ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 18 ผู้เฒ่าโม่ลงมือ

    ลวดลายบนกระบี่เงาดาราเชื่อมกับตราบนแผ่นหลังเพียงหนึ่งลมหายใจพื้นถ้ำทั้งผืนก็สั่นตอบ

    ฝุ่นหินร่วงจากเพดานจุดค่ายกลซึ่งผู้เฒ่าโม่ฝังไว้รอบถ้ำสว่างขึ้นทีละจุด มิใช่แสงทองหากเป็๞สีแดงคล้ำเหมือนเ๧ื๪๨เก่าถูกปลุกจากใต้ดิน

    “เก็บปราณ!” ชายชราตวาดซ้ำ

    เยี่ยซิงเหอตัดสายทองในอก แต่กระบี่ไม่ยอมคืนความเงียบทันทีแรงซึ่งมันรับไว้จากการทดลองไหลย้อนผ่านฝักเขาต้องกดปลายกระบี่กับพื้นจึงไม่ปล่อยให้คมสั่นหลุดมือ

    ผู้เฒ่าโม่ตบฝ่ามือลงบนผนังถ้ำ

    รอยอักขระห้าสายแตกออกจากปลายนิ้ว คลุมแสงแดงทีละจุดเสียงสั่นใต้พื้นเบาลง ทว่าจุดไกลสุดตรงปากถ้ำดับช้ากว่าที่เหลือราวกับส่งบางสิ่งออกไปแล้ว

    “ศัตรูเห็นหรือไม่” เยี่ยซิงเหอถาม

    “หากมองอยู่ มันย่อมเห็นว่าที่นี่มีคนพยายามปิดบัง”

    “เห็นข้าหรือกระบี่?”

    “ความอยากรู้ของศัตรูไม่แยกสองสิ่งนั้นนานนัก”

    ผู้เฒ่าโม่ดึงกระบี่จากมือเขา พันผ้าคลุมสามชั้นแล้วใช้เถาวัลย์แห้งรัดเพิ่ม ชายชราไม่ได้ส่งคืน

    “ท่านจะเก็บมันอีกหรือ”

    “ข้าจะเก็บจนกว่าเ๽้าจะพิสูจน์ว่าไม่เอาความสงสัยของตนไปจุดไฟใต้หมู่บ้าน”

    “ข้าหยุดทันทีที่ท่านสั่ง”

    “ช้าหนึ่งลมหายใจ”

    “เพราะกระบี่รับพลังไว้”

    “นั่นคือข้ออ้างของผู้ถืออาวุธทุกคนก่อนอาวุธฆ่าคนผิด”

    คำตำหนิแทงลึกกว่ากระบี่ เยี่ยซิงเหอมองมือซึ่งยังมีเ๧ื๪๨ซึมเขาตั้งใจพิสูจน์ว่ากระบี่รับปราณได้ แต่ผลคือเปิดรอยแก่ผู้เฝ้ามองอีกครั้ง

    ผู้เฒ่าโม่สะพายกระบี่แล้วเดินออกจากถ้ำ “ตามมา”

    “ไปที่ใด”

    “เ๽้าบอกว่าเรียนกระบี่แล้ว ข้าจะดูว่าเ๽้ารู้สิ่งใดจริง”

    * * *

    ลานทดสอบอยู่เหนือถ้ำขึ้นไปครึ่งลี้เป็๲แอ่งหินซึ่งลมกวาดหิมะออกจนเห็นพื้นดำ กลางลานมีเสาหินสามต้นซากต้นสนล้มหนึ่งต้น และทางแคบลงสู่หมู่บ้านอยู่ด้านใต้

    ผู้เฒ่าโม่วางกระบี่เงาดาราบนก้อนหิน ไม่แกะผ้าคลุมจากนั้นหักกิ่งสนยาวเท่าแขนส่งให้เยี่ยซิงเหอ

    “ใช้สิ่งนี้”

    เยี่ยซิงเหอรับกิ่งไม้ “ท่านใช้อะไร”

    ชายชรายกขวดสุราเปล่า

    “หากข้าทำขวดแตก ถือว่าชนะหรือ”

    “หากเ๽้าทำให้ข้าถอยหนึ่งก้าว ข้าจะคืนกระบี่”

    “ถ้าข้าแพ้?”

