การเดินทางไปยังค่ายองครักษ์ลับใช้เวลาไปสองชั่วยาม ลู่อวิ๋นชย่านอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของเซียวิเฉินอย่างวางใจ โดยปกติเวลานอนนางก็ไม่ได้ผ่อนคลายเช่นนี้ แต่พอมีเซียวิเฉินอยู่ใกล้ๆ นางกลับปล่อยวางได้ทุกเื่ ไม่ต้องคอยระมัดระวังตัวเหมือนแต่ก่อน
เซียวิเฉินจ้องมองหญิงสาวในอ้อมกอดด้วยความรัก ทั้งยังอดสงสารกับชีวิตที่ผ่านมาของนางไม่ได้ และเขาก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตในโลกอนาคตของนางต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ทำให้นางต้องศึกษาศิลปะการต่อสู้ อาวุธ หรือแม้แต่วิชาแพทย์ แค่คิดเขาก็เอาแต่โทษตัวเองว่าเป็เขาที่คอยกดดันและพูดจาไม่ดีกับนาง ต่อไปนี้เขาสัญญาว่าหากนางจะอ่อนแอและ้าการปกป้อง เขาก็จะทำอย่างเต็มที่ จะไม่ยอมให้นางต้องลำบากเหมือนอย่างที่ผ่านมาอีก
“ชย่าเอ๋อ ใกล้จะถึงค่ายแล้ว” เซียวิเฉินปลุกลู่อวิ๋นชย่าเสียงเบา
“ข้ายังไม่อยากตื่นเลยเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่ากอดเอวเซียวิเฉินไว้แน่น “เมื่ออยู่กับท่าน ข้ารู้สึกปลอดภัยมาก”
“เป็เพราะข้าที่ทำให้เ้าต้องไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในโลกอนาคตใช่หรือไม่” เซียวิเฉินกอดหญิงสาวไว้แน่น “ข้าขอโทษ”
“ยากลำบากอะไรกันเ้าคะ ชีวิตในโลกนั้น ข้ามีท่านพ่อที่รักข้ามาก มีเพื่อนร่วมงานที่จริงใจ ทั้งยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่ในยุคนี้จินตนาการได้ไม่ถึงด้วยซ้ำ อีกอย่างนะเ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าลุกขึ้นมามองหน้าเซียวิเฉิน “การที่ท่านส่งข้าไปอยู่ที่โลกอนาคตเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว หากว่าข้ายังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ท่านคิดว่าป่านนี้ข้าจะตามท่านแม่ไปอยู่ที่ปรโลกแล้วหรือยัง ข้าจะมีโอกาสมานั่งเคียงข้างท่านอย่างนี้หรือเ้าคะ”
เซียวิเฉินก้มลงจูบหญิงสาวอย่างอดใจไม่ไหว คำพูดของนางทำให้เขาสบายใจได้ระดับหนึ่งเท่านั้น
ลู่อวิ๋นชย่าที่ตั้งตัวไม่ทัน ทั้งยังรู้สึกว่าจูบของเขาช่างดูดุดัน เมื่อเขาถอนริมฝีปากขึ้น “ท่านไม่ต้องแบกรับความผิดไว้คนเดียว หากท่านยังเป็อย่างนี้ แล้วต่อไปชีวิตของพวกเราจะมีความสุขได้ยังไง หรือว่าท่านมองเห็นหน้าของข้าแล้วท่านรู้สึกผิด เช่นนั้นข้าไม่มาให้ท่านเจอหน้าเลยจะดีหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่ได้!” เซียวิเฉินกอดหญิงสาวแน่นขึ้น “ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าไปไกลจากสายตาข้าอีกแล้ว”
“เช่นนั้นท่านก็ต้องเลิกโทษตัวเองได้แล้วนะเ้าคะ”
เซียวิเฉินและลู่อวิ๋นชย่าเดินลงจากรถม้า ทั้งสองมองไปที่หลุนหยุนเปียวพร้อมกับส่ายหน้ายิ้มขำ
“ชย่าเอ๋อ ทำไมเ้ามองพี่ใหญ่เช่นนั้น” หลุนหยุนเปียวถามน้องสาว
“พี่ใหญ่บังคับรถม้ามาหลายชั่วยาม ท่านไม่ได้สนทนากับผู้ติดตามที่นั่งมากับท่านเลยหรือเ้าคะ” ลู่อวิ่นชย่าถาม
