อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 115 แสงรำไรแห่งชัยชนะ

    ตอนที่ 115


    วิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย รีดเค้นตบะที่ฝึกฝนออกมา ก่อเกิดกระแสสีขาวอาบล้นกายในหมู่ดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมดภายใต้การควบคุมของ เหยาซาน ดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมเป็นจูเยี่ย ผู้นี้ หล่อหลอมตบะฝึกฝนอย่างจริงจังภายใต้การชี้นำของ เฒ่าชีเปลือยทั้งยังมีศาสตราวิญญาณอย่างบ่วงทรทัณฑ์ที่ได้รับมอบ เมื่อทะยานเข้าสู่สงครามแห่งวิญญาณการตวัดเชือกแส้สีแดงออกไปเพียงครั้ง แม้แต่วิญญาณอสูรยังต้องหวีดเสียงกรีดร้องออกมา...

     

    สู่เหยียนกุ่ย ถลึงตาโดยพลันแววตามีประกายแห่งความไม่อยากจะเชื่อ...

    “วิญญาณดวงนั้น มันอะไรกัน!! ทั้งยังศาสตราวิญญาณนั่นอีก!!”

     

    หากแต่ สู่เหยียนกุ่ย ไหนเลยจะมีเวลาตกตะลึงได้เนิ่นนานนักพริบตาก็สัมผัสได้ถึงอำนาจสยบที่กดทับมายังตน ภายใต้แรงกดดันและการสั่นไหวของชั้นบรรยากาศเงากระบี่สิบสายเปล่งประกายรังสีกระบี่สีเงินโก่งโค้งเข้ามารอบทิศดุจกงเล็บของพยัคฆ์

     

    “เพลงกระบี่วีรชนแดนประจิม... กระบี่เงาพยัคฆ์!!”

     

    สู่เหยียนกุ่ย แค่นเสียงออกมาพร้อมกับระเบิดหมอกควันสีดำ กลายร่างเป็นวิญญาณผีร้ายนับสิบพวยพุ่งเข้าปะทะไม่หวั่นเกรง...

     

    “หมอกดำแห่งผีร้าย!!”

     

    ตูม!!

     

    การปะทะเกิดเสียงกัมปนาทกึกก้อง ทั้งเศษเสี้ยวเงากระบี่และเศษเสี้ยววิญญาณผีร้ายกระจัดกระจายออกไปรอบรัศมีต้นไม้ใหญ่ในรัศมีสิบจั้ง ใบแห้งเหี่ยวประหนึ่งถูกความตายแทรกแซง ทว่าลำต้นกลับมีรอยกระบี่นับไม่ถ้วนปรากฏ

     

    เหยาซาน โซเซร่นถอยกว่า 10 ก้าว โลหิตสายหนึ่งไหลจากมุมปาก... หากแต่สู่เหยียนกุ่ย ยังคงปักหลักมิได้ขยับ สีหน้ายังคงเย็นชาไร้อารมณ์ ทว่าภายในกลับรู้สึกถึงกระแสลมปราณปั่นป่วนดึงชายแขนเสื้อยืดออกแอบซ่อนบาดแผลเล็ก ๆ ที่แขนซึ่งเกิดจากรังสีกระบี่เอาไว้แววตาแฝงล้ำด้วยความตื่นตะลึงเล็ก ๆ อยู่ภายใน...

     

    “ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นกลาง... กลับทำได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!มิน่าเล่าจึงสามารถสังหารพี่น้องของข้าได้ ทว่าเจ้ามันกำเริบเสิบสานเกินไประยะห่างของเจ้ากับข้ายังมีอีกมากโข!!”

     

    ไอสังหารของ สู่เหยียนกุ่ย แผ่คุกคามโดยรอบ ก่อนจะพุ่งทะยานดุจภูติล่องลอยตรงเข้าหาเหยาซาน ด้วยตนเอง ทั้งยังระเบิดพลังอีกระลอกรอบกายปรากฏมัจฉาหน้าคนสีดำ 7 ตัว แหวกไหวไปมาในอากาศมองดูน่าขนลุกขนพองอย่างยิ่ง

     

    เหยาซาน กัดฟันแนบแน่น เห็นได้ชัดว่า สู่เหยียนกุ่ย ไม่ได้มีดีแค่เพียงการเลี้ยงวิญญาณอสูรกระทั่งพลังฝีมือของเจ้าตัวก็เหนือล้ำเกินระดับเดียวกัน... ทั้งยังมีวิญญาณอสูรหลายรูปแบบที่ชุบเลี้ยงเอาไว้ศาสตร์แห่งความมืดน่าจะแตกฉานรู้แจ้งในระดับที่เกินคาดเดา

     

    “หากข้าพ่ายแพ้ต่อผู้ใช้ลมปราณยังไม่นับเป็นอย่างไรเพราะข้านั้นเพิ่งเข้าสู่เส้นทางฝึกยุทธได้ไม่ถึงหนึ่งปี แต่ทว่า...ข้านั้นฝึกฝนอาคมมานับแต่ก้าวย่างหัดเดินดังนั้นข้าจะไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อผู้ใช้วิญญาณด้วยกันเป็นอันขาด!!”