    “เ๽้ากลับไปช่วยซ่อมประตู ไม่แตะปราณจนตะวันตก”

    ข้อตกลงดูง่ายแต่เยี่ยซิงเหอรู้ว่าคนตรงหน้าเคยปิดค่ายกลเ๧ื๪๨ด้วยฝ่ามือเดียวชายชราซ่อนพลังมานานเท่าใดไม่มีผู้ใดรู้การบังคับให้ถอยหนึ่งก้าวอาจยากกว่าชนะหุ่นสิบตัวในหอคอย

    “เริ่มเมื่อใด”

    ขวดสุราพุ่งเข้าหน้าโดยไม่มีคำตอบ

    เยี่ยซิงเหอเอียงศีรษะขวดเฉียดหูแล้ววกกลับเหมือนถูกเชือกมองไม่เห็นดึง เขายกกิ่งสนรับก้นขวดชนไม้เสียงดัง แรง๼ะเ๿ื๵๲ทำให้ข้อมือชาจนกิ่งแทบหลุด

    ผู้เฒ่าโม่ยังยืนที่เดิม มือซ้ายอยู่หลังหลัง มือขวาว่างเปล่า

    ขวดกลับไปอยู่ในมือเมื่อใด เขามองไม่ทัน

    “เห็นจุดอ่อน ไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังพอแทงมัน” ชายชรากล่าว

    เยี่ยซิงเหอเปิดเนตร

    ความมืดใต้เปลือกตาแยกเป็๞เส้นปราณแต่ร่างผู้เฒ่าโม่ต่างจากคนอื่น เส้นทั้งหมดเลือนราวหมอกบางสายปรากฏตรงแขนแล้วหายไปที่เท้า บางสายไหลย้อนจากลมหายใจเข้าสู่พื้นเขามองเห็นจุดอ่อนสามแห่งในชั่วพริบตา ทว่าแต่ละแห่งเปลี่ยนตำแหน่งก่อนจะก้าวถึง

    ชายชราสะบัดขวดอีกครั้ง

    เยี่ยซิงเหอหลบช้า ขอบขวดกระแทกไหล่ซ้ายเขาหมุนตามแรงไม่ให้กระดูกหัก แต่เสียหลักเหยียบหิมะตรงขอบลานแล้วล้ม

    ภาพเส้นปราณสั่นเป็๲สองชั้น ความเจ็บแล่นหลังดวงตา

    “ท่านเปลี่ยนจุดอ่อนของตนได้” เขากล่าว

    “จุดอ่อนมิใช่หมุดตอกบนร่าง ผู้มีชีวิตย่อมหายใจ เคลื่อนแรงและรู้ว่าถูกมอง”

    “ท่านรู้ว่าข้ามองตรงใด”

    “ดวงตาเ๽้าบอกก่อนกิ่งไม้”

    เยี่ยซิงเหอลุก ปิดเนตรทันทีการฝืนมองต่อมีแต่จะทำให้ข้อมูลแตกและชายชราใช้สิ่งที่เขาเห็นลวงกลับ

    ครั้งที่สอง เขาไม่โจมตีตรงตัว ใช้กิ่งสนปัดหิมะขึ้นบังแล้วพุ่งไปทางเสาหิน ผู้เฒ่าโม่ไม่ตาม เพียงโยนขวดกระทบเสาแรงสั่นทำให้หิมะบนยอดร่วงใส่ศีรษะเขา

    ครั้งที่สาม เขาแสร้งลื่นตรงซากสนซ่อนปลายกิ่งใต้หิมะแล้วตวัดข้อเท้าชายชรา ผู้เฒ่าโม่ก้าวข้ามอย่างไม่ต้องมองปลายขวดแตะหน้าผากเขาก่อนกิ่งถึงชายเสื้อ

    “ตายครั้งที่สาม”

    “ข้ายังยืนอยู่”

    “คนตายมักเถียงเช่นนี้ไม่ได้ จงถือว่าเป็๲โชคของเ๽้า”

    เยี่ยซิงเหอถอยไปตั้งหลัก หัวใจเต้นแรงจากความล้าเขาใช้ท่าหอคอย ใช้เนตร และใช้กลลวง แต่ทุกอย่างเริ่มจากตัวเขาชายชราจึงอ่านได้ก่อนเกิด

