ลวดลายบนกระบี่เงาดาราเชื่อมกับตราบนแผ่นหลังเพียงหนึ่งลมหายใจพื้นถ้ำทั้งผืนก็สั่นตอบ
ฝุ่นหินร่วงจากเพดานจุดค่ายกลซึ่งผู้เฒ่าโม่ฝังไว้รอบถ้ำสว่างขึ้นทีละจุด มิใช่แสงทองหากเป็สีแดงคล้ำเหมือนเืเก่าถูกปลุกจากใต้ดิน
“เก็บปราณ!” ชายชราตวาดซ้ำ
เยี่ยซิงเหอตัดสายทองในอก แต่กระบี่ไม่ยอมคืนความเงียบทันทีแรงซึ่งมันรับไว้จากการทดลองไหลย้อนผ่านฝักเขาต้องกดปลายกระบี่กับพื้นจึงไม่ปล่อยให้คมสั่นหลุดมือ
ผู้เฒ่าโม่ตบฝ่ามือลงบนผนังถ้ำ
รอยอักขระห้าสายแตกออกจากปลายนิ้ว คลุมแสงแดงทีละจุดเสียงสั่นใต้พื้นเบาลง ทว่าจุดไกลสุดตรงปากถ้ำดับช้ากว่าที่เหลือราวกับส่งบางสิ่งออกไปแล้ว
“ศัตรูเห็นหรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม
“หากมองอยู่ มันย่อมเห็นว่าที่นี่มีคนพยายามปิดบัง”
“เห็นข้าหรือกระบี่?”
“ความอยากรู้ของศัตรูไม่แยกสองสิ่งนั้นนานนัก”
ผู้เฒ่าโม่ดึงกระบี่จากมือเขา พันผ้าคลุมสามชั้นแล้วใช้เถาวัลย์แห้งรัดเพิ่ม ชายชราไม่ได้ส่งคืน
“ท่านจะเก็บมันอีกหรือ”
“ข้าจะเก็บจนกว่าเ้าจะพิสูจน์ว่าไม่เอาความสงสัยของตนไปจุดไฟใต้หมู่บ้าน”
“ข้าหยุดทันทีที่ท่านสั่ง”
“ช้าหนึ่งลมหายใจ”
“เพราะกระบี่รับพลังไว้”
“นั่นคือข้ออ้างของผู้ถืออาวุธทุกคนก่อนอาวุธฆ่าคนผิด”
คำตำหนิแทงลึกกว่ากระบี่ เยี่ยซิงเหอมองมือซึ่งยังมีเืซึมเขาตั้งใจพิสูจน์ว่ากระบี่รับปราณได้ แต่ผลคือเปิดรอยแก่ผู้เฝ้ามองอีกครั้ง
ผู้เฒ่าโม่สะพายกระบี่แล้วเดินออกจากถ้ำ “ตามมา”
“ไปที่ใด”
“เ้าบอกว่าเรียนกระบี่แล้ว ข้าจะดูว่าเ้ารู้สิ่งใดจริง”
* * *
ลานทดสอบอยู่เหนือถ้ำขึ้นไปครึ่งลี้เป็แอ่งหินซึ่งลมกวาดหิมะออกจนเห็นพื้นดำ กลางลานมีเสาหินสามต้นซากต้นสนล้มหนึ่งต้น และทางแคบลงสู่หมู่บ้านอยู่ด้านใต้
ผู้เฒ่าโม่วางกระบี่เงาดาราบนก้อนหิน ไม่แกะผ้าคลุมจากนั้นหักกิ่งสนยาวเท่าแขนส่งให้เยี่ยซิงเหอ
“ใช้สิ่งนี้”
เยี่ยซิงเหอรับกิ่งไม้ “ท่านใช้อะไร”
ชายชรายกขวดสุราเปล่า
“หากข้าทำขวดแตก ถือว่าชนะหรือ”
“หากเ้าทำให้ข้าถอยหนึ่งก้าว ข้าจะคืนกระบี่”
“ถ้าข้าแพ้?”
