บทที่ 27ตระกูลลู่
หลงเทาส่งสัญญาณให้มือปราบหนุ่มข้างกายอีกฝ่ายพยักหน้ารับพลางล้วงห่อผงยาออกจากอกเสื้อนำมาโรยลงบนคมขวานผ่าฟืนที่ยึดมาอย่างละเอียด
ทว่าเมื่อผงยาสัมผัสเนื้อเหล็กกลับราบรื่นไร้ปฏิกิริยาใดๆมือปราบหนุ่มหันกลับมาส่ายหน้าบอกความล้มเหลว
หัวหน้ามือปราบลอบถอนหายใจพลางยิ้มเยาะตนเองในใจ
'ข้าเป็นคนของทางการแท้ๆ กลับนึกเห็นใจ และคิดปกป้องฆาตกรช่างน่าขันสิ้นดี ในโลกบิดเบี้ยวใบนี้ สิ่งใดกันแน่คือถูก สิ่งใดกันแน่คือผิด'
มือปราบหนุ่มก้าวเข้ามารายงานเสียงเบา
“พวกหลิวต้าฝึกยุทธ์มาครึ่งปีแต่ร่องรอยในที่เกิดเหตุชี้ชัดว่านอกจากหลิวต้าที่ขัดขืนได้เล็กน้อยคนอื่นกลับถูกปลิดชีพในดาบเดียว ความเร็วของคนร้ายน่ากลัวมากขอรับส่วนการค้นบ้านผู้ต้องสงสัยก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ”
หลงเทานิ่งเงียบเพราะเดิมทีเขามาทำคดีนี้พอเป็นพิธี ตามคำสั่งบีบบังคับของนายอำเภอจางอวิ๋นเผิง ผู้ฉ้อราษฎร์บังหลวงเท่านั้น
การไม่พบหลักฐานจึงตรงตามความต้องการของเขา
มือปราบหนุ่มเริ่มเดินสอบปากคำชาวบ้านทีละคนจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าลู่เฟิง
“เจ้าคือคนตระกูลลู่?”
ยังไม่ทันที่ลู่เฟิงจะอ้าปากจ้าวหูก็รีบแทรกขึ้นด้วยท่าทีลนลาน
“เรียนใต้เท้าเด็กคนนี้คือลู่เฟิง เป็นเด็กดีมาตลอดขอรับหลังสิ้นบิดามารดาก็จับปลาประทังชีวิตไปวันๆ แต่พวกหลิวต้ากลับสารเลวทรามหวังจะฮุบบ้านเก่าตระกูลลู่เลยรุมซ้อมเสี่ยวเฟิงจนปางตาย”
“ครั้งนี้ยังตามมาพังประตูฉีกแหจับปลาจนเขาไม่มีทางทำมาหากิน!”
ลู่เฟิงได้แต่ลอบถอนใจ
'ท่านอาจ้าวต้องการเรียกความเห็นใจแต่พูดยัดแรงจูงใจให้ข้าครบถ้วนขนาดนี้มันจะทำให้ข้าดูเหมือนฆาตกรล้างแค้นมากกว่าเดิมนะท่าน...'
“อ้อ?”
มือปราบหนุ่มชะงัก
“มีคนกล้าหมายตาบ้านเก่าตระกูลลู่อีกแล้วรึ?ไม่กลัวตายกันหรืออย่างไร”
คำว่าอีกแล้วและ ไม่กลัวตาย ทำให้ลู่เฟิงสะดุดใจ
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเคยได้ยินว่าบ้านหลังนี้มีอาถรรพ์คนที่คิดแย่งชิงไม่ตายก็กลายเป็นบ้า
แสดงว่าแม้แต่ที่ว่าการก็รับรู้เรื่องนี้ทว่าเมื่อลู่เฟิงเตรียมที่จะตอบคำถาม มือปราบหนุ่มกลับรีบเดินเลี่ยงไปสอบถามคนอื่นราวกับหวาดกลัวโรคระบาด
ขณะเดียวกัน หลงเทาที่ยืนฟังอยู่ก็แววตาไหววูบย้อนไปหลายปีก่อนตอนเขาเป็นมือปราบฝึกหัด เขาเคยตามอาจารย์มาทำคดีคนตายอย่างอนาถ และเสียสติอย่างไร้สาเหตุ
ซึ่งทุกคนล้วนเป็นพวกที่คิดจะมาแย่งบ้านเก่าตระกูลลู่ตอนนั้นเขาเคยเสนอให้สืบประวัติสามีภรรยาตระกูลลู่แต่อาจารย์กลับตวาดห้ามด้วยสีหน้าหวาดกลัวอย่างลึกล้ำ
นับแต่นั้นมาบ้านเก่าตระกูลลู่จึงกลายเป็นเขตต้องห้ามในใจของลู่เทา และในวันนี้อันธพาลกลุ่มล่าสุดที่คิดจะมาแย่งชิงบ้านหลังนี้ ก็กลับถูกฆ่าล้างบางไปอีกราย
สายตาของหลงเทาเลื่อนมาจับจ้องลู่เฟิงเด็กหนุ่มยังดูผอมบาง และแสร้งทำเป็นหวาดกลัว
หัวหน้ามือปราบหรี่ตาลงพลางใช้นิ้วมือซ้ายลอบขยับร่ายคาถาลับอย่างเงียบเชียบ
ในพริบตานั้นวิชาสัมผัสปราณทำให้ทัศนียภาพรอบตัวของเขาแปรเปลี่ยนไป สีสันต่างๆพลันซีดจางลงจนกลายเป็นโลกที่มีเพียงสีเทาหม่น
ทว่าสิ่งที่เด่นชัดขึ้นมาแทนคือไอพลังชีวิตของแต่ละคน
เมื่อเพ่งมองดูปราณโลหิตของชาวบ้านรอบข้างนั้นช่างริบหรี่อ่อนแรงดุจเปลวเทียนที่พร้อมจะดับยามต้องสายลม
ผิดกับลู่เฟิงปราณโลหิตของเด็กหนุ่มกลับลุกโชนสว่างไสวดุจกองเพลิงขนาดใหญ่ที่กำลังปะทุอย่างบ้าคลั่ง!
