มีผลงานไม่พึงโอ้อวด มีความผิดอาจถูกประจาน
แต่หากบิดานางไม่โอ้อวด พูดอยู่กับหินคุยอยู่กับดินแหงนหน้ามองกำแพง ก้มหน้ามองทางเดินพื้นถนน ยังไม่วายถูกเล่นงาน สมควรทำเช่นไร
กลางตลาดคลาคล่ำไปด้วยผู้คนชายหนุ่มภายใต้หมวกไม้ไผ่สานปีกกว้างก้มลงเก็บหน้ากากไม้ที่เด็กชายตัวกลมทำหล่นพร้อมกับรอยยิ้มบางที่คลี่เหยียดขึ้นรอยยิ้มที่ตัวเขาคิดกับตนเองว่ามันช่างดูอ่อนโยนทว่าไม่ใช่เขามีน้ำใจต่อเด็กน้อยแต่อย่างใดชายหนุ่มเก็บหน้ากากไม้ซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม ส่งเหรียญอีแปะพวงหนึ่งให้เด็กชายแล้วเดินจากไปโดยไร้คำพูดใด
เด็กชายวัยเพียงสี่ถึงห้าปีร่ำไห้น้ำตานองหน้าทั้งดิ้น ทั้งดึงรั้งอยากจะวิ่งตามคนแปลกหน้าไปด้วยของหน้ากากไม้ของเขานั้นถูกขโมยไปแล้วเ้าหัวขโมยยังวางทิ้งเหรียญอีแปะไว้ให้เขาถึงยี่สิบเหรียญ แต่เด็กชายไม่้าผู้เป็มารดาเองก็ไม่สนใจเื่ใหญ่โตเท่าเมล็ดถั่วของบุตรชายกำลังตั้งอกตั้งใจฟังผู้คนเอ่ยเล่าถึงข่าวใหญ่คราวเคราะห์ของเ้ากรมโยธาแซ่ซุน
สืบเนื่องจากฮ่องเต้แคว้นเหว่ย ตง และเฉินยินยอมตกอยู่ใต้การปกครองของแคว้นิโดยไม่คิดต่อสู้ขัดขืน แคว้นิจึงไม่ก้าวก่ายส่งราชนิกุลผู้สืบสายของตนเข้าไปปกครองเป็เพียงสามแคว้นบ้านใกล้เมืองเคียงที่ยังคงปกครองโดยอ๋องคนนอก
นานวันการค้าขายกับต่างแคว้นเริ่มเฟื่องฟูแต่ก็ไม่วายนำมาซึ่งปัญหาน้อยใหญ่ขัดเคืองพระทัยไม่หยุดหย่อนในรัชสมัยใหม่ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้หลิวเหิง จึงมีราชโองการให้เ้ากรมโยธาสร้างประตูเมืองขึ้นมาอีกบานทั้งสี่ทิศคัดแยกคนในตรวจตราคนนอก
ประตูอวี้อินทางทิศใต้ ตะวันออกถึงตะวันตกก่อสร้างแล้วเสร็จสิ้นโดยไร้อุปสรรคหากแต่ประตูทางทิศเหนือยังไม่ทันได้ก่อร่างขึ้นโครง เพียงแค่ถางป่าไปได้สามเดือนประตูเมืองก็ทำท่าจะถล่มใส่ซุนจิ่งเล่อเ้ากรมโยธาเข้าแล้ว
เสิ่นหยางจีเ้ากรมยุติธรรมนำความขึ้นกราบทูลถึงความผิดที่ซุนจิ่งเล่อบังเกิดความโลภขุดพบหีบสมบัติทรัพย์แผ่นดินแต่กลับไม่เขียนรายงาน ยักยอกเป็ของตนเองอีกทั้งยังกล้าใช้เงินหลวงในส่วนค่าแรงคนงานกว่าครึ่งเป็การส่วนตัวแต่เื่กลับยิ่งบานปลายไปใหญ่โต เกี่ยวพันกับเื่ที่ดูจะไม่ข้องเกี่ยวกันพัวพันถึงการตายของหมอหลวงแซ่ถง
ฝนโลหิต พายุคาวเืได้พัดผ่านมาทางจวนสกุลซุนเข้าแล้ว
ข่าวที่ว่าคนจากกรมยุติธรรมไปดักรอใต้เท้าซุนถึงหน้าประตูวังพัดกระพือไปทั่วเมืองหลวงเพียงเสี้ยวเวลา
“ใต้เท้าซุนถูกพาตัวไปสอบสวนได้ยินว่าเขาเกี่ยวข้องกับการตายของหมอหลวงถง”
“อะไรกันเื่เช่นนี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านหมอตายแล้วหรือ”
“ท่านซุน..เ้ากรมโยธาน่ะหรือไม่ใช่ว่ากำลังถูกตรวจสอบเื่ยักยอกเงินหลวงหรอกหรือเื่เก่ายังไม่ทันกระจ่างกลับลงมือฆ่าผู้อื่น”
“ในเมืองหลวงแห่งนี้ยังมีสกุลซุนที่ไหนอีกมีคนพบร่างหมอถงเมื่อเช้ามืด ถูกทิ้งอยู่ตรงตรอกหลังโรงรับจำนำช่านไฉน่าเวทนายิ่งนัก”
“ข้ายังได้ยินมาอีกฟังว่าใต้เท้าซุนคนรองซุนจิ่งเพ่ยหอบเสื้อผ้าหนีไปกับหลานสาวแล้ว”
ในเวลาเดียวกันนั้น หญิงสาวผู้ถูกพาดพิงถึงอย่างซุนหลิงหลันกำลังรีบร้อนมุ่งหน้ากลับจวนมาถึงสะพานเยี่ยนจง ยังต้องประสบพบเคราะห์ร้าย บังเอิญชนเข้ากับหญิงสาวอีกคนเข้าจนข้าวของในมือนางและสาวใช้ข้างกายหล่นกระจายตกอยู่บนพื้นสะพานข้ามคูน้ำไม่ใช่เล็กแคบ ทว่าผู้คนต่างหยุดเท้ายืนมอง จึงถูกปิดกั้นไม่อาจสัญจรเดินผ่าน
คุณหนูสกุลฉินกรีดยิ้มเยาะเย้ยหยันขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้านางเป็ใคร
“อะไรกันนี่ไม่ใช่คุณหนูซุนหรอกหรือข้าได้ยินคนเขาพูดกันว่าเ้ากลายเป็นักโทษหลบหนีไปเสียแล้ว”
คำพูดของฉินกุ้ยหรงไม่ต้องป้องปากะโผู้คนโดยรอบก็ให้ความสนใจแม้แต่บุรุษหนุ่มผู้ซ่อนใบหน้ากว่าครึ่งไว้ใต้เงาหมวกไม้ไผ่สานเขาชะงักมือซึ่งกำลังขยับสายเชือกผูกหน้ากากไม้ หยุดเท้ายืนอยู่กลางสะพานเอี้ยวตัวหันกลับไปมองหญิงสาวสองคนทางด้านหลัง