“เ้ากลับไปช่วยซ่อมประตู ไม่แตะปราณจนตะวันตก”
ข้อตกลงดูง่ายแต่เยี่ยซิงเหอรู้ว่าคนตรงหน้าเคยปิดค่ายกลเืด้วยฝ่ามือเดียวชายชราซ่อนพลังมานานเท่าใดไม่มีผู้ใดรู้การบังคับให้ถอยหนึ่งก้าวอาจยากกว่าชนะหุ่นสิบตัวในหอคอย
“เริ่มเมื่อใด”
ขวดสุราพุ่งเข้าหน้าโดยไม่มีคำตอบ
เยี่ยซิงเหอเอียงศีรษะขวดเฉียดหูแล้ววกกลับเหมือนถูกเชือกมองไม่เห็นดึง เขายกกิ่งสนรับก้นขวดชนไม้เสียงดัง แรงะเืทำให้ข้อมือชาจนกิ่งแทบหลุด
ผู้เฒ่าโม่ยังยืนที่เดิม มือซ้ายอยู่หลังหลัง มือขวาว่างเปล่า
ขวดกลับไปอยู่ในมือเมื่อใด เขามองไม่ทัน
“เห็นจุดอ่อน ไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังพอแทงมัน” ชายชรากล่าว
เยี่ยซิงเหอเปิดเนตร
ความมืดใต้เปลือกตาแยกเป็เส้นปราณแต่ร่างผู้เฒ่าโม่ต่างจากคนอื่น เส้นทั้งหมดเลือนราวหมอกบางสายปรากฏตรงแขนแล้วหายไปที่เท้า บางสายไหลย้อนจากลมหายใจเข้าสู่พื้นเขามองเห็นจุดอ่อนสามแห่งในชั่วพริบตา ทว่าแต่ละแห่งเปลี่ยนตำแหน่งก่อนจะก้าวถึง
ชายชราสะบัดขวดอีกครั้ง
เยี่ยซิงเหอหลบช้า ขอบขวดกระแทกไหล่ซ้ายเขาหมุนตามแรงไม่ให้กระดูกหัก แต่เสียหลักเหยียบหิมะตรงขอบลานแล้วล้ม
ภาพเส้นปราณสั่นเป็สองชั้น ความเจ็บแล่นหลังดวงตา
“ท่านเปลี่ยนจุดอ่อนของตนได้” เขากล่าว
“จุดอ่อนมิใช่หมุดตอกบนร่าง ผู้มีชีวิตย่อมหายใจ เคลื่อนแรงและรู้ว่าถูกมอง”
“ท่านรู้ว่าข้ามองตรงใด”
“ดวงตาเ้าบอกก่อนกิ่งไม้”
เยี่ยซิงเหอลุก ปิดเนตรทันทีการฝืนมองต่อมีแต่จะทำให้ข้อมูลแตกและชายชราใช้สิ่งที่เขาเห็นลวงกลับ
ครั้งที่สอง เขาไม่โจมตีตรงตัว ใช้กิ่งสนปัดหิมะขึ้นบังแล้วพุ่งไปทางเสาหิน ผู้เฒ่าโม่ไม่ตาม เพียงโยนขวดกระทบเสาแรงสั่นทำให้หิมะบนยอดร่วงใส่ศีรษะเขา
ครั้งที่สาม เขาแสร้งลื่นตรงซากสนซ่อนปลายกิ่งใต้หิมะแล้วตวัดข้อเท้าชายชรา ผู้เฒ่าโม่ก้าวข้ามอย่างไม่ต้องมองปลายขวดแตะหน้าผากเขาก่อนกิ่งถึงชายเสื้อ
“ตายครั้งที่สาม”
“ข้ายังยืนอยู่”
“คนตายมักเถียงเช่นนี้ไม่ได้ จงถือว่าเป็โชคของเ้า”
เยี่ยซิงเหอถอยไปตั้งหลัก หัวใจเต้นแรงจากความล้าเขาใช้ท่าหอคอย ใช้เนตร และใช้กลลวง แต่ทุกอย่างเริ่มจากตัวเขาชายชราจึงอ่านได้ก่อนเกิด