     

    เหยาซาน บริกรรมคาถาพึมพำ ก่อนจะพ่นโลหิตในปากขึ้นสู่ท้องฟ้าจนกลายเป็นละอองเลือดสีแดงกระจัดกระจายอาบพรมร่างตนเอง...จากนั้นจึงตบไปที่หน้าอกอย่างรุนแรง จนรอยสักอักขระทั่วร่างสั่นกระเพือม...

     

    “เจ้าชุบเลี้ยงวิญญาณอสูร ด้วยการให้มันกินพลังวิญญาณของผู้อื่น...แต่ข้านั้นเลี้ยงวิญญาณเทพ ด้วยการให้มันกินพลังวิญญาณของตัวข้าเองเช่นกัน!!” ดวงตาของ เหยาซาน แข็งกร้าวขึ้น ก่อนจะบังเกิดเสียงคำรามก้องกังวาน จนแม้แต่จิตวิญญาณของจูเยี่ย และวิญญาณอสูรดำ ที่กำลังต่อสู้กันยังต้องเหลียวมอง สัมผัสได้ถึงอำนาจกดดันวิญญาณที่รุนแรง

     

    หนึ่งในรอยอาคมสักเบญจสารสัตว์ เกิดแสงสีเขียวมรกตเรืองรองขึ้นแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งสัตว์เทพ ที่เหนือล้ำกว่าสัตว์ร้ายตนใดในหมู่เบญจสารสัตว์ทั้ง5 ตน... รอยสักแห่ง นาคราช!!

     

    สิ้นเสียงคำรามก้อง วิญญาณเงาร่างของ นาคา ตนหนึ่งโผล่ออกมา... อาคมที่เหยาซาน ขับขานในครั้งนี้มิใช่การปรากฏขึ้นเพื่อสิงสู่ทรงร่างแต่เป็นการเผยดวงวิญญาณออกมาก่อรูปภายนอกด้วยอาคมอีกประเภทหนึ่ง นาคาตนนี้ยังมิอาจนับเป็นนาคาที่เติบโตสมบูรณ์ตัวยาวเพียงแค่ 3 จั้ง ขนาดตัวใหญ่เทียบเท่ากับต้นขา ศีรษะวาววับด้วยเส้นโค้งเว้าและดวงตาสีทอง เกล็ดรอบกายเขียวสว่างดุจมรกต รัศมีที่แผ่ซ่านออกมากลับมีอำนาจสะกดข่มวิญญาณตนอื่นๆ ได้อย่างน่าอัศจรรย์...

     

    “นาคามณีมรกต!!”

     

     

    สู่เหยียนกุ่ย ที่กำลังพุ่งร่างตรงเข้ามาถึงกับค้างชะงักวิญญาณมัจฉาหน้าคนทั้ง 7 ตัว แผดร้องพลางดีดดิ้นอย่างลนลานเมื่อนาคาตนนี้ปรากฏ ราวกับผีร้ายที่เจอเข้ากับแสงแห่งตะวันยามเช้าสีหน้าที่เย็นชาของ สู่เหยียนกุ่ย เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรก

     

    “วิญญาณสัตว์เทพ!! บ้าน่า”

     

    หลายปีก่อนในตอนที่ ซุน กำลังรวบรวมวิญญาณเบญจสารสัตว์ทั้ง 5 ตน แน่นอนว่าเป้าหมายคือวิญญาณสัตว์ร้ายที่มีตบะแก่กล้าหนึ่งในนั้นที่ ซุน เพ่งเล็งก็คือวิญญาณของอสรพิษจงอางดำ งูโบราณที่มีตบะเกือบ 200ปีตนหนึ่ง หมายสะกดลงยังรอยสักแห่งนาคราช

     

    ทว่าด้วยโชควาสนาบางอย่าง ระหว่างการต่อสู้กับอสรพิษตนนั้น แม้ว่าเด็กหนุ่มจะสามารถสังหารอสรพิษตนนี้ได้สำเร็จแต่กลับพลั้งพลาดตกจากหน้าผาลงสู่แม่น้ำโบราณสายใหญ่ ลึกลงไปที่ก้นแม่น้ำแห่งนั้นกลับมีหน่ออ่อนแห่งวิญญาณสัตว์เทพที่กำลังเฝ้ารอการถือกำเนิด