ซุนหลิงหลันไม่ได้ตื่นตระหนกหวาดกลัวกับสายตาผู้คนขยับมือกระชับผ้าที่โพกคลุมศีรษะปิดใบหน้าเอาไว้ให้แน่นขึ้นอีก
“กล่าวว่าตัวข้าเป็นักโทษเห็นจะเกินจริงไปไกลโขวันใดบิดาเ้าถูกกล่าวหาว่ามีความผิดบ้าง ข้าคงมีน้ำจิตน้ำใจกับเ้ามากกว่านี้บิดาข้ามีความผิดหรือไม่ คงไม่ใช่หน้าที่ของเ้าจะมาตัดสิน”
“พูดดีไปเถิดโน่น..คนของกรมยุติธรรมตามเ้ามาโน่นแล้ว”ฉินกุ้ยหรงขยับเข้าดึงแขนซุนหลิงหลันเอาไว้ ปากก็ร้องสั่งสาวใช้ของตน“ถิงซวงเรียกพวกเขามา”
แต่ถิงซวงยังไม่ทันได้เปล่งเสียงก็ถูกมือของใครบางคนตะครุบปิดปากเอาไว้เสียก่อน ทั้งสองยื้อยุดฉุดดึงกันจนเสียหลักหล่นลงจากสะพานผู้คนจึงหันไปสนใจสองสตรีในคลองน้ำด้านล่าง
ทางฉินกุ้ยหรงมัวแต่ตื่นใกับสาวใช้ของตนที่ลอยคออยู่น้ำไม่ทันได้สังเกตเห็นหญิงสาวอีกคนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้
“นั่น..สาวใช้ของเ้าลอยคออยู่ในน้ำเ้าอยากจะลงไปเล่นน้ำกับนางด้วยหรือไม่”
“หลี่ลู่ซือเ้ากล้าทำร้ายคนของข้า”
“เ้าใส่ร้ายข้าแล้วใครใช้ให้สาวใช้ของเ้าเล่นหูเล่นตาทอดสะพานให้สามีผู้อื่นต่อหน้าภรรยาหยาบหยามยิ่งนัก” หลี่ลู่ซือแม้จะเอ่ยปฏิเสธว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องหากแต่มุมปากที่เผยอยกขึ้นของนางต่างหากที่เอ่ยความจริง
“ปล่อยสหายข้าจะดีกว่าข้าหลี่ลู่ซือพูดได้ก็ทำได้” หญิงสาวดวงหน้าหวานชวนฝันกระซิบพูดกับฉินกุ้ยหรงนางเบือนสายตาลงไปทางคลองน้ำด้านล่างข่มขู่อีกฝ่ายอยู่ในที
ฉินกุ้ยหรงพลันสะบัดแขนซุนหลิงหลันทิ้งทันควันมือเรียวขาวนวลยกขึ้นชี้หน้าหญิงสาวอีกคน แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
“หากเ้าไม่มีสิ่งใดจะพูดพวกข้าคงต้องขอตัวก่อน”
ก้าวพ้นสะพานมาได้ไม่ไกลซุนหลิงหลันก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำบ่นขึ้นมา
“ไม่รู้นางจงเกลียดจงชังอะไรข้านักหนา”
ฉินกุ้ยหรงมักชอบเอ่ยวาจาถากถางนางและหลี่ลู่ซืออยู่เสมอถึงการฝากตัวเรียนดนตรีกับสตรีที่เคยเป็หญิงคณิกามาก่อน นางอยากจะทะเลาะกับหลี่ลู่ซือด้วยวาจาก็ทะเลาะกันไปเพราะซุนหลิงหลันรู้ดีสหายจะไม่เพลี่ยงพล้ำทว่าตัวนางที่ยืนอยู่เฉยกลับถูกวาจาคมถากเนื้อเฉือนหนังจนได้เืมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ฉินกุ้ยหรงผู้นี้นับเป็คนพาลชนชั้นและชาติกำเนิดหาได้เกี่ยวข้องกับความสามารถ จิตใจช่างคับแคบ
“เกลียดข้าถึงพาลไปหาเ้าเื่ของนางเ้าอย่าไปสนใจ รีบกลับจวนก่อนจะดีกว่า”
ซุนหลิงหลันโคลงศีรษะช้าๆ ตอบรับนางหันมองกลับไปทางสะพานเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาลึกลับกำลังจ้องมองมาหากแต่ต้องสะดุดหยุดมองบุรุษรูปงามในอาภรณ์สีฉูดฉาดโดดเด่นเสียก่อน เขาขยับพัดชี้ไปอีกฟากหนึ่งของสะพานเรียวปากแดงฉ่ำโดยธรรมชาติคลี่ยิ้มชวนให้ลุ่มหลงขยับพูดไม่มีเสียงเพื่อบอกให้ซุนหลิงหลันรู้ตัว ทหารจากกรมยุติธรรมอยู่ทางนั้นั์ตาชวนฝันยามนี้ทอประกายว่าเขากำลัง..สนุกผู้คนเดินผ่านไปมากระซิบกระซาบพูดกันถึงนามของเขา สวีเจิ้ง
นามสวีเจิ้งซุนหลิงหลันรู้จักมักคุ้นเป็อย่างดีนามของบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งในต้าิเมืองหลวงแห่งนี้ญาติทางฝั่งมารดาของหลี่ลู่ซือ คุณชายสี่จวนท่านเสนาบดีขวาทว่านางไม่เคยพบเขาซึ่งๆ หน้ามาก่อน ได้ยินแต่ผู้คนเอ่ยถึง ได้เห็นจากที่ไกลๆ
ภายใต้ผ้าโพกศีรษะใบหน้าซุนหลิงหลันโผล่ออกมาเพียงดวงตาสองข้างแต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ถึงตัวตนของนาง หรืออาจเป็เพราะหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกันญาติผู้น้องของเขาอย่างหลี่ลู่ซือ
แต่แท้จริงบุรุษคนที่ซุนหลิงหลันสนใจคือยาจกที่ยืนเยื้องมาทางด้านหน้าคุณชายสวีต่างหาก
แค่เพียงเสี้ยวเวลาต่อมาซุนหลิงหลันก็ต้องร้องโอดครวญขึ้นมาในใจ นางไม่มีเวลามาสนใจ จะบุรุษรูปงามหรือยาจกพเนจร ล้วนแต่อยู่นอกสายตา สองเท้าออกวิ่งมากับสหายด้วยฉินกุ้ยหรงยังคงเจ็บแค้นไม่ยอมความนางยืนอยู่ข้างทหารกลุ่มหนึ่งชี้มือมาทางด้านล่างชี้มาทางที่ซุนหลิงหลันและหลี่ลู่ซือเคยยืนอยู่