เขามองลานแทนผู้เฒ่าโม่
พื้นหินดำด้านกลางแห้งสนิท ขอบเหนือมีหิมะบางใต้ซากสนมีน้ำแข็งซึ่งเกิดจากน้ำละลายเมื่อคืน เสาหินสามต้นตั้งไม่เท่ากันต้นขวาเอียงเข้าหาลานและมีรอยแตกตรงฐาน
ทางลงหมู่บ้านอยู่หลังผู้เฒ่าโม่
หากเขาทำเสาหินล้ม ชายชราอาจถอยได้แต่เสาจะกลิ้งลงทางแคบสู่หมู่บ้านการชนะด้วยการผลักภัยให้คนด้านล่างมิใช่ชัยชนะที่เขา้า
ผู้เฒ่าโม่เห็นสายตาเขา “พบทางแล้วหรือ”
“พบทางที่ใช้ไม่ได้”
“เช่นนั้นจงหาทางใหม่ก่อนข้าหมดความเมา”
เยี่ยซิงเหอก้มดูเงาตนบนพื้น แสงเช้าส่องจากตะวันออกเงาผู้เฒ่าโม่ทอดยาวถึงแผ่นน้ำแข็ง แต่ชายชรายืนบนหินแห้งการมองพื้นทำให้เขานึกถึงหุ่นกระบี่ในหอคอย—สิ่งที่เห็นอาจมิใช่สิ่งที่ต้องตัด
เขาจับกิ่งสนกลับด้าน ใช้ส่วนโคนแทนปลาย
แล้ววิ่งตรงเข้าไป
ผู้เฒ่าโม่ยกขวดรับ กิ่งกับดินเผาปะทะกัน เยี่ยซิงเหอไม่ฝืนเขาปล่อยกิ่งจากมือทันที หมุนตัวผ่านด้านซ้าย ชายชราขยับขวดตามและใช้ศอกปิดทาง
เยี่ยซิงเหอเปิดเนตรเพียงชั่วพริบตา
เส้นปราณทั้งหมดบนร่างผู้เฒ่าโม่ยังลวงแต่เส้นซึ่งไหลลงพื้นไม่อาจย้ายเร็วเท่าร่าง มันรวมตรงส้นเท้าขวาเพื่อยึดน้ำหนักแล้วส่งแรงกลับขึ้นเอว
เขามิได้แทงจุดอ่อนนั้น
กิ่งสนซึ่งปล่อยไว้ตกกระทบพื้นด้านหลังชายชราพื้นหิมะไม่เกิดอะไร ผู้เฒ่าโม่ไม่สนใจ
เยี่ยซิงเหอจึงกระทืบส้นลงบนปลายอีกด้านของกิ่ง
กิ่งทำหน้าที่คาน ปลายซึ่งอยู่หลังชายชราดีดขึ้นฟาดขวดสุราจากมุมที่เขาไม่ได้จับตา ผู้เฒ่าโม่เอียงมือรับแต่ในจังหวะนั้นน้ำหนักจากส้นขวาถูกย้ายไปซ้าย
เยี่ยซิงเหอแทงไหล่ ไม่แทงร่าง
ปราณทองเพียงเส้นบางไหลลงปลายกิ่ง กระแทกอากาศข้างใบหูชายชราเสียงะเิทำให้หิมะบนเสาหินขวาถล่มลงมา ผู้เฒ่าโม่สามารถยืนรับได้แต่หากทำเช่นนั้นหิมะจะกลบกระบี่เงาดาราซึ่งวางอยู่ข้างหลัง
ชายชราก้าวถอย
หนึ่งก้าว
หิมะตกตรงตำแหน่งเดิมของเขากระบี่ถูกฝ่ามือคว้าไว้ทันก่อนถูกกลบ
ลานเงียบลง
เยี่ยซิงเหอหอบ กิ่งสนในมือแตกจากปราณทองเส้นเืใต้ตาขวาปวดเต้น การโจมตีมิได้แตะชายชราแม้แต่น้อยแต่เงื่อนไขมีเพียงทำให้ถอย
