“เื่ที่เรายกตัวอย่างออกมา…สามารถทำให้……แล้วทุกคนจะต้อง∼∼∼”
ในขณะที่คนอื่นกำลังตั้งใจฟังอาจารย์พูดในคาบเรียน ในหัวฉันมีแต่…..
“ลู่ลู่ พรุ่งนี้ว่างไหม”
“ลู่ลู่ พรุ่งนี้ไปเที่ยวกันไหม”
“ลู่ลู่จ้า ช่วยฉันหน่อยน๊า ถ้าแกไม่พาฉันไป ฉันต้องตายแน่ๆเลย….”
หลังจากจินตนาการภาพการอ่อนวอนลู่ลู่ให้เห็นใจอยู่นั้น ฉันก็ตัดสินใจ {เอาว่ะ เพื่อนกันเอง}
“ลู…….”
“เซ็งมากเลยอ่ะ พรุ่งนี้พ่อแม่บังคับให้ฉันกลับบ้าน เพราะคุณยายมาที่บ้านล่ะ พึ่งจะมีอิสระได้แค่เดือนเดียวเอง”
ဝ__ဝ
อยู่ๆลู่ลู่ ก็บ่นเื่ที่ฉันไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยมากที่สุด ตัดหน้าความกล้าที่ฉันพึ่งจะรวบรวมได้เมื่อกี้ตกแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดีไปหมด กลืนลงคอแทบไม่ทัน
“เป็ไรอ่ะฟางฟาง ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้… แกไม่ต้องเห็นใจฉันหรอก ฉันโอเค สบายมากก็แค่กลับบ้านเอง”
ลู่ลู่เห็นหน้าฉันที่กำลังใจสลาย ก็แตะไหล่ฉันเบาๆเพื่อบอกว่าเธอโอเคดี
แต่………….. มันไม่ไช่อย่างนั้นไงลู่ลู่!!! ฉันไม่ได้เศร้าเพราะแก
กลับบ้านแต่ฉันเศร้าเพราะไม่มีเพื่อนไปด้วยพรุ่งนี้ต่างหาก ฉันอยากจะเอาหัวโขกโต๊ะเสียตอนนั้นเลย ถ้าไม่กลัวอาจารย์จะไล่ฉันออกไปด้านนอกแทน แต่ไม่เป็ไรยังเหลือถิงถิงเพื่อนรักอีกคน ยังไงถิงถิงก็คงไม่มีธุระอะไรหรอก เื่ของเพื่อนก็ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด อะไรจะมาสำคัญกว่าเพื่อนได้ หลังจากคิดได้ ฉันก็เริ่มมีความหวังกลับมาอีกหน
“ตู๊ดดดด….ตู๊ด….”
หลังจากเลิกเรียนฉันก็หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาถิงถิงทันที เพราะนี้จะเป็โอกาสสุดท้ายของฉัน หลังจากมีการเรียกสายอยู่พักหนึ่ง
“อัล..โหล∼ แฮก แฮกๆๆ”
ปลายสายกดรับแล้วตอบกลับด้วยเสียงเบาแหบป๋าง ทำเอาฉันลืมสิ่งที่จะพูดไปเลย
“แกเป็ไรอ่ะ ไม่สบายหรอ”
“อืม….ไม่สบายนิดหน่อย”
“กินข้าว กินยาหรือยัง ตอนนี้แกอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันไปหา”
ฉันที่กำลังเป็ห่วงเพื่อน ถามกลับไปแบบรัวๆ
“ค่อยๆถามสิเพื่อน ตอนนี้ฉันอยู่ที่ห้อง ตอนนี้ฉันโอเคขึ้นแล้ว พี่ตงหยางซื้อข้าวกับยามาให้แล้ว พักอีกสักวันสองวันก็ดีขึ้น แกไม่ต้องมาหรอกเดี๋ยวติดหวัดฉันอีก”
“อ๋อ…. นั้นก็ได้ พักผ่อนเยอะๆล่ะ มีอะไรก็โทรหาฉันได้ตลอดเวลานะ”
“ว่าแต่ แกโทรหาฉันมีเื่อะไรรึเปล่า”
เออจริงสิ ลืมเื่พรุ่งนี้ไปหมดเลย แต่ถิงถิงไม่สบายขนาดนี้ ฉันคงไม่ใจดำขนาดพาเพื่อนไปทรมานได้ลงหรอก
“อ๋อ..ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่คิดถึงแก ไม่เจอกันทั้งวันนึงแหนะ”
“อ๋อ…โอเคๆ ฉันพักผ่อนก่อนนะ แล้วเจอกัน”
หลังจากวางสายกับถิงถิงฉันก็ได้แต่คุมขมับ อยู่ๆขาก็เหมือนไม่ค่อยมีแรงเดินขึ้นมาซะอย่างนั้น จนต้องเซไปพิงกับราวบันได
“เห้อ….ไปคนเดียวก็ได้ว่ะข้าวฟาง แกทำได้ ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ!!!!”