ซุนหลิงหลันวิ่งสุดฝีเท้าจนมาถึงหน้าร้านขายกระดาษระหว่างที่กำลังคิดตัดสินใจว่านางควรหลบเลี่ยงกลุ่มทหารด้านหลังไปทางไหนเสียงของผู้เป็อาก็ดังขึ้นจากตรอกข้างร้าน
“จินเอ๋อร์”
“ท่านอา..ข้าได้ยินพวกเขาพูด”
“เ้าไม่ต้องพูดอะไร ฟังคำอาให้ดีเกิดเื่กับบิดาเ้า เขาถูกใส่ร้าย เ้าต้องไปกับอา”ซุนจิ่งเพ่ยกระชับห่อผ้าบนบ่าจับมือหลานสาวเอาไว้แน่นก่อนจะหันไปเอ่ยกับหลี่ลู่ซือเด็กสาวที่เคยวิ่งเล่นเข้าออกจวนสกุลซุนมาั้แ่วัยเยาว์ “คุณหนูหลี่เ้ารีบกลับจวนไปก่อน เมืองหลวงกำลังวุ่นวายข้าต้องพาจินเอ๋อร์ไปด้วย”
“ข้า..ช่วยอะไรได้บ้าง”เ้าของนามหลี่ลู่ซือคุณหนูสามจวนกรมคลังมองตามหลังคนทั้งสองยิ่งเดินห่างออกไปเรื่อยๆดวงหน้างามเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความอัดอั้นกับเหตุการณ์ตรงหน้านางรีบออกวิ่งไปอีกทางไปยังหอน้ำชาที่น้องชายฝาแฝดชอบไปขลุกตัวอ่านตำราอยู่กับสหายของเขา
“เ้าต้องไปที่อำเภอเถียนไท่ตามหาคนผู้หนึ่งให้พบ ไม่เช่นนั้นโทษทัณฑ์ครั้งนี้คงไม่พ้นถูกปะา”
“ปะา..ท่านพ่อทำอะไรผิด”
“เพราะไร้ความผิดจึงต้องไปพบคนผู้นั้น”
“ใครกันท่านอา”
“จั่วลิ่ว เ้าต้องไปพบจั่วลิ่ว”ซุนจิ่งเพ่ยจับจูงมือหลานสาวก้าวเดินมาตามถนนสายเล็กมุ่งหน้าไปทางประตูเมืองทิศเหนือ ใช้ตรอกแคบลัดเลาะหลบหลีกผู้คนหมายจะออกจากต้าิ ก่อนประกาศสั่งห้ามจะถูกติดไปทั่วเมือง
ในตรอกแคบไร้นาม ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าเก่าซีดครอบทับด้วยหมวกไม้ไผ่สานเอนหลังนั่งหลบมุมอยู่ใต้เงาหลังคามองสองอาหลานเดินผ่านไปด้วยสายตาเรียบนิ่งเขามองไม่เห็นใบหน้าของซุนหลิงหลันเพราะถูกผ้าโพกศีรษะบดบังแต่ใบหน้าของซุนจิ่งเพ่ยชายหนุ่มจดจำได้ดี
คล้อยหลังคนทั้งสองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งอีกคนก็เดินเข้ามาในตรอก แหงนหน้ามองขึ้นไปบนหลังคา
“นั่นไม่ใช่ซุนจิ่งเพ่ยน้องชายเ้ากรมโยธาหรือขอรับข้าได้ยินว่าเกิดเื่กับใต้เท้าซุน เสิ่นหยางจีนำทหารออกตามหาท่านซุนคนรองไปทั่วทั้งยังส่งทหารปิดล้อมจวนเสียเอิกเกริก ห้ามใครเข้าออก”
“เื่ของผู้อื่นเอาไว้ก่อนรีบจัดการเื่ของเราให้เรียบร้อย ก่อนจะมีคนมาพบเห็นเข้า”
“ขอรับ” ชายหนุ่มเอ่ยรับคำแต่สายตายังคงทอดมองไปยังทิศทางที่ซุนจิ่งเพ่ยเพิ่งวิ่งหายไป
บนถนนย่านการค้า แม้ท้องฟ้าจะเริ่มมืดมิดทว่าแสงจากโคมไฟยังสว่างไสวไปทั่วเมืองดั่งดวงดาราบนฟ้าเปิดเด็กสาวสวมใส่อาภรณ์มีราคาคลุกไปด้วยฝุ่นโคลนวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อหลบหนีกลุ่มทหารด้านหลังที่ไล่ตามนางมากลุ่มใหญ่พร้อมกับดาบและห่าเกาทัณฑ์ไม่เกรงกลัวว่ามันจะยิงถูกผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องตามทางแม้แต่น้อยชาวเมืองต่างพากันกรีดร้อง คว้าหยิบข้าวของที่หาจับได้ใช้ต่างเกราะเหล็กป้องกันตนฟักแฟงกระจาดผักไปจนถึงกระทะเหล็ก
เวลานั้นคุณชายรองสกุลหลี่ผู้เลื่องชื่อถึงความเป็สุภาพชนยืนหลบอยู่ใต้เงากำแพง มองกลุ่มทหารวิ่งผ่านหน้าเขาไปใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มสุภาพประดับอยู่ตลอดเวลายามนี้เรียบตึงคิ้วเรียวขมวดเป็ปมด้วยความไม่พอใจ พลันสายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มเด็กชายสี่ห้าคนกำลังจับกลุ่มเล่นเตะลูกหินกันอยู่ ไม่ไกลกันนักมีสตรีวัยชรานั่งเฝ้ากระจาดไข่ไก่เรียงรายเป็แถวอยู่บนแคร่ไม้ ด้านข้างยังมีกระทะแป้งทอดควันโขมงตั้งอยู่
“พวกเ้าอยากเล่นพนันจับไก่กับข้าหรือไม่”ชายหนุ่มเดินแทรกตัวเข้ามากลางวงกระซิบถาม ยื่นมือที่กอบกุมเงินอยู่จนพูนสองมือไปตรงหน้าพวกเขาก่อนจะเบือนสายตาไปทางสุ่มไก่ด้านหลัง
เด็กชายตัวเล็กพยักหน้าตอบตกลงรีบคว้าเ้าไก่ตัวอ้วนในสุ่มออกมา จับมันยัดใส่ในถังไม้ก่อนจะนำกระจาดผักมาวางปิดกันไว้อีกชั้น สองแขนโอมสุ่มไก่ไว้แนบอกฉีกรอยยิ้มกว้างจนถึงใบหู ดวงตาแวววาวเห็นเป็ประกายกับเหรียญเงินที่อยู่ตรงหน้า
หลี่ลู่เฟิงจึงชี้มือไปยังทิศทางที่เขาเคยยืนหลบซ่อนตัวอยู่หากแต่เลยออกไปไกลอีกหน่อย
