงสัยมาแล้ว เขาก็รีบมุ่งหน้าเดินทางไปในทันที มีเรือนหลังหนึ่งตั้งหลบมุมอยู่ในป่าลึก ภายนอกดูสงบร่มเย็น มีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งตั้งอยู่ริมคลอง ใกล้ประตูมีตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่ และข้างเรือนหลังนั้นก็มีม้ากำลังยืนดมดอกไม้อยู่อีกด้วย บรรยากาศโดยรอบแม้ดูปกติทุกอย่างแต่ความรู้สึกของเขากลับบอกว่ามันไม่ปกติสักนิด
ซิ่วอิงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าต้องใช่ที่นี่แหละ เขาเดินไปใกล้ประตูและเงื้อเท้าถีบอย่างแรงจนมันหักครึ่ง ร่างสูงพุ่งพรวดเข้าไปในนั้นและตวาดเสียงดังลั่น “ไอ้หัวขโมยตัวดี! ในที่สุดก็หาตัวเจอจนได้!”
ชายร่างท้วมผู้หนึ่งกำลังนั่งซดบะหมี่อยู่บนโต๊ะอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อมีบุคคลปริศนาพังประตูเข้ามาพรวดพราด จึงได้แต่นั่งคาบเส้นด้วยความใ
คนหน้าทางเข้าเดินดุ่ม ๆ ไปที่โต๊ะกินข้าว พร้อมใช้นิ้วดึงติ่งหูอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นจากที่นั่ง
“ไอ้หมูตอน แกนี่เองที่เป็หัวขโมยยาของแม่นางซ่งไป ช่างกล้านัก!”
คนที่ถูกดึงหูและเรียกว่าหมูตอนได้แต่ทำหน้างง เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้คืออะไร และย่อมไม่รู้ว่าตนเองกำลังเจอกับผู้ใดในขณะนี้
“นี่มันอะไร เ้าเป็ใครกันเนี่ย!” โจรผู้นั้นพยายามดิ้นขัดขืน หากแต่กลับถูกอีกฝ่ายตบหน้าจนเจ็บจี๊ด
เพียะ! “หุบปากไอ้อ้วน!”
ซิ่วอิงเตะขาเขาทีหนึ่ง อีกฝ่ายก็ทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าทันที เขาหยิบเชือกเส้นหนึ่งออกมามัดตัวคนร้ายไว้กับขาโต๊ะ ก่อนจะยืนเอามือกอดอกทำท่าทางให้ดูน่าเกรงขาม
“เ้าหลอกนักปรุงยามากี่รายแล้ว หา!”
หากในตอนแรกยังแสร้งทำมึนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อถูกล่วงรู้ความลับเข้า สีหน้าก็เริ่มแปรเปลี่ยนทันควัน นักต้มตุ๋นที่นั่งจ๋องตรงนั้นไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี ได้แต่กรอกตาไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้ากัน
ซิ่วอิงลากเก้าอี้ตัวใหญ่มานั่ง เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้คนร้ายแล้วกล่าว
“ข้าถามว่าหลอกผู้อื่นมากี่รายแล้ว เ้าไม่ได้ยินรึอาฮง”
อาฮงคือชื่อปลอมที่เขาใช้หลอกกับชาวบ้านว่าเป็พ่อค้าต่างถิ่น เที่ยวเดินทางไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ และจ้างให้พวกเขาทำยามาให้ตน บอกว่าจะนำไปขายทอดตลาดและแบ่งกำไรกัน ผลสุดท้ายก็กดราคาจนกำไรไม่เหลือ หนำซ้ำยังวางแผนขโมยยาและฮุบเงินผู้อื่นหนีไปอีก
ชายชราก่อนหน้าแม้อายุมากแล้ว แต่เขากลับมีความจำที่เป็เลิศ บอกทั้งที่อยู่ ชื่อแซ่ แล้วไหนจะรูปพรรณสัญฐานของคนร้ายอย่างละเอียดอีก หากไม่ได้ชายชราผู้นั้นช่วยเหลือ ป่านนี้เขาคงยังเดินเร่ร่อนจับทิศทางไม่ถูกแน่
อาฮงที่นั่งก้มหน้า เมื่อถูกเรียกชื่อก็พลันอยู่ไม่นิ่ง ใบหน้าประเดี๋ยวขาวซีดประเดี๋ยวแดงก่ำ ะโสวนกลับ “เ้าคนถ่อย! เ้ามาผิดที่แล้ว ข้าไม่ได้ขโมยของหรือหลอกใครเสียหน่อย”
ซิ่วอิงว่า “เ้าโกหก ทั้งที่อยู่ต่อหน้าข้าผู้นี้แท้ ๆ แต่ช่างกล้าพูดโกหกได้หน้าตาเฉย หลักฐานมัดตัวแน่นเสียขนาดนั้นยังจะแสร้งโง่อยู่อีกรึ”
“หลักฐานอะไร เ้าปรักปรำข้าล่ะสิ!”