'ปราณโลหิตอุดมสมบูรณ์จนเกือบถึงขั้นบำรุงโลหิตเต็มที...ไอ้พวกอันธพาลสามหาวอย่างหลิวต้าจะไปมีปัญญาซ้อมเด็กคนนี้ได้อย่างไรคนลงมือต้องเป็นเขาแน่ๆ'
หลงเทาคิดในใจ
'แต่แล้วอย่างไร? ในเมื่อนายอำเภอหน้าเงินเห็นชีวิตชาวบ้านเป็นมดปลวกข้าจะทุ่มเทจับคนจริงใจเพื่อมันไปทำไม'
เมื่อลูกน้องสอบสวนเสร็จหลงเทาก็โบกมือสั่งถอนกำลัง
จังหวะที่เดินผ่านลู่เฟิงสายตาของทั้งสองสบกันตรงๆ หัวหน้ามือปราบกลับเผยรอยยิ้มบางๆพลางพพยักหน้าให้เล็กน้อยอย่างไม่มีเจตนาร้าย
จากนั้นเจ้าหน้าที่ด้านนอกจึงเข้ามาใช้เสื่อฟางห่อศพพวกหลิวต้าลากออกไปพร้อมคืนขวานผ่าฟืนให้แก่ชาวบ้านทุกคน
ลู่เฟิงมองตามแผ่นหลังของหลงเทาไปพลางลอบถอนหายใจชั่วขณะที่สบสายตากันเมื่อครู่ เขาเจ็บแปลบที่แผ่นหลังดุจถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง
จนเกือบจะตัดสินใจลงมือเสี่ยงตายฝ่าวงล้อมหลบหนีไปหาอาจารย์เฉาที่พรรคเจ็ดดาราตามแผนที่วางไว้แต่คิดไม่ถึงว่าหัวหน้ามือปราบ จะเลือกปล่อยผ่าน และส่งยิ้มให้
“ท่านอาจ้าวมือปราบหลงเป็นคนเช่นไรหรือขอรับ?”
ลู่เฟิงเอ่ยถามระหว่างทางเดินกลับ
จ้าวหูพ่นลมหายใจเป็นไอขาวท่ามกลางความหนาว
“มือปราบหลงคือคนดีที่หายากยิ่งของเมืองชั้นนอกสี่ปีก่อนเขาเคยบุกเดี่ยวทลายค่ายโจรช่วยตัวประกันทั้งยังเคยกวาดล้างแก๊งทรชนจนพวกอันธพาลขยาดกลัว”
“ชาวบ้านต่างยกย่องเขาเป็นเสาหลักความยุติธรรมเมื่อครู่เขาคงรู้ดีว่าพวกหลิวต้าเป็นเศษสวะจึงสอบสวนไปตามหน้าที่โดยไม่คิดขุดคุ้ยให้ระคายเคืองใคร”
ลู่เฟิงพยักหน้ารับคลายความกังวลลง ก่อนจะถามต่อ
“แล้วเหตุใดคนที่หมายตาบ้านเก่าของข้าในอดีตถึงต้องมีอันเป็นไปหมดล่ะขอรับ?”
“เรื่องนั้น...ข้าก็ฟังมาจากข่าวลือต่อๆ กันมา คงเล่าเกินจริงไปนั่นแหละ”
จ้าวหูมีสีหน้าอึกอักคล้ายไม่อยากพูดถึงลู่เฟิงจึงไม่ซักไซ้ต่อ
เมื่อกลับมาถึงบ้านลู่เฟิงพบว่าภายในห้องเละเทะยิ่งกว่าเดิม จากการรื้อค้นของมือปราบร่างผอมก่อนหน้านี้
สภาพห้องทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือชิ้นดีทำให้เขาเริ่มคิดเรื่องขายบ้านผ่านนายหน้าอีกครั้ง
ทว่าสายตากลับไปสะดุดเข้ากับต้นหอมหมื่นลี้เก่าแก่กลางลานบ้านลำต้นบิดเกลียวราวมังกรแผ่กิ่งก้าน แบกรับหิมะหนาเอนไปทางห้องหับของบิดามารดา
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องอาถรรพ์ข่าวลือ และท่าทีประหลาดของพวกมือปราบบรรยากาศรอบบ้านก็ดูแปรเปลี่ยนไปทันที
ลู่เฟิงเดินตรงไปยังห้องนอนของบิดามารดาที่ปิดตายบานประตูที่เคยคล้องโซ่สนิมเขรอะบัดนี้ถูกพวกหลิวตาทุบจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
มองลอดเข้าไปเห็นเศษเฟอร์นิเจอร์พังยับเยินจมกองฝุ่น
เด็กหนุ่มเอื้อมมือจับขอบประตูแล้วออกแรงดึงเบาๆเสียงไม้ลั่นกร๊อบ ประตูทั้งบานก็หลุดออกจากกรอบอย่างง่ายดาย
เขาค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปในห้องความโศกเศร้าอาดูรจากส่วนลึกของดวงวิญญาณเดิมหลั่งไหลบ่าเข้ามาในหัวสมอง
และในวินาทีนั้นเองเสียงกระซิบต่ำลึกอันแหบพร่า และแปลกประหลาดพลันดังก้องขึ้นภายในจิตใจของเขาอย่างต่อเนื่อง...
“มา...มาหาข้า...”