ทางด้านซุนหลิงหลันวิ่งมาไกลจนเริ่มอ่อนแรงนางสะดุดเข้ากับหินก้อนใหญ่จนล้มลงไถลไปกับพื้น แต่ตัวนางไร้ซึ่งเวลาจะร้องโอดโอย
าแจากคมเกาทัณฑ์ถากกินเนื้อจนเห็นเป็รอยยาวซุกซ่อนอยู่ใต้รอยขาดของแขนเสื้อ เืสีแดงสดไหลซึมออกมาไม่หยุดอาภรณ์สีอ่อนยามนี้เปรอะเปื้อนไม่น่ามอง แขนซ้ายของนางเริ่มปวดหนึบจากที่เคยหน่วงชาจนไร้ความรู้สึกเท้าที่ก้าวเดินทุกย่างก้าวล้วนแผ่ความเ็ปซ่านไปทั่วฝ่าเท้า
อีกเพียงนิดเดียวก็จะไปถึงทะเลสาบเทียนเจาบึงน้ำหมองหม่นไร้ชีวิตชีวาแห่งนั้นเปลี่ยวผู้คน ต้นไม้ใบไผ่มองดูซีดเซียวไร้สีสันบึงน้ำที่ชาวเมืองต้าิต่างพูดกันว่ามันต้องสาปผู้คนมากมายเลือกจบชีวิตที่ไร้ทางออก ทิ้งร่างกายจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งน้ำมีผู้คนไม่รู้กี่ศพถูกทอดทิ้งเอาไว้ใต้ผืนน้ำหนาวเหน็บแห่งนั้น
ไม่ใช่ซุนหลิงหลัน้าทิ้งครอบครัวอันเป็ที่รักไว้ข้างหลังคิดสั้นหาทางสงบดังเช่นผู้อื่นนางเพียง้าใช้ป่าไผ่รกทึบด้านหลังเป็ที่หลบซ่อนป่าไผ่ที่นางและสองแฝดสกุลหลี่เดินสำรวจกันจนทะลุปรุโปร่ง เหมือนดั่งสวนกลางจวนบ้านตนเอง
ขณะที่ซุนหลิงหลันกำลังฝืนออกแรงลุกขึ้นยืนอีกครั้งก็ได้มีสุ่มไก่วงใหญ่ครอบทับลงมารอบตัวนาง เด็กชายสี่ห้าคนส่งเสียงโห่ร้องดีใจะโโลดเต้นไปรอบๆ ทั้งยังใช้กิ่งไม้เคาะอยู่้าไม่หยุด
“จับได้แล้วเ้าไก่โง่ เ้าไก่โง่พี่ชายข้าจับไก่ของท่านได้แล้ว” เสียงหนึ่งในกลุ่มเด็กชายร้องะโ
ไก่โง่..ซุนหลิงหลันทวนคำที่ได้ยินอยู่ในใจแม้จะยังงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่หากมันช่วยให้นางหลบซ่อนตัวจากกลุ่มทหารด้านหลังได้นางก็จะยอมเป็ไก่โง่ให้พวกเขาทุบตีชั่วคราว
ซุนหลิงหลันเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าหนักกลุ่มใหญ่วิ่งผ่านไปริมฝีปากบางที่เรียบตึงมาตลอดวัน ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มโล่งใจออกมา
“พอได้แล้ว..ประเดี๋ยวไก่ของข้าจะช้ำตายไปเสียก่อน”หลี่ลู่เฟิงหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมอับรอจนกระทั่งกลุ่มทหารวิ่งผ่านไปจึงเผยตัวก้าวออกมา
“ลู่เฟิง..”ซุนหลิงหลันได้ยินน้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านนอกก็จำได้ในทันที
“รับค่าจ้างจับไก่ของพวกเ้าแล้วไปซะ”เ้าของน้ำเสียงสุภาพเทเงินในถุงผ้ากว่าครึ่งให้กลุ่มเด็กน้อยตามที่เคยสัญญาก่อนจะคลี่ยิ้มเ็าขึ้นมาอีกหน่อยไล่ส่งพวกเขา
ซุนหลิงหลันหงายสุ่มไม้ไผ่ขึ้นจึงมองเห็นสหายได้ถนัดตาพาตนเองออกมายืนเต็มความสูงข้างชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ “จับไก่..ไก่โง่ หมายถึงข้า”
“หรือเ้าไม่ใช่ไก่โง่ไก่ชนในหลุมที่เอาแต่วิ่งหนีผู้คนล้วนเรียกมันเช่นนั้น..เ้าไก่โง่”หลี่ลู่เฟิงเน้นย้ำในคำสุดท้าย คำพูดแม้ฟังดูกระทบกระเทียบ หากแต่น้ำเสียงยังแฝงไว้ด้วยแววหยอกเย้าคำพูดของเขาในยามนี้ไม่คล้ายกับสุภาพชนที่ใครๆ ต่างเรียกขานแม้แต่น้อยคงมีเพียงท่าทีสูงส่งเข้าถึงยาก ที่ยังมีเค้าใกล้เคียงกับคำกล่าวเ่าั้
“ก็ได้ข้ามันเป็ไก่โง่เง่าอย่างที่เ้าว่า” นางไม่อยากจะเถียงกับเขา ยืนเฉยปล่อยให้หลี่ลู่เฟิงใช้ผ้าเช็ดหน้าพันแผลให้ลวกๆเพื่อห้ามเื
“ข้าให้ลู่ซือหาคนไปเช่าห้องให้เ้าแล้วเวลาเช่นนี้คงไม่มีใครคิดว่าเ้าจะกล้าเข้าพักในโรงเตี๊ยม นอนพักสักคืนรอข้าหาข่าวคราวมาได้ก่อนค่อยคิดหาทางออกหากยังมืดบอดเช่นนี้คงต้องวิ่งหนีจนหมดแรง”
ซุนหลิงหลันเดินตามหลี่ลู่เฟิงมาจนถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเขาส่งถุงเงินที่เหลืออีกครึ่งในมือให้นางเก็บเอาไว้ ตัวนางเองก็ไม่ลังเลจะรับด้วยยามนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเพียงเครื่องประดับผมบนศีรษะกับถุงผ้าที่ผู้เป็อานำติดตัวออกมา
คำกล่าวของหลี่ลู่เฟิงไม่ผิดไปเสียทีเดียวหากไม่ใช่เสิ่นหยางจีกระเหี้ยนกระหายอำนาจเงินทองจนกล้าออกหน้าสั่งให้ผู้ใต้บัญชาถือภาพวาดของซุนหลิงหลันปะปนกับสตรีอีกสองคนออกเดินไปทั่วเมืองไม่ออกนามนักโทษ ไม่ประกาศความผิด