~ครืด~~~ครืด~~
ขณะที่กำลังปลุกกำลังใจตัวเองอยู่ อยู่ๆก็มีโทรศัพท์จากพี่เสี่ยวเหมยโทรเข้ามาพอดี
“ค่ะพี่เสี่ยวเหมย มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฟางฟางมีเพื่อนไปด้วยพรุ่งนี้ยัง?”
“ยังเลยค่ะ แต่ไม่เป็ไร…ไป..”
แต่ยังไม่ทันได้บอกพี่เสี่ยวเหมย ว่าฉันไปคนเดียวได้
“นั้นดีเลย พี่หาเพื่อนไปเป็เพื่อนฟางฟางได้แล้วนะ เดี่ยวส่งเบอร์โทรไปให้นะ พี่นัดเขาให้ไปเจอกับฟางฟางที่สถานีรถเมย์หน้ามหาลัย ตอนบ่ายสามโมงนะ”
“ได้ค่ะๆๆ ” // > v < ////////
์มีตาชัดๆ เห็นใจเด็กตาดำๆอย่างเรา ฉันดีใจสุดๆถ้าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ฉันคงะโโลดเต้นโชว์สเต็ปไปสักหนึ่งซิงเกิลแล้วแน่ๆ
เช้าสดใส กับหัวใจสีชมพูกำลังจะเริ่มขึ้น หลังจากเลือกเสื้อผ้าอยู่หลายชุด ฉันก็หยิบชุดใหม่ที่แม่ซื้อให้ที่ยังไม่เคยใส่ไปไหนเลยสักครั้งขึ้นมาส่วม ชุดเดรสสีน้ำตาลลายตุ๊กตาที่ไม่คุ้นเคย (เพราะไม่ค่อยใส่ชุดเดรสกระโปรง) อยู่บนร่างกายของฉันแล้วตอนนี้ หลังจากใกล้จะถึงเวลาก็รีบจับเครื่องประดับที่มีอยู่โถมเข้าไป
“แอ๊ะ…แอ๊ะ… หายไปไหนข้างหนึ่งล่ะ”
ฉันกำลังคว้านกระเป๋าที่ใส่เครื่องประดับไว้ประจำหาต่างหูไข่มุกคู่โปรดอยู่สักพัก หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
“หายไปไหนนะ เห้อ….เสียดายจัง คู่โปรดซะด้วย ใส่คู่อื่นก่อนล่ะกัน”
“สายแล้วๆ”
หลังจากที่มัวแต่หาต่างหู ทำให้เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีจะบ่ายสามโมงตามที่นัดกับเพื่อนพี่เสี่ยวเหมยไว้แล้ว ฉันจึงรีบหยิบรองเท้าส้นสูง(นิดหน่อย)ที่ปัดฝุ่นไว้ั้แ่เมื่อคืน กับกระเป๋าสะพายข้างสีดำอันโปรด แล้วรีบออกมาทันนี้
หลังจากที่ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อไม่ให้เพื่อนพี่เสี่ยวเหมยรอนาน ในที่สุดฉันพาร่างกายที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายมาหยุดอยู่ที่ป้ายรถเมย์ตรงข้ามมหาลัยจนได้
“แฮก…..แฮก….ยังไม่มาอีกหรอเนี่ย ไงเราก็อุตสาห์วิ่งมา”
ฉันที่มาถึงป้ายรถเมย์ที่มีเพียงป้าๆนั่งรอรถเมย์อยู่ ฉันหันมองซ้ายมองขวาก็ยังคงไม่เห็นหญิงสาววันรุ่นคนไหนที่พอจะใช่เพื่อนพี่เสี่ยวเหมยเลยสักคน
“น่าจะกำลังมาแหละ รออีกหน่อยดีกว่า”
ฉันที่ตอนแรกยืนอยู่ ก็รู้สึกเมื่อยขาจากการรีบวิ่งมา ก็เลยพาตัวเองไปนั่งพักที่ป้ายรถเมย์ แต่ทว่า….