เขาชี้ไปยังข้างประตู “นั่นคือตะกร้าใส่ยา ส่วนม้าที่อยู่ข้างนอกก็เป็พาหนะที่เ้าใช้เดินทาง ที่สำคัญมันคือม้าที่เ้าของเขาติดป้ายตามหา เพราะไม่รู้ถูกไอ้อ้วนที่ไหนขโมยไป หลักฐานเท่านี้ชัดพอหรือยัง” พูดเสร็จก็โยนกระดาษลงพื้นให้อีกคนดู
ในตอนนี้เอง อาฮงถึงค่อยกระจ่างขึ้นมาว่าเขาเผลอเล่นกับคนที่ไม่ควรเสียแล้ว ออร่าสังหารจากคนตรงหน้าถูกแผ่รัศมีออกมาจนเขาเหงื่อแตกพลั่ก แต่มาถึงขนาดนี้จะให้ยอมรับสารภาพว่าเป็คนผิดในทันทีมันก็กระไรอยู่ จึงต้องแกล้งเล่นละครเพิ่มอีกเสียหน่อย
“โอยท้องข้า ท้องข้าปวดเหลือเกิน!”
อาฮงหน้าเขียวนั่งร้องโอดโอยด้วยความทรมาน ขณะเดียวกันซิ่วอิงก็รีบลุกมาดูอาการเขา โคจรพลังทิพย์ส่วนหนึ่งมาไว้ที่ฝ่ามือแล้วบรรเทาอาการเ็ปนั่นลง
“โอยท้องข้า!”
อีกฝ่ายยังคงไม่ยอมหาย ร้องโอดครวญราวกับลำไส้จะขาดออกจากกัน เพียงไม่นานนักฝ่ามือที่ลูบท้องเขาอยู่ก็หยุดนิ่งไป อาฮงหรี่ตามองพื้นก็เห็นเชือกหลายขดถูกแก้ลงไปกองด้านล่างเรียบร้อย เขาลุกขึ้นแล้ววิ่งทันที หัวเราะร่าด้วยสีหน้าเบิกบาน คิดว่าคนผู้นั้นคงเป็แค่ไอ้โง่ที่ถูกเขาหลอกก็เท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือกับดัก
“อ้าก!”
ร่างท้วมสะดุดก้อนหินจนกลิ้งหลุน ๆ ไปลงคลองข้างทาง ตัวเปียกสะบักสะบอมเหมือนลูกหมามิมีผิด ฝีเท้าของคนผู้นั้นเหยียบหญ้าเดินตามออกมาอย่างไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว เขากล่าว “คิดจะเล่นละครตบตาข้ารึ เ้ายังอ่อนหัดกว่าข้าอีกหลายขุมนะอาฮง”
“นี่เ้า เ้ารู้!?”
ซิ่วอิงนั่งยองมองคนอ้วนที่พุงกระเพื่อมในสายน้ำ ยิ้มหยันตอบกลับ “รู้สิ ข้าน่ะอยู่ระดับ์เชียวนะ แค่การแสดงกระจอกงอกง่อยทำไมข้าจะดูไม่ออกเล่า”
อาฮงหน้าแดงก่ำ เดือดดาลจนอยากลุกไปทุบหน้ากวนบาทานั่น แต่ติดที่ตนลุกไม่ขึ้นจึงต้องลงไม้ลงมือกับสายน้ำในคลองแทน เขาตีจนน้ำสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ แหกปากร้องะโราวกับเป็สุกรที่กำลังจะถูกจับเชือด
ซิ่วอิงยืนขึ้นตัวตรงก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเชือกขดใหม่ออกมา เขาจัดการสอบปากคำและยึดของกลางจำนวนมากกลับมาได้ พร้อมกับดัดนิสัยคนร้ายโดยการจับมันมัดติดกับหลังม้าและเขียนป้ายห้อยคอว่า ‘ข้าคือนักต้มตุ๋น’ ปล่อยให้ม้าเดินวนอยู่ทั่วหมู่บ้านจนชาวบ้านพากันแพร่สะพัดข่าวลือ
แน่นอนว่าหลังเื่ราวนี้จบลง ผู้คนต่างพากันพูดถึงบุคคลหนึ่งที่มีน้ำใจเหลือล้น จิตใจโอบอ้อมอารีกว้างขวางดั่งมหาสมุทร บุรุษผู้ทำตามคำสั่งของเ้านายให้มากำจัดคนชั่วนั่นคือ ‘ซิ่วอิง’ หากแต่ชื่อเสียงของผู้เป็นายนั้นกลับเลื่องลือเสียยิ่งกว่า ได้รับการสรรเสริญเยินยออยู่นานหลายวันเลยทีเดียว