นางไม่ใช่นักโทษมีความผิด อีกทั้งบิดายังอยู่ระหว่างการสอบสวนไร้ข้อสรุปแม้ไม่ได้ติดประกาศราวกับนางเป็นักโทษแต่การกระทำของเสิ่นหยางจีทำให้นางมีความผิดไปแล้วครึ่งตัวในสายตาผู้คน
“ใต้เท้าเื่ที่ข้ารู้ข้าได้บอกท่านไปหมดแล้ว หลงจู๊ตัวเล็กๆ อย่างข้าไม่กล้าหลอกลวงท่านนาง..นางอาจหลบหนีออกไปแล้ว”
“พวกเราไม่กล้าปิดบังนางพักบนชั้นสองห้องที่สามฝั่งซ้ายมือ”
เสี่ยวเอ้อลนลานรีบสารภาพน้ำเสียงสั่นหวาดกลัวต่อท่าทีคุกคามข่มขู่เพ่งมองไปยังภาพวาดในมือนายทหารร่างใหญ่
“หากนางกลับมาอีกข้าจะรีบไปแจ้งทางการ จับตัวนักโทษไว้ให้ท่านแน่นอน ใต้เท้าได้โปรดเมตตา”
ซุนหลิงหลันมองภาพวาดตนเองบนม้วนกระดาษแผ่นใหญ่อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมองเงาสะท้อนของตนเองในอ่างน้ำ ผมที่เคยลูบน้ำมันยาวเลยแผ่นหลังถูกตัดจนเหลือความยาวเลยบ่าเพียงเล็กน้อย เส้นผมที่เคยเรียงตัวสม่ำเสมอยามนี้สั้นยาวไม่เท่ากันทั้งยังชี้ไปคนละทาง
จวนสกุลซุนมีคุณชายใหญ่ คุณชายรองและนางบุตรสาวคนเดียว น้องสาวผู้ถูกตามใจอยู่เสมอวันก่อนนางยังคงเป็คุณหนูหนึ่งเดียวในจวนเ้ากรมโยธาเพียงชั่วพริบตาใบอ่อนบนต้นไม่ใหญ่เช่นนางกลับกลายเป็คนไร้ที่พึ่งพิงต้องมายืนก้มหน้าปะปนกับเหล่าทาสฟังคำข่มขู่อยู่ในมุมมืด
าแบนแขนซ้ายเริ่มมีเืไหลซึมผ่านผ้าพันแผลด้านในออกมาให้เห็นประปรายยิ่งนางขยับตัวมากเท่าไหร่เสื้อตัวนอกยิ่งเริ่มซับสีเืให้เห็นเด่นชัดออกมาเป็วง ซุนหลิงหลันค่อยๆก้าวถอยหลัง ฉวยโอกาสตอนที่กลุ่มทหารมัวแต่สนใจหลงจู๊และเสี่ยวเอ้อหลบออกมาทางประตูหลังโรงเตี๊ยม จนมาถึงเก็บฟืน
ในห้องเก็บฟืนคลุ้งไปด้วยกลิ่นอับชื้นนางพบบุรุษสวมเสื้อผ้าซอมซ่อไม่แพ้ตัวนางยืนอยู่เมื่อร่างสูงหันมาซุนหลิงหลันจึงได้เห็น ใต้ผ้าคลุมสีดำเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นบุรุษเบื้องหน้าสวมผ้าคลุมครอบทับศีรษะ มองเห็นแต่เพียงหน้ากากไม้โผล่พ้นออกมาหน้ากากไม้ที่มีรอยแตกเว้าแหว่งเป็ทางยาวจนเกือบถึงช่องดวงตาเนื้อไม้แห้งแตกดั่งิัคนตายในหลุมศพ ในมือเขาถือดาบซ่อนคมเอาไว้ภายใต้ผ้าคลุมมองเห็นเพียงปลายดาบปักอยู่บนพื้น
“ท่าน..หรือท่านเองก็มาหลบทหารด้านนอก”นางพยายามจะถามเขา แต่เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าคนกลุ่มใหญ่ดังใกล้เข้ามาก่อนจึงตัดสินใจวิ่งผ่านหน้าเขา เข้าซ่อนตัวหลังกองฟืนสูงชนหลังคากดซ่อนความรู้สึกหวาดกลัวต่อบุรุษลึกลับไว้ในใจ
“เ้าเป็ใคร ถอดหน้ากากออกวางดาบลงกับพื้น”
เสียงที่ตวาดสั่งไม่เป็ผลกับบุรุษสวมหน้ากากแม้แต่น้อยเขายังคงนิ่งเฉย หากแต่ซุนหลิงหลันนั้นสะดุ้งใ เผลอขยับตัวจนเกิดเสียงดังเฮงซวย นางสบถอยุู่ในใจ
“ใครอยู่ตรงนั้น หากว่าเป็สตรีทิ้งนางไว้ให้ข้า แล้วเ้าก็ไปซะ”
ซุนหลิงหลันมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่นางััได้ถึงความหวาดกลัวลึกๆแฝงอยู่ในน้ำเสียงของนายทหารผู้นั้นในคำสุดท้าย ไม่นานเสียงะโร้องด้วยความเ็ปก็ดังขึ้นมาแทนที่คำตะคอก
จากหนึ่งคนเป็สองคน สองคนเป็สามคนเสียงหอบหายใจถี่ๆ ของพวกเขาชวนให้ขนอ่อนบนร่างกายนางลุกตั้งขึ้นมา เกิดอะไรขึ้นซุนหลิงหลันเอ่ยถามกับตนเองในใจครั้งแล้วครั้งเล่าจนต้องรวบรวมความกล้าแอบมองลอดช่องว่างระหว่างท่อนฟืน มองเห็นบุรุษหลังหน้ากากใช้ดาบซึ่งยังเก็บคมอยู่ในฝักฟาดใส่ทหารอีกสองคนที่เหลือจนล้มลง
ครั้นเมื่อสายตาดุดันราวกับอยากจะสังหารนางมองลอดช่องดวงตาของหน้ากากไม้มาทางกองฟืนซุนหลิงหลันพลันขยับถอยกรูดจนแนบชิดติดกับผนังไร้หนทางให้ถอยหนีดาบสีดำเนื้อมันวาวถูกยกขึ้นสูงชี้มาทางกองฟืน ภายในซอกแคบหลังกองไม้ไม่มีที่ให้นางขยับไปไหนได้อีก
“ข้า.. ข้าไม่เคยพบท่านข้าจะไม่พูดอะไรทั้งสิ้น” น้ำเสียงลนลานออกสั่นเอ่ยบอกกับเขา“หากท่านยอมปล่อยข้าไป วันหน้าจะต้องตอบแทนท่าน้าสิ่งใดข้ายอมรับปากทุกคำพูด”