“ดูไปแล้วคงเป็ความผิดของข้าเองที่ปล่อยให้เ้าพักอยู่บ้านนานเกินไป ทำให้การระมัดระวังตัวของเ้าบกพร่อง ั้แ่วันนี้ไป เ้าก็กลับมาฝึกกับทุกคนในค่ายก็แล้วกัน”
“ซื่อจื่อหมายความว่ายังไงหรือชย่าเอ๋อ” หลุนหยุนเปียวยังคงไม่เข้าใจ
“จะให้ข้าเป็คนบอกหรือท่านจะบอกกับพี่ใหญ่เองเ้าคะ” ลู่อวิ๋นชย่าหันไปพูดกับผู้ติดตามร่างเล็กที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างพี่ชาย
หลุนหยุนฮวาถอดหมวกออกแล้วปรับสีหน้าหันไปยิ้มประจบพี่ชาย “สวัสดีเ้าค่ะพี่ใหญ่”
“เฮ้ย! ฮวาเอ๋อ เ้า...เ้านั่งรถม้ามากับข้าั้แ่เมื่อไหร่ ไปเลย ข้าจะให้คนพาเ้าไปส่งที่บ้าน ขืนท่านพ่อรู้ว่าเ้าตามข้ามาที่ค่าย มีหลังท่านพ่อตีหัวข้าแตกแน่” หลุนหยุนเปียวพูดขึ้นอย่างใ เดิมทีที่เขาเข้ามาทำงานกับเซียวิเฉิน บิดากับท่านปู่ก็ไม่พอใจอยู่แล้ว นั่นก็เพราะผู้าุโทั้งสอง้าให้บุตรชายคนโตสืบทอดตำแหน่งและรับหน้าที่ดูแลครอบครัวต่อ แต่หลุนหยุนเปียวกลับเสนอให้หลุนหยุนซีรับผิดชอบเื่นี้แทน โดยให้เหตุผลว่าหลุนหยุนซีมีความสามารถมากกว่าเขา กว่าผู้าุโทั้งสองจะยอมรับ เขาต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมอยู่ตั้งนาน แล้วนี่หากพวกท่านรู้ว่าน้องสาวตามเขามาที่ค่ายอีก มีหวังชาตินี้เขาคงได้กลับไปทำหน้าที่ผู้สืบทอดอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้ว
“พี่ใหญ่จะให้ข้านั่งรถม้ากลับกับบุรุษคนอื่นตามลำพังหรือเ้าคะ” หลุนหยุนฮวาถามพี่ชาย “ท่านไม่กลัวว่าระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้นกับข้าหรือ”
องครักษ์ที่ยืนอยู่โดยรอบต่างก็แอบกลอกตา ใครจะไปกล้าทำมิดีมิร้ายกับน้องสาวของคุณชายใหญ่หลุนได้ เขาไม่ใช่แค่คนสนิทของเซียวิเฉินเท่านั้น แต่ยังเป็รองแม่ทัพที่ออกรบร่วมกับเซียวิเฉินอยู่หลายปี ทั้งฉายาก็คือรองแม่ทัพเ้าอารมณ์ เช่นนั้นคนในค่ายจึงไม่เคยมีใครกล้าทำให้คุณชายใหญ่หลุนอารมณ์เสียเลยสักครั้ง คุณหนูหลุน...ท่านก็อย่าได้พูดจาเหลวไหลพรรค์นั้นต่อเลย
“ทุกคนในค่ายล้วนเป็ลูกน้องของข้า ไม่มีใครกล้าทำร้ายเ้าแน่นอน เ้ารีบกลับบ้านไปก่อนเถอะ” หลุนหยุนเปียวเปิดม่านรถม้าขึ้นและมองน้องสาวด้วยสายตาบังคับ
“ข้าบอกท่านปู่กับท่านพ่อแล้วว่าจะตามมาดูแลชย่าเอ๋อ ถึงท่านอยากให้ข้ากลับข้าก็กลับไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าข้าทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ”
“เ้าถึงกับกล้าไปบอกท่านปู่กับท่านพ่อเชียวหรือ”
“แน่นอนสิเ้าคะ” หลุนหยุนฮวาหันไปยิ้มลู่อวิ๋นชย่า “เ้ากับซื่อจื่อช่างมีสายตาที่หลักแหลม พวกเ้ามองออกั้แ่เมื่อไหร่ว่าข้าตามมาที่ค่ายด้วย”
“ก่อนขึ้นรถม้า ข้ากับพี่ิเฉินก็เห็นท่านนั่งตัวสั่นอยู่ข้างพี่ใหญ่แล้วเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าหันไปพูดกับหลุนหยุนเปียว “ไหนๆ พี่ฮวาก็มากับเราแล้วก็ให้นางอยู่กับพวกเราที่นี่เถิดเ้าค่ะ ตอนนี้ข้าว่าพวกเรารีบเข้าไปในค่ายกันก่อนดีกว่า ไม่ใช่ว่ามีคนาเ็รอการรักษาอยู่หรือเ้าคะ”