“ท่านแพ้แล้ว”
“เ้าทำให้ข้าปกป้องกระบี่ มิได้ทำให้ข้ากลัวเ้า”
“ท่านบอกเพียงให้ถอยหนึ่งก้าว”
ผู้เฒ่าโม่มองรอยเท้าตนบนหิมะ แล้วโยนกระบี่กลับให้เยี่ยซิงเหอรับด้วยสองมือ น้ำหนักเกือบพาเขาทรุด
“หากเป็ศัตรู ข้าจะปล่อยกระบี่ให้หิมะกลบ แล้วหักคอเ้าก่อน”
“แต่ท่านไม่ปล่อย”
“เพราะมันมิใช่ของข้า”
คำตอบสั้นนั้นยืนยันว่ากระบี่ถูกฝากไว้จริง แม้ยังไม่บอกผู้ฝาก
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายขวดชี้เสาหินขวา“เมื่อครู่เหตุใดไม่ผลักต้นนั้น”
“มันจะกลิ้งลงทางหมู่บ้าน”
“เ้าอาจชนะเร็วกว่า”
“แล้วให้คนด้านล่างรับความพ่ายแพ้แทนข้า”
“หากเป็ศึกจริง เ้าจะมีเวลาคิดหรือ”
เยี่ยซิงเหอมองทางลาดซึ่งรอยล้อเกวียนของชาวบ้านยังฝังในหิมะ“ข้าจึงต้องคิดก่อนศึกจริงว่าจะไม่ใช้ทางใด มิฉะนั้นยามกลัวตายข้าย่อมหยิบทางง่ายที่สุด”
ชายชราเงียบ สีหน้ามิได้อ่อนลงแต่ฝ่ามือซึ่งวางบนกระบี่คลายเล็กน้อย
“เ้าทำให้ข้าถอยเพราะรู้ว่าข้าจะคว้าของชิ้นนี้” เขากล่าว“จำไว้อีกอย่าง ผู้ที่มีสิ่งต้องปกป้องมิได้อ่อนแอกว่าผู้ไร้พันธะเพียงการเคลื่อนไหวของเขามีขอบเขต หากศัตรูรู้ขอบเขตนั้นมันจะใช้คนและสิ่งของเป็โซ่”
“เช่นเดียวกับค่ายกลที่บังคับหมาป่า”
“และเช่นเดียวกับเ้าซึ่งพร้อมฝืนร่างทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงหมู่บ้าน”
เยี่ยซิงเหอไม่อาจเถียง าแที่แขน ข้อเท้าและความพร่าของความทรงจำล้วนเป็หลักฐานว่าศัตรูยังไม่ต้องจับชาวบ้านเป็ตัวประกันเพียงสร้างเสียงเตือน เขาก็ลงมือทำร้ายตนเองแทนแล้ว
ผู้เฒ่าโม่โยนก้อนหิมะใส่หน้าเขา“การมองเห็นจุดอ่อนผู้อื่นง่ายกว่ารู้จุดอ่อนตน หากเนตรเ้าทำได้เพียงอย่างแรกวันหนึ่งมันจะพาเ้าเข้ากับดัก”
เยี่ยซิงเหอปัดหิมะออก “แล้วท่านยิ้มเพราะข้าพบท่านหรือเพราะข้ายังไม่พบตนเอง”
“ข้ายังไม่ได้ยิ้ม”
เยี่ยซิงเหอเก็บคำถามลงพร้อมกระบี่ เขาไม่ได้ชนะผู้เฒ่าโม่เพียงเรียนรู้ว่าจุดอ่อนของผู้แข็งแกร่งอาจมิได้อยู่บนร่างแต่อยู่ในสิ่งที่ผู้นั้นเลือกปกป้อง