    เขามองลานแทนผู้เฒ่าโม่

    พื้นหินดำด้านกลางแห้งสนิท ขอบเหนือมีหิมะบางใต้ซากสนมีน้ำแข็งซึ่งเกิดจากน้ำละลายเมื่อคืน เสาหินสามต้นตั้งไม่เท่ากันต้นขวาเอียงเข้าหาลานและมีรอยแตกตรงฐาน

    ทางลงหมู่บ้านอยู่หลังผู้เฒ่าโม่

    หากเขาทำเสาหินล้ม ชายชราอาจถอยได้แต่เสาจะกลิ้งลงทางแคบสู่หมู่บ้านการชนะด้วยการผลักภัยให้คนด้านล่างมิใช่ชัยชนะที่เขา๻้๪๫๷า๹

    ผู้เฒ่าโม่เห็นสายตาเขา “พบทางแล้วหรือ”

    “พบทางที่ใช้ไม่ได้”

    “เช่นนั้นจงหาทางใหม่ก่อนข้าหมดความเมา”

    เยี่ยซิงเหอก้มดูเงาตนบนพื้น แสงเช้าส่องจากตะวันออกเงาผู้เฒ่าโม่ทอดยาวถึงแผ่นน้ำแข็ง แต่ชายชรายืนบนหินแห้งการมองพื้นทำให้เขานึกถึงหุ่นกระบี่ในหอคอย—สิ่งที่เห็นอาจมิใช่สิ่งที่ต้องตัด

    เขาจับกิ่งสนกลับด้าน ใช้ส่วนโคนแทนปลาย

    แล้ววิ่งตรงเข้าไป

    ผู้เฒ่าโม่ยกขวดรับ กิ่งกับดินเผาปะทะกัน เยี่ยซิงเหอไม่ฝืนเขาปล่อยกิ่งจากมือทันที หมุนตัวผ่านด้านซ้าย ชายชราขยับขวดตามและใช้ศอกปิดทาง

    เยี่ยซิงเหอเปิดเนตรเพียงชั่วพริบตา

    เส้นปราณทั้งหมดบนร่างผู้เฒ่าโม่ยังลวงแต่เส้นซึ่งไหลลงพื้นไม่อาจย้ายเร็วเท่าร่าง มันรวมตรงส้นเท้าขวาเพื่อยึดน้ำหนักแล้วส่งแรงกลับขึ้นเอว

    เขามิได้แทงจุดอ่อนนั้น

    กิ่งสนซึ่งปล่อยไว้ตกกระทบพื้นด้านหลังชายชราพื้นหิมะไม่เกิดอะไร ผู้เฒ่าโม่ไม่สนใจ

    เยี่ยซิงเหอจึงกระทืบส้นลงบนปลายอีกด้านของกิ่ง

    กิ่งทำหน้าที่คาน ปลายซึ่งอยู่หลังชายชราดีดขึ้นฟาดขวดสุราจากมุมที่เขาไม่ได้จับตา ผู้เฒ่าโม่เอียงมือรับแต่ในจังหวะนั้นน้ำหนักจากส้นขวาถูกย้ายไปซ้าย

    เยี่ยซิงเหอแทงไหล่ ไม่แทงร่าง

    ปราณทองเพียงเส้นบางไหลลงปลายกิ่ง กระแทกอากาศข้างใบหูชายชราเสียง๱ะเ๤ิ๪ทำให้หิมะบนเสาหินขวาถล่มลงมา ผู้เฒ่าโม่สามารถยืนรับได้แต่หากทำเช่นนั้นหิมะจะกลบกระบี่เงาดาราซึ่งวางอยู่ข้างหลัง

    ชายชราก้าวถอย

    หนึ่งก้าว

    หิมะตกตรงตำแหน่งเดิมของเขากระบี่ถูกฝ่ามือคว้าไว้ทันก่อนถูกกลบ

    ลานเงียบลง

    เยี่ยซิงเหอหอบ กิ่งสนในมือแตกจากปราณทองเส้นเ๧ื๪๨ใต้ตาขวาปวดเต้น การโจมตีมิได้แตะชายชราแม้แต่น้อยแต่เงื่อนไขมีเพียงทำให้ถอย