“ถ้าวันนี้เ้าก่อเื่วุ่นวายขึ้น ข้าจะให้ท่านพ่อกักบริเวณเ้าสักสองปี ให้เ้าออกไปพบใครไม่ได้เลย” หลุนหยุนเปียวดุน้องสาว
“ทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ปีนี้ข้าอายุสิบห้าปีแล้ว หากท่านให้ท่านพ่อกักบริเวณข้าไว้ในบ้านสองปี อายุข้าก็จะสิบเจ็ดปี อายุขนาดนั้นถ้าข้ายังไม่แต่งงานออกไปอีก มีหวังต้องมีข่าวลือไม่ดีเกิดขึ้นกับสกุลหลุนของเราแน่ๆ พี่ใหญ่คิดว่าท่านพ่อจะยอมทำตามที่พี่ใหญ่ขอหรือเ้าคะ” หลุนหยุนฮวายิ้มให้พี่ชายก่อนจะวิ่งตามลู่อวิ๋นชย่าไป
“ข้ารู้แล้วว่าทำไมรองแม่ทัพหลุนถึงได้ฉายาว่าเป็คนเ้าอารมณ์” องครักษ์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่กระซิบกับสหาย
“ทำไมหรือ”
“เ้าไม่เห็นหรือว่ารองแม่ทัพหลุนเถียงไม่สู้แม้กระทั่งน้องสาว ทั้งยังยกท่านปู่ท่านพ่อขึ้นมาอ้างกับนางอีก ข้าว่านะ ตอนอยู่ที่บ้าน รองแม่ทัพต้องถูกคนในบ้านกดขี่จนเกิดความเก็บกดแน่นอน”
“ที่เ้าพูดมาก็มีเหตุผล”
หลังจากนั้นในค่ายองครักษ์ลับก็มีประเด็นใหม่ให้ได้พูดถึงสองเื่ หนึ่งคือเื่ที่มาของฉายารองแม่ทัพเ้าอารมณ์ กับเื่ที่สองคือเื่ที่ซื่อจื่อของพวกเขาพาหญิงงามเข้ามาในค่าย ทั้งซื่อจื่อยังคอยประคองนางไม่ให้ห่างกาย หรือพวกเขาใกล้จะได้ดื่มสุรามงคลกันแล้ว
“สถานการณ์ในค่ายเป็ยังไงบ้าง” เซียวิเฉินถามผู้ใต้บังคับบัญชา
“ั้แ่ที่ท่านกับรองแม่ทัพถูกสั่งปลดจากตำแหน่ง หลังจากนั้นก็มีกลุ่มคนที่พยายามจะเข้ามาโจมตีในค่าย” หัวหน้าองครักษ์ลับคุกเข่าลง “เป็ความบกพร่องในหน้าที่ของข้า ทำให้ค่ายถูกโจมตีและมีคนได้รับาเ็ ขอซื่อจื่อโปรดลงโทษขอรับ”
“ที่นี่มีแต่พวกเรา เ้าไม่ต้องมากพิธีไปหรอกอาปิ่น”
เซียวิเฉิน หลุนหยุนเปียว และหย่งปิ่น เป็สหายสนิทที่คบหากันมาั้แ่อายุเจ็ดขวบ เซียวิเฉินต่างจากคนในราชวงศ์ที่ไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง เขาเลือกที่จะเข้าเรียนในสำนักศึกษาของเมืองแทน ทำให้เขาได้รู้จักกับสหายทั้งสอง
หลุนหยุนเปียวเป็บุตรชายคนโตของสกุลหลุนที่เป็พ่อค้า ส่วนหย่งปิ่นเป็บุตรชายคนโตของสำนักคุ้มภัยซื่อหย่ง ทั้งสามมีนิสัยมุทะลุและชอบการฝึกยุทธ์ อ๋องเซียวหรือบิดาของเซียวิเฉินจึงเป็ผู้ฝึกยุทธ์ให้กับเด็กชายทั้งสามด้วยตัวเอง ทั้งยังสั่งสอนพวกเขาอย่างเข้มงวด จากเด็กหนุ่มที่มีแต่ความหุนหันพลันแล่น พวกเขาจึงกลายเป็เด็กหนุ่มที่มีความสุขุมรอบคอบ ทั้งยังมีวรยุทธ์ที่โดดเด่นยิ่งนัก
“ทหารที่าเ็อาการเป็ยังไง” เซียวิเฉินถามต่อ
“มีหนึ่งคนถูกธนูห้าแฉกยิงใส่หัวไหล่ด้านซ้าย หมอในค่ายไม่กล้าดึงธนูเ่าั้ออก เนื่องจากกลัวว่าจะกระทบกับเส้นเืใหญ่อาจทำให้เขาเสียชีวิตได้” หย่งปิ่นตอบ
“แต่หากปล่อยไว้เขาก็เป็ได้แค่คนที่นอนรอความตายเท่านั้นไม่ใช่หรือ” หลุนหยุนเปียวถามเสียงเครียด ก่อนหันไปถามลู่อวิ๋นชย่า “เ้าสามารถรักษาเขาได้หรือไม่”