บุรุษซึ่งยืนอยู่อีกฝั่งยังคงไร้คำพูดปลายดาบในมือเขายังเกยอยู่บนกองฟืนจนกระทั่งมีเสียงนกประหลาดร้องดังขึ้นมาติดกันถึงสามครั้ง เขาถึงยอมลดดาบลงก้าวถอยหลังเดินหายออกไปอย่างรวดเร็ว
ซุนหลิงหลันขาอ่อนแทบล้มทั้งยืนนางก้าวออกจากที่ซ่อนมองตลับยาขี้ผึ้งสมานแผลบนแท่นผ่าฟืนด้วยสีหน้าฉงนใจก้มมองาแบนแขนซ้ายที่เริ่มมีเืไหลซึมออกมาเป็วงกว้างถือเอาเองว่าบุรุษหน้ากากไม้ผู้นั้นยกของสิ่งนี้ให้นางความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านอยู่ในอกเพียงชั่วครู่ก้านไฟเพียงหนึ่งก้านท่ามกลางลมหนาว เพียงพอแล้ว
ครั้นเมื่อหันมองเหล่านายทหารร่างสูงใหญ่นอนซบกองไม้ดั่งผักต้มเหี่ยวเฉาก็ให้หนาวเหน็บขึ้นมาจับใจ จำต้องยกมือขึ้นกอดตนเองเอาไว้ดาบไม่ทันเผยคมยังสยบผู้คนเหมือนดั่งเหยียบยอดหญ้าริมทาง
หากไม่อาจเป็มิตร ควรหลีกหนีให้ห่าง
บนถนนสายหลักกลางเมืองผู้คนขวักไขว่แน่นขนัดพากันออกมาชมโคมลอยนับพันสว่างไสวอยู่บนท้องฟ้าซุนหลิงหลันเดินแทรกตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านใช้พวกเขาเป็ดังพงหญ้าสูงบดบังตนเองสอดสายตามองหาบุตรชายขุนนางใหญ่เลื่องชื่อลือนามผู้หนึ่งคิดจะอาศัยบารมีของเขาหลบหนีออกจากเมือง
จางมู่หานบุตรชายคนที่สามของจางไท่เว่ย [1] คุณชายผู้แตกแถวไร้ประโยชน์
“ข้าวิ่งหาเ้าไปทั่วเมืองที่โรงเตี๊ยมเกิดอะไรขึ้น เสื้อผ้าเก่าๆ ตัวนี้เ้าไปหามาจากไหนใบหน้าเนื้อตัวเ้าเหตุใดจึงเปรอะเปื้อนเช่นนี้ ผม..ผมเ้า น่าเกลียดยิ่งนัก”
หลี่ลูซือขมวดคิ้วเป็ปมเอื้อมมือมาจับปอยผมหลุดลุ่ยจากปมผ้าซึ่งรวบมัดอยู่ด้านหลังราวกับนางอยากจะทำให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดน้ำเสียงที่พร่ำบ่นแฝงมาด้วยความห่วงใย
“มีทหารมาตามหาข้าที่นั่นส่วนเื่ผมข้าเป็คนตัดเองเสื้อผ้าตัวนี้ข้าก็หยิบมาจากลานตากผ้าด้านหลังโรงเตี๊ยมนั่นแหละเสื้อผ้าที่เ้ากลับไปเอามาให้ข้า..คงไม่ต้องใช้แล้ว”
ซุนหลิงหลันมองเลยไปทางห่อผ้าไหมเนื้อมันบนบ่าหลี่ลู่ซือแล้วถอนใจ
“เ้า..บ้าไปแล้ว”หลี่ลู่ซือยิ่งปั้นหน้าไม่ถูก หากแต่ซุนหลิงหลันไม่ได้นำพาต่อคำตัดพ้อแม้แต่น้อย
“สีหน้าเ้าดูไม่สู้ดีหรือมีเื่อะไรเกิดขึ้น”
“ข้าแอบได้ยินท่านพ่อพูดกับท่านอาครอบครัวเ้า..ถูกพาตัวไปสอบสวนที่ศาลกลางเจิ้งอันแล้วแม้แต่บ่าวรับใช้ก็ไม่ละเว้น”
ข่าวที่ได้ฟังไม่ผิดไปจากสิ่งที่ซุนหลิงหลันคาดเดาเอาไว้เมื่อพบว่ามีทหารมาวิ่งตามหาตนเองเอิกเกริกไปทั่วเมือง หากแต่นางไม่เข้าใจเหตุใดต้องขนเอาบ่าวไพร่ในเรือนไปด้วย เวลาของนางเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
“ท่านอาจิ่งเพ่ยเ้าได้ข่าวเขาบ้างหรือไม่”
“ได้ยินชาวบ้านพูดกันท่าอาถูกพาตัวไปทางกรมยุติธรรม”
“เหตุใดเขาไม่ถูกส่งตัวไปที่กองปราบศาลกลาง”แม้จะขัดข้องใจแต่นางไร้ทางเลือกความหวังเดียวของสกุลซุนยามนี้อยู่ที่บุรุษนามจั่วลิ่ว นางต้องไปพบเขา“ข้าต้องรีบออกจากต้าิ หากชักช้ากลัวจะกลับมาไม่ทัน”
“เ้าจะไปที่ใดข้ากับลู่เฟิงคงไม่บังเอิญมาพบเ้าในเวลาคับขันได้ทุกครั้งไม่ให้ข้าออกปากขอความช่วยเหลือจากบิดา เหตุใดเ้าไม่ไปพบใต้เท้ากงหรือท่านอาจารย์ซ่งพวกเขาเป็สหายสนิทของบิดาเ้า”
“บิดาเ้าทำงานเกี่ยวพันกับเงินทองภาษีบ้านเมืองเื่ยักยอกเงินที่เสิ่นหยางจีใส่ความบิดาข้าจะพลอยทำให้ใต้เท้าหลี่ยุ่งยากลำบากใจ ก่อนหน้าข้าเพิ่งได้ยินมาใต้เท้าหลี่มีเื่ผิดใจกับเ้ากรมยุติธรรมหน้าท้องพระโรงด้วยเื่งบประมาณกองทัพ ทางท่านกงกับบิดาข้าเป็สหายกันมาั้แ่วัยเยาว์ขุนนางคนใดในต้าิไม่รู้ถึงข้อนี้ ท่านอาจารย์ซ่งยิ่งไปกันใหญ่เสิ่นหยางจีผู้นั้นคงต้องไปดักรอข้า ข้าไม่กล้าเสี่ยงทำเช่นนั้นหากการที่ข้าไปขอความช่วยเหลือ ทำให้ผู้มีอำนาจคนอื่นต้องถูกตรวจสอบในยามนี้เื่ช่วยเหลือบิดาข้าคงไม่ต้องเอ่ยถึงข้าเชื่อ..พวกเขาจะต้องหาทางยื่นมือเข้าช่วยตัวข้ามีหน้าที่นำหลักฐานมาส่งมอบให้พวกเขา”
“เช่นนั้นเ้าจะไปที่ใด”
“ก่อนหน้าท่านอากำชับให้ข้าไปพบคนผู้หนึ่งที่อำเภอเถียนไท่พยานคนสำคัญที่สามารถแก้ต่างให้สกุลซุน ลบล้างคำใส่ร้ายของใต้เท้าเสิ่นได้ข้ามีเื่อยากขอให้พวกเ้าช่วย..”