หลังกลับมาจากหมู่บ้านตีนเขาแล้ว เขาก็หอบถุงยามาคืนเ้าของ ซ่งหลินเปิดดูและตรวจสอบความเรียบร้อยก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด เมื่อเป็เช่นนี้นางจึงขอร้องเขาอีกเื่ นั่นคือช่วยเจรจากับกลุ่มลูกค้าชายฉกรรจ์ให้ที ว่าระหว่างรับยาที่สั่งกับรับเงินคืนพวกเขาจะเลือกอย่างใด
และถึงแม้กลุ่มลูกค้าจะยินดีรับยาไปและกล่าวขอโทษที่เข้าใจนางผิด ซ่งหลินกลับมิได้ติดใจอะไร ซ้ำยังมอบเงินเป็ค่าเสียเวลาให้กับพวกเขาด้วย
สิงเทียนท่าทางดูพึงพอใจเป็อย่างมาก เหมือนจะอารมณ์ดีั้แ่เขานำข่าวกลับมาบอกจนกระทั่งถึงเวลานี้
พอถึง่เย็น ก่อนที่พวกเขาจะอำลาจากที่นี่และเดินทางไปที่อื่นต่อ แม่นางซ่งก็ได้เข้าครัวลงมือทำอาหารมาเลี้ยงแขก ซิ่วอิงเองก็ช่วยนางอยู่นิดหน่อยหากแต่ไม่กล้ายุ่มย่ามจนมากเกินไป ด้วยกลัวว่าสิงเทียนจะผีเข้าและหน้าบึ้งตึงใส่ตนอีก
“กินเยอะ ๆ นะซิ่วอิง หากไม่ได้เ้าช่วย ป่านนี้ข้าคงถูกมองเป็นักปรุงยาต้มตุ๋นจริง ๆ แน่”
นางใช้ตะเกียบคีบผักมาวางในชามให้เขา ซิ่วอิงพยักหน้าส่งรอยยิ้มให้แทนการกล่าวขอบคุณ เขาก้มมองใบผักที่มีสีเขียวสด ผักนี่ผัดใส่น้ำมันหอยมาอย่างดีส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนน่าทานยิ่ง แต่แล้วกลับรู้สึกว่าน้ำลายในปากช่างขมฝืดคอนัก แทบจะกระเดือกไม่ลงคอกันเลยทีเดียว
สาเหตุนั้นคงรู้กันดีว่าเพราะอะไร ก็เพราะภรรยาในอนาคตของพระเอกคีบอาหารมาให้เขายังไงล่ะ!
เวรกรรมของลูกช้างจริง ๆ หนึ่งในนางเอกดันทำตัวสนิทสนมกับเขามากกว่าพระเอกอย่างสิงเทียนเสียอีก เขาลอบเงยหน้ามองคนตรงข้ามที่คีบอาหารกินโดยไม่สนใจใคร สิงเทียนทั้งที่นั่งอย่างสง่าอยู่ตรงนั้นแท้ ๆ แต่แม่นางข้างกายกลับไม่สนใจแม้กระทั่งจะคีบอาหารให้เขาบ้างเลย
เมื่อชั่งใจอยู่นานซิ่วอิงจึงเป็ฝ่ายคว้าตะเกียบไปคีบน่องไก่ให้แทนเสียเลย เพื่อเป็การเบี่ยงเบนให้นางหันไปสนใจอีกฝ่ายมากขึ้น
“คุณชายเชิญขอรับ”
น่องไก่กำลังจะหย่อนลงในชามข้าว สิงเทียนกลับยกถ้วยในมือหนีไปอีกทาง สีหน้าบ่งบอกว่าไม่อยากได้น่องไก่ที่เขาคีบให้ ซิ่วอิงรีบพลิกสถานการณ์ เขานั่งลงพร้อมใช้มือสะกิดแม่นางข้างกายให้ได้รู้ แต่นางกลับใสซื่อเกินกว่าจะเข้าใจ
นางว่า “อะไรรึ เ้าสะกิดข้าทำไม อยากได้อะไรเพิ่มหรือ”
สิงเทียนเงยหน้ามองครู่หนึ่ง ก่อนจะทำเป็ไม่สนใจและกินข้าวต่อ ฝ่ายซิ่วอิงได้แต่ทำท่าแปลกประหลาด ลุกลี้ลุกลนจนดูน่าสงสัย
นางเอนตัวเข้ามาใกล้ “หืม?”
“อ๊ะเปล่า! ไม่ใช่นะ! ข้าไม่ได้สะกิด!”
เขาโบกไม้โบกมือพัลวัน ลากเก้าอี้ให้ขยับห่างจากนางออกไปอีกหน่อย จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาคดข้าวในชามกินให้อิ่ม ราวกับจะไม่มีโอกาสได้กินมันอีกเป็มื้อที่สองอย่างไรอย่างนั้น