ยี่สิบนาทีก็แล้ว ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว หนึ่งชั่วโมงก็แล้ว รถเมย์วิ่งผ่านไปคันแล้วคันเล่าก็ยังไม่เห็นวี่แววพี่สาวคนนั้นเลย
“พี่เขาเป็อะไรหรือเปล่าน๊า ทำไมยังไม่มาอีกน๊า สี่โมงเย็นแล้วเนี่ยจะไปทันไหมนะ เออใช่…พี่เสี่ยวเหมยให้เบอร์ไว้นี่หน่า ทำไมฉันถึงเป็ขี้ลืมแบบนี้นะ”
หลังจากนั่งคุยกับตัวเองอยู่สักพัก ฉันก็ค้นหาเบอร์โทรที่พี่เสี่ยวเหมยทิ้งเอาไว้ให้ฉัน แล้วรีบกดโทรหาทันที
“ตู๊ดดดด….ตู๊ด….ตู๊ดดด……..ตู๊ดดด”
“อัลโหล”
ဝ__ဝ!
เสียงปลายสายที่ตอบรับกลับเป็เสียงผู้ชาย และอยู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆฉันที่นั่งอยู่ น้ำเสียงที่ได้ยินใกล้จนฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง
“รุ่นพี่ซีอ่าว!!!!!”
“อ้าว…..รุ่นน้องฟางฟางเองหรอที่เสี่ยวเหมยให้พี่ไปทำธุระเป็เพื่อน”// > v < //
“อ..อ๋อ….ใช่ค่ะ แต่ฉันนึกว่าเพื่อนพี่เสี่ยวเหมยจะเป็ผู้หญิงเสียอีก”
บอกตามตรงตอนนี้ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ที่ในที่สุดเขาคนนั้นก็มาสักที แต่….เขาที่เราคิดไว้กลับเป็ผู้ชาย แล้วผู้ชายคนนั้นกลับเป็รุ่นพี่จอมเ้าชู้ที่เราพยายามหลบหน้าหลบตามาตลอดอย่างรุ่นพี่ซีอ่าวอีก กรรมจ้ากรรม จะว่าบังเอิญก็ไม่ใช่ โลกกลมก็ไม่เชิง กรรมลิขิตชัดๆ
“น้องฟางฟางๆ ไปกันเถอะ รถเมย์มาแล้ว”
“อ๋อ…..ค่ะ” //^—^៴//
ฉันได้แต่เก็บความรู้สึกที่อัดอั้นไว้ในใจ อยากจะบอกกับรุ่นพี่ว่า {รถเมย์มันมาหลายคันแล้วค่ะ} กลืนลงท้องไป
{วันนี้วันดี วันนี้วันดี ท่องเอาไว้ข้าวฟาง}
“รุ่นพี่คะเรานั่งรถนานไหมคะกว่าจะถึง”
“ประมาณสามสิบนาทีก็น่าจะถึงนะ”
เห้อ…ค่อยยังชั่วหน่อยน่าจะไปทันอยู่ หลังจากที่รถวิ่งไปช้าๆ ผ่านแยกนั้นแยกนี้ ฉันได้แต่นั่งดูวิวไปเรื่อยๆและมีรุ่นพี่ที่นั่งกอดอก หลับตาอยู่ข้างๆ อยู่ๆรถก็ค่อยๆหยุดวิ่ง ด้านหน้าถนนกลับมีเสียงผู้คนเอะอะโวยวายเสียงดังขึ้น ฉันกับรุ่นพี่ต่างพยายามมองหาว่าเกิดอะไรขึ้น