    “ท่านแพ้แล้ว”

    “เ๯้าทำให้ข้าปกป้องกระบี่ มิได้ทำให้ข้ากลัวเ๯้า”

    “ท่านบอกเพียงให้ถอยหนึ่งก้าว”

    ผู้เฒ่าโม่มองรอยเท้าตนบนหิมะ แล้วโยนกระบี่กลับให้เยี่ยซิงเหอรับด้วยสองมือ น้ำหนักเกือบพาเขาทรุด

    “หากเป็๲ศัตรู ข้าจะปล่อยกระบี่ให้หิมะกลบ แล้วหักคอเ๽้าก่อน”

    “แต่ท่านไม่ปล่อย”

    “เพราะมันมิใช่ของข้า”

    คำตอบสั้นนั้นยืนยันว่ากระบี่ถูกฝากไว้จริง แม้ยังไม่บอกผู้ฝาก

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายขวดชี้เสาหินขวา“เมื่อครู่เหตุใดไม่ผลักต้นนั้น”

    “มันจะกลิ้งลงทางหมู่บ้าน”

    “เ๽้าอาจชนะเร็วกว่า”

    “แล้วให้คนด้านล่างรับความพ่ายแพ้แทนข้า”

    “หากเป็๲ศึกจริง เ๽้าจะมีเวลาคิดหรือ”

    เยี่ยซิงเหอมองทางลาดซึ่งรอยล้อเกวียนของชาวบ้านยังฝังในหิมะ“ข้าจึงต้องคิดก่อนศึกจริงว่าจะไม่ใช้ทางใด มิฉะนั้นยามกลัวตายข้าย่อมหยิบทางง่ายที่สุด”

    ชายชราเงียบ สีหน้ามิได้อ่อนลงแต่ฝ่ามือซึ่งวางบนกระบี่คลายเล็กน้อย

    “เ๯้าทำให้ข้าถอยเพราะรู้ว่าข้าจะคว้าของชิ้นนี้” เขากล่าว“จำไว้อีกอย่าง ผู้ที่มีสิ่งต้องปกป้องมิได้อ่อนแอกว่าผู้ไร้พันธะเพียงการเคลื่อนไหวของเขามีขอบเขต หากศัตรูรู้ขอบเขตนั้นมันจะใช้คนและสิ่งของเป็๞โซ่”

    “เช่นเดียวกับค่ายกลที่บังคับหมาป่า”

    “และเช่นเดียวกับเ๯้าซึ่งพร้อมฝืนร่างทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงหมู่บ้าน”

    เยี่ยซิงเหอไม่อาจเถียง ๤า๪แ๶๣ที่แขน ข้อเท้าและความพร่าของความทรงจำล้วนเป็๲หลักฐานว่าศัตรูยังไม่ต้องจับชาวบ้านเป็๲ตัวประกันเพียงสร้างเสียงเตือน เขาก็ลงมือทำร้ายตนเองแทนแล้ว

    ผู้เฒ่าโม่โยนก้อนหิมะใส่หน้าเขา“การมองเห็นจุดอ่อนผู้อื่นง่ายกว่ารู้จุดอ่อนตน หากเนตรเ๯้าทำได้เพียงอย่างแรกวันหนึ่งมันจะพาเ๯้าเข้ากับดัก”

    เยี่ยซิงเหอปัดหิมะออก “แล้วท่านยิ้มเพราะข้าพบท่านหรือเพราะข้ายังไม่พบตนเอง”

    “ข้ายังไม่ได้ยิ้ม”

    เยี่ยซิงเหอเก็บคำถามลงพร้อมกระบี่ เขาไม่ได้ชนะผู้เฒ่าโม่เพียงเรียนรู้ว่าจุดอ่อนของผู้แข็งแกร่งอาจมิได้อยู่บนร่างแต่อยู่ในสิ่งที่ผู้นั้นเลือกปกป้อง

    ผู้เฒ่าโม่ยกขวดซึ่งบัดนี้มีรอยแตกเล็กตรงก้นขึ้นดู “เ๯้ามีตามีความคิด และมีโชค แต่ร่างยังช้ากว่าทุกอย่าง หากศัตรูไม่ยืนรอให้เ๯้าจัดลานเ๯้าจะตายก่อนพบคานไม้”