ซุนหลิงหลันยังพูดไม่ทันจบคำก็ถูกแรงกระชากจากด้านหลังดึงตัวนางจนแทบจะล้มหน้าคว่ำเข้ามาในตรอกแคบข้างทาง
“ประมาทเกินไปแล้วหากจะยืนคุยกันก็หาที่หลบให้มิดชิดเสียก่อน เ้าไม่ใช่แมวเก้าชีวิต”
เ้าของน้ำเสียงเป็กังวลมองหญิงสาวตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ต่างจากพี่สาวให้แน่ใจว่าตัวเขาไม่ได้ตาฝาด สหายของเขาดูต่างออกไปจนดูคล้ายว่าเป็คนละคน
“ข้ารู้หากไม่ใช่พวกเ้าบังเอิญมาพบข้าเมื่อวันก่อน ข้าคงถูกจับตัวไปแล้ว” ซุนหลิงหลันถอนใจยอมรับหันมาพูดกับหลี่ลู่เฟิง “ข้ามีเื่อยากให้เ้าช่วย
“เ้ามาทำอะไรตรงนี้ข้าใคิดว่าเป็พวกเขา” หลี่ลู่ซือแหวใส่น้องชายฝาแฝดแต่คนเป็น้องชายไม่ได้รับฟัง หันมาเอ่ยถามกับซุนหลิงหลัน
“พูดมาข้าต้องทำอะไร”
ซุนหลิงหลันลดเสียงพูดให้เบาพอได้ยินกันแค่สามคนหยิบเอาเหรียญอีแปะทองแดงหักครึ่งในมือส่งให้หลี่ลู่เฟิงถอดกำไลหยกล้อมด้วยแผ่นเงินฉลุลายวงหนึ่งยื่นให้เขา
“ไปที่ตรอกมืดถนนทางเหนือระวังอย่าให้ใครพบเห็น”
“ตรอกมืด..”หลี่ลู่ซือเอ่ยย้ำอีกครั้งให้แน่ใจว่าตัวนางไม่ได้ฟังผิดไปย่านคนยากไร้จะมีใครช่วยสหายนางได้“ที่นั่นมีแต่ชาวบ้านอพยพเมื่อครั้งาและขอทาน เ้าจะให้เขาไปทำอะไรที่นั่น”
"ตามหาขอทานผู้เฒ่าแซ่ไป๋บอกกับเขาว่าข้ามาทวงสัญญาที่ติดค้างกันไว้ขอให้ช่วยหาศพหญิงสาวรูปร่างใกล้เคียงกับข้า สวมกำไลหยกม่วงวงนี้ไว้ที่มือซ้ายเผาร่างนั้นไปพร้อมกับบ้านร้างท้ายอารามจิ้งอี้รบกวนเ้าให้เงินค่าฟืนไฟเขาสักหน่อย”
“ศพ..ขอทานผู้นั้นจะไปหาศพจากที่ไหนมาให้เ้า” หลี่ลู่ซือยิ่งตื่นใไปกันใหญ่ไม่รู้สหายของนางหวาดกลัวจนเสียสติ หรือเป็ตัวนางเองที่หูฝาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
“จวนขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงรับซื้อทาสหญิงหน้าตาสะอาดหมดจด กิริยาดีไว้รับแขกเรือนหน้าให้ติดตามใกล้ชิดเหล่าคุณหนูรับใช้เหล่าคุณชายโรงค้าทาสท้ายเมืองจึงส่งทาสหญิงมาฝึกงานบ้านงานเรือนที่หอหญิงงามอ้ายเหม่ยเพื่อเพิ่มราคาสินค้าของตนเอง ข้าเองก็ไม่รู้สาเหตุได้ยินมาว่าั้แ่เมื่อสามเดือนก่อน ที่นั่นมักจะมีศพหญิงสาวอ่อนวัยถูกส่งออกมาทางประตูหลังรอให้พวกขอทานบางกลุ่มรับไปเผาทำลาย แลกค่าแรงเล็กๆ น้อยๆเดือนละครั้งถึงสองครั้งอยู่เป็ประจำ”
“เป็หรือตายฟ้าดินกำหนดมีคนตายทุกเดือนเช่นนี้นับว่าผิดปกติ อีกทั้งพวกนางอายุยังน้อยคำพูดของขอทานผู้นั้นเชื่อได้สักเท่าไหร่กันไม่ใช่ว่าเขากุเื่มาเล่านิทานหลอกเ้า”หลี่ลู่ซือยังคงเอ่ยแย้งด้วยความเป็ห่วง
“บนลำคอของพวกนางมีรอยช้ำคล้ายถูกบีบเป็รอยนิ้วมือจ้ำใหญ่ มีผู้หวังดีเคยส่งจดหมายไม่ลงนามแจ้งทางการแต่จนถึงวันนี้เื่ยังคงเงียบ ตัวเขาเองก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ขาดการติดต่อกับครอบครัวอย่างมีเงื่อนงำพูดได้ว่าผู้อยู่เื้ัคงเป็ขุนนางใหญ่ในต้าิเมืองหลวงแห่งนี้”
“เื่นั้นไว้ค่อยว่ากันคราวหลังเถิดตกลงว่าขอทานผู้นั้นไว้ใจได้หรือไม่” หลี่ลู่เฟิงเอ่ยแทรกขึ้นมา
“คงไว้ใจได้..”คนถูกคาดคั้นเอ่ยตอบไม่เต็มเสียง
เสียงถอนใจของคนเป็น้องชายดังขึ้นมาพร้อมกันกับพี่สาวที่เอ่ยเรียกซุนหลิงหลันด้วยความอ่อนใจ “หลิงหลัน”
“ข้ากับตาเฒ่าไป๋รู้จักกันด้วยความบังเอิญน้องชายของเสี่ยวเตี๋ยหนีจากบ้านมาตัวคนเดียวซ้ำยังหลงทางไปอาศัยอยู่กับตาเฒ่าหลายเดือน เขาป่วยไข้จับสั่นนอนไม่รู้สึกตัวข้าไปพบเข้าจึงช่วยพาไปรักษา อันที่จริงเขาก็ไม่นับว่าอายุมากถึงขั้นชราแต่เพราะผมและหนวดเคราของตาเฒ่าขาวเหมือนคนแก่ ข้าจึงเรียกขานเช่นนั้นแม้จะพูดจากระโชกโฮกฮากไม่น่าฟังไปบ้าง เ้าก็ทนฟังสักหน่อย”
หลี่ลู่เฟิงถอนใจอีกครั้ง เขาเอ่ยถาม“หากว่า่นี้ไม่มีคนตายจะทำเช่นไร”
“หวังว่าตาเฒ่าจะช่วยตามหาให้ข้ากำชับให้เขารอจนศพไหม้ทำลายใบหน้าเสียก่อน จึงค่อยส่งคนไปแจ้งทางการ”
“เ้าพูดง่ายเกินไปแล้ว”หลี่ลู่ซือไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน สหายของนางยังมาพูดจาส่งๆได้อีก
ตัวซุนหลิงหลันเองเข้าใจดีถึงความเป็กังวลของสหายแต่ยามนี้นางคงทำได้แค่เชื่อ เชื่อว่าเื่จะผ่านไปได้ด้วยดีเชื่อว่าคนที่นางหวังพึ่งพาจะยอมให้การช่วยเหลือ
“หากไม่พบศพเ้าพวกเขาไม่มีทางเลิกตามหา ประตูเมืองตรวจตราเข้มงวดเ้าจะออกไปทางไหนได้ ศพคนทั้งคนใช่ว่าอยากให้มีคนตายวันนี้ก็จะได้วันนี้”