“รอตรงนี้แป็บนะ เดี๋ยวพี่ลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
ฉันได้แต่พยักหน้าตอบรับ แล้วมองดูรุ่นพี่ค่อยๆเดินลงจากรถไป
“ทำไมยังไม่มานะ จะสี่โมงสี่สิบแล้วเนี่ย”
ฉันที่ตั้งหน้าตั้งตาดูทางเข้าประตูให้รุ่นพี่รีบกลับมา แต่รอแล้วรอเล่ารุ่นพี่ก็ยังไม่กลับมาจนฉันตัดสินใจลุกขึ้นกำลังจะเดินออกไปดู แต่แล้วรุ่นพี่ก็เดินกลับเข้ามาพอดี
“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมรถยังนิ่งอยู่เลย”
รุ่นพี่ที่เดินมายังไม่ทันจะถึงที่ฉันนั่งอยู่ ฉันก็รีบถามรุ่นพี่ก่อนเลย
“เราน่าจะต้องไปเองแล้วล่ะ ด้านหน้าเกิดอุบัติเหตุ รถเลยติดยาว เมื่อกี้พี่ไปช่วยเข็นรถคุณป้าที่ถอยหลังกลับไปไม่ได้อยู่เลยกลับมาช้า”
“นั้นเรารีบไปเถอะค่ะ เหลือเวลาแค่ยี่สิบนาทีแล้วค่ะ”
ฉันพูดเสร็จก็รีบจับแขนเสื้อรุ่นพี่ให้รีบเดินตามฉันลงมา
“ว่าแต่เราต้องไปยังไงกันต่อหรอคะ”
ฉันหันไปถามรุ่นพี่ที่เดินตามหลังฉันมา รุ่นพี่ได้แต่มองไปรอบๆแล้วก็ไปเจอกับรถมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าที่จอดอยู่ แล้วก็ยกโทรศัพท์สแกนก่อนจะลงไปนั่งพร้อมใส่หมวกกันน็อคเรียบร้อย ก่อนจะส่งหมวกกันน็อคอีกใบให้ฉันใส่และทำท่าทางเหมือนครั้งก่อนที่ตบเบาะหลังให้ฉันลงไปนั่ง ก่อนที่รุ่นพี่จะออกรถก็ถือวิสาสะเอามือของฉันไปจับเอวของเขาไว้เหมือนครั้งก่อนอีกครั้ง
“จับแน่นๆนะ”
รุ่นพี่พูดจบ ก็ออกตัวขี่มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าลัดเลาะไปตามซอยต่างๆ จนฉันมองเห็นชิงช้าสวัสดิ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล และแล้วรุ่นก็พาฉันมาจอดยังที่หมายจนได้ ฉันรีบถอดหมวกแล้วยื่นให้รุ่นพี่ก่อนจะออกตัววิ่งอย่างไวเพราะตอนนี้เหลือเวลาแค่ห้านาทีจะห้าโมงแล้ว
“จะ..รีบ…ไปไหน….รอ…ด้วย…สิ…!!!!”