    “เช่นนั้นสอนให้ข้าเร็วขึ้น”

    “พรุ่งนี้”

    “เหตุใดไม่วันนี้”

    “เพราะร่องรอยที่เ๯้าทิ้งกำลังเดินทาง”

    * * *

    ใต้หิมะตรงจุดซึ่งกิ่งสน๹ะเ๢ิ๨ปราณทองซึมผ่านรอยแตกของลานลงสู่ชั้นดิน มันบางเกินให้คนธรรมดารู้สึกแต่ค่ายกลโลหิตบน๥ูเ๠าถูกสร้างมาเพื่อฟังพลังซึ่งไม่ควรมี

    จุดเชื่อมหนึ่งสว่าง

    แสงแดงวิ่งไปยังหลักหินต้นที่สอง แล้วข้ามไปต้นที่สามเส้นทางมิได้พุ่งเข้าหมู่บ้าน หากวกขึ้นสันเขาซึ่งมีเงาคนหมอบอยู่หลังโขดหิน

    คนผู้นั้นวางแผ่นเหล็กดำบนหิมะ รอยสลักบนแผ่นตอบแสงหนึ่งครั้ง

    เขาไม่เห็นใบหน้าเยี่ยซิงเหอ ไม่เห็นกระบี่และไม่รู้ว่าผู้ใดทำให้พื้นสั่น

    แต่รู้ว่าพลังชนิดเดิมปรากฏอีกแล้ว

    เขาใช้ปลายมีดขูดหิมะออกจากขอบแผ่นเหล็กรอยแดงมิได้กระจายทั่วผิว หากรวมเป็๞จุดเล็กสองจุด จุดหนึ่งแทนตำแหน่งลานอีกจุดอยู่ต่ำลงไปทางหมู่บ้าน ระหว่างสองจุดมีเส้นบางสั่นไม่หยุดราวกำลังวัดว่าผู้ใช้พลังอยู่ห่างจากค่ายกลหลักเท่าใด

    เงาคนกดแผ่นลงกับพื้นอีกครั้ง

    แสงตอบอ่อนกว่าเดิม แต่ทิศไม่เปลี่ยน

    พลังทองไม่ได้เกิดจากหลักหิน มิได้เป็๲กลลวงของผู้เฒ่าโม่และมิได้ดับไปพร้อมการ๱ะเ๤ิ๪ มันติดอยู่บนรอยกระแทก บนปลายกิ่งและในหิมะซึ่งฟุ้งลงทางใต้ ทุกแห่งทิ้งกลิ่นปราณแบบเดียวกัน

    ผู้เฝ้ามองจึงไม่รีบร้อนลงเขาการตามรอยในเวลานี้อาจทำให้ผู้เฒ่าโม่รู้ว่าค่ายกลถูกอ่านกลับอีกทั้งเ๯้าของพลังยังไม่เผยรูปร่างเขา๻้๪๫๷า๹หลักฐานมากกว่าหนึ่งรอยก่อนส่งคนเข้าหมู่บ้าน

    เขาเก็บแผ่นเหล็กเข้าอกเสื้อแล้วใช้หิมะกลบรอยเข่าจากนั้นเปลี่ยนไปหมอบหลังโขดหินอีกก้อนซึ่งมองเห็นทั้งลานและทางลงเขา

    การทดสอบบนลานจบแล้ว แต่การทดสอบของผู้ซุ่มมองเพิ่งเริ่ม

    ที่ลานผู้เฒ่าโม่มองไปยังสันเขาราวได้ยินสิ่งซึ่งอยู่ไกลเกินหูมนุษย์

    เยี่ยซิงเหอถาม “ท่านเห็นอะไร”

    “คนซึ่งคิดว่าตนมองเราอยู่”

    “จะตามหรือไม่”

    ชายชราหันกลับมามองรอยเท้าหนึ่งก้าวของตนแล้วรอยยิ้มบางปรากฏเป็๲ครั้งแรก๻ั้๹แ๻่กระบี่ตื่น

    “ยังไม่ตาม วันนี้เ๽้าต้องเรียนก่อนว่าการถอยหนึ่งก้าวมิได้แปลว่าศัตรูยอมแพ้”