ผู้เฒ่าโม่ยกขวดซึ่งบัดนี้มีรอยแตกเล็กตรงก้นขึ้นดู “เ้ามีตามีความคิด และมีโชค แต่ร่างยังช้ากว่าทุกอย่าง หากศัตรูไม่ยืนรอให้เ้าจัดลานเ้าจะตายก่อนพบคานไม้”
“เช่นนั้นสอนให้ข้าเร็วขึ้น”
“พรุ่งนี้”
“เหตุใดไม่วันนี้”
“เพราะร่องรอยที่เ้าทิ้งกำลังเดินทาง”
* * *
ใต้หิมะตรงจุดซึ่งกิ่งสนะเิปราณทองซึมผ่านรอยแตกของลานลงสู่ชั้นดิน มันบางเกินให้คนธรรมดารู้สึกแต่ค่ายกลโลหิตบนูเาถูกสร้างมาเพื่อฟังพลังซึ่งไม่ควรมี
จุดเชื่อมหนึ่งสว่าง
แสงแดงวิ่งไปยังหลักหินต้นที่สอง แล้วข้ามไปต้นที่สามเส้นทางมิได้พุ่งเข้าหมู่บ้าน หากวกขึ้นสันเขาซึ่งมีเงาคนหมอบอยู่หลังโขดหิน
คนผู้นั้นวางแผ่นเหล็กดำบนหิมะ รอยสลักบนแผ่นตอบแสงหนึ่งครั้ง
เขาไม่เห็นใบหน้าเยี่ยซิงเหอ ไม่เห็นกระบี่และไม่รู้ว่าผู้ใดทำให้พื้นสั่น
แต่รู้ว่าพลังชนิดเดิมปรากฏอีกแล้ว
เขาใช้ปลายมีดขูดหิมะออกจากขอบแผ่นเหล็กรอยแดงมิได้กระจายทั่วผิว หากรวมเป็จุดเล็กสองจุด จุดหนึ่งแทนตำแหน่งลานอีกจุดอยู่ต่ำลงไปทางหมู่บ้าน ระหว่างสองจุดมีเส้นบางสั่นไม่หยุดราวกำลังวัดว่าผู้ใช้พลังอยู่ห่างจากค่ายกลหลักเท่าใด
เงาคนกดแผ่นลงกับพื้นอีกครั้ง
แสงตอบอ่อนกว่าเดิม แต่ทิศไม่เปลี่ยน
พลังทองไม่ได้เกิดจากหลักหิน มิได้เป็กลลวงของผู้เฒ่าโม่และมิได้ดับไปพร้อมการะเิ มันติดอยู่บนรอยกระแทก บนปลายกิ่งและในหิมะซึ่งฟุ้งลงทางใต้ ทุกแห่งทิ้งกลิ่นปราณแบบเดียวกัน
ผู้เฝ้ามองจึงไม่รีบร้อนลงเขาการตามรอยในเวลานี้อาจทำให้ผู้เฒ่าโม่รู้ว่าค่ายกลถูกอ่านกลับอีกทั้งเ้าของพลังยังไม่เผยรูปร่างเขา้าหลักฐานมากกว่าหนึ่งรอยก่อนส่งคนเข้าหมู่บ้าน
เขาเก็บแผ่นเหล็กเข้าอกเสื้อแล้วใช้หิมะกลบรอยเข่าจากนั้นเปลี่ยนไปหมอบหลังโขดหินอีกก้อนซึ่งมองเห็นทั้งลานและทางลงเขา
การทดสอบบนลานจบแล้ว แต่การทดสอบของผู้ซุ่มมองเพิ่งเริ่ม
ที่ลานผู้เฒ่าโม่มองไปยังสันเขาราวได้ยินสิ่งซึ่งอยู่ไกลเกินหูมนุษย์
เยี่ยซิงเหอถาม “ท่านเห็นอะไร”
“คนซึ่งคิดว่าตนมองเราอยู่”
“จะตามหรือไม่”
ชายชราหันกลับมามองรอยเท้าหนึ่งก้าวของตนแล้วรอยยิ้มบางปรากฏเป็ครั้งแรกั้แ่กระบี่ตื่น
“ยังไม่ตาม วันนี้เ้าต้องเรียนก่อนว่าการถอยหนึ่งก้าวมิได้แปลว่าศัตรูยอมแพ้”