ระหว่างที่ฉันเริ่มออกตัววิ่งก็ยังได้ยินเสียงรุ่นพี่ะโไล่ตามหลังมาติดๆ แต่ขอโทษรุ่นพี่ด้วยนะคะ ฉันรีบจริงๆเดี๋ยวรีบกลับมานะค่าาาา
“กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดดด ลี่หยางงงงง ลี่หยางงงงง หลินลี่หยางงงง ฉันรักเธออออ”
วิ่งมาได้สักพักก็เจอกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุงอะไรสักอย่างอยู่ตรงหน้า ฉันได้แต่แทรกตัวเข้าไปด้านในเพื่อจะได้มองเห็นหลินลี่หยางตัวเป็ๆสักครั้งให้เป็ขวัญตา แต่….พอฉันแทรกเข้าไปถึงด้านหน้าสุด ก็เห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังขึ้นรถตู้สีดำคันใหญ่พอดี ใส่แมส แล้วหันมาโบกไม้โบกมือให้กับกลุ่มแฟนคลับที่ตั้งหน้าตั้งตามาในวันนี้ก่อนที่รถจะค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป
ဝ__ဝ
// > v < //
ในหัวกลับว่างเปล่าเหมือนกำลังฝันอยู่ ฝันที่เหมือนจริง ฝันที่ดีสุดๆเท่าที่เคยฝันมา
“ฉันเห็นเขาแล้ว ฉันเจอเขาแล้ว”
ฉันได้แต่ยืนนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะดึงตัวเองกลับมาในโลกปัจจุบัน แล้วพบว่าร่างกายโยนเยนไปตามแรงการชนจากด้านหลัง กลุ่มแฟนคลับจำนวนมากที่กำลังวิ่งไล่ตามรถลี่หยางชนฉันที่กำลังยืนอยู่คนแล้วคนเล่า อยู่ๆก็มีมือมือหนึ่งจับข้อมือของฉันแล้วออกแรงดึงฉุดฉันออกมาจากความชลมุนนั้น ด้วยแรงดึงทำให้ฉันควบคุมทิศทางการเคลื่อนไหวของตัวเองไม่ได้ ทำให้ฉันเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของใครคนหนึ่งอย่างไม่ทันรู้ตัว กลิ่นหอมหวานละมุนที่เคยได้กลิ่น หน้าของฉันอยู่ใกล้หน้าอกของเขา จนได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจของคนตรงหน้าได้อย่างชัดเจน กลับทำให้ฉันเริ่มรู้สึกถึงการเต้นแรงขึ้นของหัวใจตัวเอง
ဝ__ဝ///
“เป็ไรไหม ทำไมไม่ระวังเลย อยากตายรึไง!!”
เสียงคุ้นเคยที่ได้ยินเมื่อไม่นานมานี้ เรียกสติฉันกลับมา รุ่นพี่ค่อยๆปล่อยฉันออกจากอ้อมกอดที่ปกป้องฉันไว้เมื่อกี้ออก และพลิกตัวฉันไปมาเพื่อดูว่าฉันาเ็ตรงไหนไหม ฉันได้แต่มองหน้ารุ่นพี่ หัวใจเ้าปัญหาก็ยังคงเต้นเร็วอย่างไม่ลดละลงเลย
“ฟางฟาง ฟางฟาง”
พอเห็นฉันนิ่งไปไม่ตอบโต้กลับ รุ่นพี่ก็ได้แต่โบกมือไปมาพร้อมเรียกชื่อฉันเพื่อเรียกสติของฉันกลับมา
“เอออ ฉันไม่เป็ไรค่ะ”
ฉันตอบกลับรุ่นพี่ไป ถึงแม้ในใจตอนนี้จะยังคงรู้สึกแปลกๆอยู่
“ร้อนหรอ ทำไม่หน้าแดง เราไปจากตรงนี้กันเถอะ หิวหรือยัง เดี่ยวพี่จะพาไปกินร้านประจำของพี่”