คำพูดของหลี่ลู่เฟิงใช่ว่าซุนหลิงหลันจะไม่เข้าใจแต่นางยังอยากจะลองเสี่ยงดวงดูสักครั้ง “มีอยู่คนหนึ่ง หากเป็เขาอาจพาข้าออกไปได้เขาอาจช่วยได้”
“จางมู่หานเ้าเสียสติไปแล้วจริงๆ” หลี่ลู่ซือพอจะเดาออกถึงความคิดพิลึกพิลั่นของสหายเอ่ยแย้งขึ้นมาทันควัน
“จางมู่หาน เขาอยู่ที่ต้าิ..”หลี่ลู่เฟิงเอ่ยนามของคนที่เขาเพิ่งได้ยินอีกครั้งคล้ายไม่แน่ใจ
คุณชายสามจวนแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ั้แ่เข้าร่วมกองทัพอยู่ชายแดนยังไม่เคยมีใครในเมืองหลวงพบหน้าเขาอีกเลย จางมู่หานไม่เข้าเรียนในสำนักศึกษาไม่สอบราชการ แต่กลับสมัครเป็ทหารร่วมฝึกกับทัพหน้าบุตรชายขุนนางใหญ่ทำเื่แตกแถวหาความลำบากเช่นนี้ ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อเขาแต่เื่พบหน้านั้นเป็เื่ยาก
“หลายวันก่อนข้ากับหลิงหลันกลับจากเรียนดนตรีข้าเห็นเขาระหว่างทาง เป็คุณชายจางไม่ผิดแน่” หลี่ลู่ซือย้ำกับน้องชายนางไม่มีทางจำผิด ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่หน้าตาดาษดื่นหาได้ทั่วไปใบหน้าราวหยกสลักของเขาเป็ที่กล่าวขานในกลุ่มผู้เคยพบเห็น สีหน้าเรียบเฉยยังเป็หัวข้อสนทนาในกลุ่มหญิงสาวหากใครได้เห็นรอยยิ้มของเขาก็คุยไปได้สามวันแปดวัน นางยังสำทับขึ้นมาอีก“บุรุษผู้นั้นหรือจะยอมช่วย”
“หากไม่จำเป็สกุลจางไม่ยืนมือข้ามมาถึงเมืองหลวงเ้าก็รู้ทุกการเคลื่อนไหวของสกุลจาง อาจทำให้เกิดเื่ใหญ่ ผู้มีอำนาจเหนือทหารทั้งกองทัพไม่ะโลงมายุ่งกับความขัดแย้งกันเองของขุนนาง หากพวกเขาเคลื่อนไหวคงไม่สกุลใดสกุลหนึ่งต้องถูกลบล้างออกไปตามคำสั่งของฝ่าา”
“ข้าไร้ทางเลือก”น้ำเสียงแ่เบาเอ่ยออกมาอย่างจนใจ “ข้าจะกลับมา พวกเ้าไม่ต้องห่วง”
ซุนหลิงหลันแย้มยิ้มกว้างโบกมือลาสองพี่น้องดวงตานางหรี่เล็กจนเห็นเป็เส้นโค้งดังจันทร์เสี้ยว แม้ในใจรู้สึกโดดเดี่ยวทว่านางไม่้าจากลาด้วยภาพจำอันหมองมัวเพราะนี่อาจเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้พบหน้ากัน
“วันนี้ข้าช่วยอะไรเ้าไม่ได้วันหน้าข้าจะต้องหาทางช่วยเ้า” น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังของหลี่ลู่เฟิงดังไล่หลังทว่าคนที่เดินห่างออกไปฟังไม่ได้ยิน
ซุนหลิงหลันเดินก้มหน้ามองพื้นมาตามทางอย่างไร้จุดหมายจนมาหยุดเท้าลงกลางทาง เพราะบทสนทนาของกลุ่มหญิงสาวบนรถม้าที่วิ่งผ่านไปนามของบุรุษแซ่จางเป็สิ่งเดียวที่ซุนหลิงหลันให้ความสนใจ
“บุรุษผู้นั้นใช่คุณชายสามจางมู่หานหรือไม่ข้าเคยได้ยินอวี๋หลันเอ่ยถึงเขา บุรุษหนุ่มใบหน้าราวหยกสลักผู้นั้นใช่เขาหรือไม่”
“จางมู่หานเ้าหมายถึงบุตรชายแม่ทัพใหญ่จางไท่เว่ย [2] น่ะหรือ”
“ยังจะมีคุณชายจางจวนไหนได้อีก..ทางนั้นบุรุษชุดสีครามปักดิ้นเงินผู้นั้น”
กวาดสายตามองหาอยู่ไม่นานซุนหลิงหลันก็สะดุดตาเข้ากับบุรุษในอาภรณ์สีครามปักดิ้นเงินดั่งที่ได้ฟังเขาเพิ่งก้าวออกจากโรงเตี๊ยมซ่อมซ่อขนาดเล็กแห่งหนึ่ง นางกะพริบตาถี่ๆอยู่สองสามครั้ง ไม่รู้ว่าเป็เพราะแสงแดดแยงตา หรือเป็เพราะนางหิวจนตาลายถึงได้มองเห็นคุณชายสูงศักดิ์เป็ยาจกพเนจรไปเสียได้
ในตอนนั้น เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกสตินางให้กลับมาอีกครั้ง
“ไป..ไปยืนที่อื่นอย่ามาขวางหน้าร้าน หากเถ้าแก่มาเห็นเข้า เ้าจะถูกตีเอาได้”
เพราะซุนหลิงหลันมัวแต่มองตามบุรุษในชุดสีครามไปจนลับตาจนลืมสนใจสิ่งรอบตัวกระทั่งได้ยินเสียงเสี่ยวเอ้อเข้ามาสะกิดบอกให้นางย้ายไปยืนที่อื่นแม้น้ำเสียงไม่น่าฟังแต่ยังแฝงด้วยความหวังดี
“พี่ชายข้ามีเื่อยากรบกวนถามคุณชายท่านนั้นพักอยู่ในโรงเตี๊ยมของท่าน หรือเพียงผ่านมาทำธุระ”
“เหตุใดข้าต้องบอกเ้าด้วย ไปๆออกไปจากหน้าร้านเสียที เถ้าแก่ร้านข้าอารมณ์ร้ายยิ่งนัก ถูกเอ็ดเอายังพอทำเนาถูกเขาตีเข้าอย่ามาหาว่าข้าใจไม้ไส้ระกำไม่เอ่ยเตือน”
“พี่ชายท่านอาศัยทำงานอยู่ในเมืองหลวงยังผูกเชือกถักของแทนใจและคำอวยพรจากครอบครัว ท่านคงคิดถึงบ้านไม่น้อย”
ซุนหลิงหลันหันสายตาไปบนข้อมือที่จับด้ามไม้กวาดเอาไว้เชือกถักสีแดงสดยามนี้ซีดเซียวจนแทบจะกลายเป็สีดำสกปรก
“ข้าเองก็มาจากอำเภอห่างไกลอยากจะมาหางานทำ” นางใช้สายตาอ้อนวอนขอร้องอีกฝ่ายตามตื๊อเขาด้วยผลประโยชน์อยู่นานจนชายหนุ่มต้องจำใจพานางเข้าไปพบเถ้าแก่อย่างเสียไม่ได้
[1] ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ แม่ทัพใหญ่
[2] ผู้บัญชาการทหารสูงสุด/ แม่ทัพใหญ่