ฉันยังไม่ทันตอบกลับ รุ่นพี่ก็เอื้อมมือมาจับมือฉันแล้วออกแรงดึงให้ฉันเดินตาม หลังจากที่เราขี่รถออกมาได้ไม่นานจากจุดนั้น รถก็มาจอดลงตรงหน้าร้านร้านนึง ด้านไหนมีลูกค้าจำนวนมากที่มานั่งต่อคิว รุ่นพี่เดินเข้าไปแล้วทักทายเ้าของร้านอย่างสนิทสนมอยู่สักพัก ฉันได้แต่ยืนรอรุ่นพี่อยู่หน้าร้านเพราะด้านในคนเยอะมาก
“รอก่อนนะวันนี้คนเยอะมาก ฉันเข้าไปสั่งอาหารไว้ให้แล้ว เดี๋ยวเราจะไปนั่งกินตรงโน้น”
รุ่นพี่ยืนขวดน้ำเปล่าขวดนึงมาให้ฉัน ก่อนจะชี้ไม้ชี้มือไปที่ตรงม้านั่งข้างต้นไม้ที่มีวิวเป็ชิงช้า์ที่เราพึ่งจะไปกันมา วิวแม่น้ำที่มีแสงกระทบจากตึกในตัวเมืองสาดส่องกระทบน้ำ ทำให้ภาพที่เห็นสวยกว่าตอนกลางวันเป็ร้อยเท่า
“เราไปนั่งตรงนั้นได้หรอคะ เ้าของร้านไม่ว่าหรอคะ?”
ฉันถามกลับรุ่นพี่อย่างอดสงสัยไม่ได้
“อ๋อ ไม่เป็ไรหรอก นี่ร้านพ่อแม่พี่เอง ไม่ต้องเกรงใจ”
รุ่นพี่บอกฉันอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะส่งยิ้มกว้างที่ทั้งน่ารักและมี
เนศนัยมาให้ฉันไปหนึ่งกรุบ
// > v < //
“อ่ะ นี้คือร้านพ่อแม่ของรุ่นพี่หรอคะ”
พอรู้ว่านี้คือร้านของที่บ้านรุ่นพี่ฉันก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองพ่อแม่ของรุ่นพี่และมองดูสิ่งของภายในร้าน รุ่นพี่เห็นหน้าฉันที่มองนู้นมองนี้อยู่พักหนึ่ง ก็ได้แต่ยิ้มตามกับท่าทางเงอะงะของฉัน
“อืออออ อืออออ อืออออ แม่อยู่ไหนครับ แม่”
ระหว่างรออาหารของคุณพ่อคุณแม่ของรุ่นพี่ อยู่ๆก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุน่าจะประมาณห้าขวบเดินร้องไห้อยู่ตรงทางเดินข้างริมแม่น้ำ
รุ่นพี่เห็นก็รีบวิ่งเข้าไปหาเด็กผู้ชายคนนั้น ฉันได้แต่เดินตามรุ่นพี่ไปติดๆ รุ่นพี่ลงไปนั่งยองๆที่พื้นตรงหน้าของเด็กผู้ชายตัวน้อยคนนั้น
“น้องชื่ออะไรครับ อย่าร้องนะ หาไม่แม่เจอหรอ เดี่ยวพี่สองคนช่วยตามหาแม่ให้นะ อย่าร้องนะ”
รุ่นพี่ใช้มือของตัวเองซับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของเด็กชายตัวน้อยอย่างอ้อนโยน ก่อนจะอุ้มน้องแล้วเดินไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์แถวๆนั้นเพื่อให้เขาประกาศตามหาผู้ปกครองของน้อง เราใช้เวลาในการรออยู่สักพัก อยู่ๆก็มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ทั้งน้ำตา
“ขอบคุณ คุณทั้งสองคนมากเลยนะคะ ถ้าไม่มีคุณทั้งสองก็ไม่รู้ว่าฉัน……”
“ไม่เป็ไรค่ะ/ครับ ไม่เป็ไรจริงๆ”
“บายๆจ๊ะ บายๆ”
หลังจากที่ได้เห็นเพียงแค่น้ำตาของเด็กชายตัวน้อยมาตลอดทั้งทาง ในที่สุดก็ได้เห็นรอยยิ้มที่ปรากฎบนหน้าพร้อมโบกมือลาเราสองคน และเดินจากไปกับคุณแม่
ฉันได้แต่มองดูรุ่นพี่ที่กำลังยืนยิ้มให้เด็กชายตัวน้อยจนสุดสายตา อยู่ๆใจของฉันเริ่มกลับมาเต้นผิดปกติอีกครั้ง ฉันได้แต่เอามือมาทาบที่อก หรือว่าเราไม่สบายนะ ฉันเลื่อนมือที่ทาบหน้าอกอยู่มาทาบที่หน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ
“ก็ไม่นิ”
ฉันพึมพำกับตัวเองอยู่สักพัก
“เป็ไรอ่ะ ไม่สบายหรอ”
อยู่ๆรุ่นพี่เข้ามาใกล้แล้วก้มตัวลงเอามือของตัวเองมาทาบที่หน้าผากของฉัน เพื่อวัดอุณหภูมิให้ฉัน ฉันได้แต่ยืนตัวนิ่งเพราะไม่ทันตั้งตัว มือเย็นของรุ่นพี่ที่ทาบลงมาที่หน้าผากส่งสัญญาณความหนาวเข้าไปถึงกระดูกด้านใน ใจเ้าปัญหาที่กำลังเต้นช้าลงแล้วกลับทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
“ก็ปกตินิ เอ๊ะ!! แต่ทำไมฟางฟางหน้าแดงขึ้นล่ะ”
พอรุ่นพี่พูดจบ ฉันได้แต่ถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อเพิ่มระยะห่างของเราทันที และเอามือจับแก้มตัวเอง
“อ๋ออออ ร้อนค่ะ ร้อนมากเลย วันนี้ร้อนนะคะ”
พูดเสร็จฉันก็ออกตัวเดินกลับที่โต๊ะเพื่อรออาหารเหมือนเดิม และยกมือขึ้นมาพัดไปพัดมา
“ร้อนหรอ? วันนี้ลมแรงอยู่นะ”
รุ่นพี่พึมพำอยู่ด้านหลังฉัน ก่อนจะเดินตามฉันมา
หลังจากที่ใช้เวลาสักพักในการทานอาหารมื้ออร่อยเสร็จ เราสองคนก็นั่งชมวิวตรงนั้นอยู่สักพัก
“รุ่นพี่สนิทกับพี่เสี่ยวเหมยหรอคะ?”
อยู่ๆฉันก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามถึงเื่นี้กับรุ่นพี่เลย
“จะสนิทก็สนิท จะว่าไม่สนิทก็ไม่สนิท เอาเป็ว่าเป็เพื่อนวัยเด็กที่ไม่เจอกันมาสักระยะนึงแล้วล่ะ เรากลับกันเถอะ จะสองทุ่มล่ะ”
ยังไม่ทันได้ถามอะไรมากมาย รุ่นพี่ก็ชวนฉันกลับเสียก่อน ฉันจึงได้แต่หันไปพยักหน้าตอบกลับ ก่อนจะลุกเดินตามรุ่นพี่ไปที่ร้านและกล่าวลาพ่อแม่ของรุ่นพี่
“กลับแล้วนะครับ”
“อ้าว….กลับกันแล้วหรอ วันหลังแวะมาอีกนะ”
“ได้ค่ะ อาหารวันนี้อร่อยมากเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ”
คุณแม่รุ่นพี่พูดเสร็จก็เดินมาส่งฉันกับรุ่นพี่ที่หน้าร้าน
“วันหลังชวนเหมยเหมยมาด้วยนะ แม่ไม่ได้เจอนานแล้ว”
ฉันได้แต่มองรุ่นพี่กับแม่คุยกันแล้วได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้าตาม ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่รู้ว่าทั้งสองคนกำลังพูดถึงใครอยู่