     

    ไร้ซึ่งความลังเล... ซุน ขโมยหน่ออ่อนแห่งวิญญาณสัตว์เทพตนนั้นมาทันที!! ทั้งยังสะกดมันลงไปในรอยสักเบญจสารสัตว์แทนที่อสรพิษจงอางดำที่พลาดไป...ถึงแม้ว่าวิญญาณนาคาตนนี้จะเป็นเพียงหน่ออ่อนที่ไร้ซึ่งตบะทว่าชนชั้นวิญญาณของมันก็สูงล้ำเกินวิญญาณสัตว์ร้ายใด ๆ ซุน จึงค่อย ๆเบาะเลี้ยงมันด้วยการแบ่งตบะวิญญาณของตนเองให้กลืนกินมาตลอดหลายปี...

     

    หน่ออ่อนวิญญาณสัตว์เทพดวงนี้ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือยยังยอมรับในความแข็งแกร่งของชนชั้นวิญญาณที่สูงส่งเพียงแค่ต้องเฝ้ารอเวลาให้มันเติบโตอย่างเต็มที จนกลายเป็นสัตว์เทพพญานาคราชในอนาคตเท่านั้น...เวลานี้แม้มันจะยังเยาว์วัย แต่ก็นับว่ามีอำนาจสยบไร้เทียมทานอย่างไม่ต้องสงสัยหากเปรียบกับวิญญาณผีร้ายทั่วไป...

     

    ซุน ได้ตั้งชื่อให้มันว่า นาคามณีมรกต...

     

    เด็กหนุ่ม ดวงตาเปล่งประกายขึ้นพุ่งทะยานภายใต้การโอบอุ้มของวิญญาณนาคาน้อย เกิดการผสานวิญญาณและลมปราณรวมเป็นหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับที่ สู่เหยียนกุ่ย ได้กระทำ... ส่งผลให้อีกฝ่ายมิอาจปกปิดดวงตาแห่งความละโมภอยากครอบครองวิญญาณสัตว์เทพตนนั้น!!

     

    “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ช่างยอดเยี่ยมอะไรเช่นนั้น หลังสังหารเจ้าแล้ว วิญญาณสัตว์เทพตนนั้น มันต้องกลายเป็นต้องข้า!!”

     

    สู่เหยียนกุ่ย ปล่อยหมัดสีดำออกไป พลานุภาพก่อเกิดเป็นวิญญาณอาฆาตพวยพุ่งมันเป็นเคล็ดวิชาเดียวกับ สู่ป๋ากุ่ย แต่พลังทำลายย่อมมหาศาลกว่ามากมายนัก...เหยาซาน หดนัยน์ตาแคบลง ฉาบเปลวเพลิงไปบนคมกระบี่ เกิดอำนาจแห่งหยางฟาดฟันวิญญาณต่อกร

     

    นาคาน้อยสยายคมเขี้ยวกลืนกิน วิญญาณอสูรมัจฉาหน้าคนตัวหนึ่งเช่นเดียวกันแต่อีกหลายตัวที่เหลือต่างก็พ่นไอหมอกทมิฬเปรียบดั่งพิษร้าย เข้าใส่นาคาตัวน้อย...เกิดการต่อสู้โรมรันพันตู แผ่รัศมีรอบด้านเสียงกึกก้องกังวาน จนทำให้สองหญิงสาวที่เฝ้ามองอกสั่นขวัญแขวน

     

    เหยาซาน ใช้ความเร็วพลิกแพลง ฟันฉับเข้าที่ร่างของ สู่เหยียนกุ่ยทว่ากลับมีวิญญาณผีร้ายออกมารับการโจมตี แผดเสียงโหยหวนคาหนึ่งและแตกสลายไปความน่ากลัวของ สู่เหยียนกุ่ย คือการใช้วิญญาณผีร้ายจำนวนมากอย่างชำนาญและโหดเหี้ยมอีกทั้งยังพลิกเป็นกระบวนท่าใช้ฝ่ามือที่อาบลมปราณจนแหลมคม ฟาดฟันไปยังร่างของเหยาซาน สวนกลับ

     

    เหยาซาน ถึงกับร่นถอยพลางสำลักเลือดคำหนึ่ง... หากไม่เป็นเพราะอาคมคงกระพันชาตรีและมีเกราะอ่อนใต้อาภรณ์อีกชั้นคงบาดเจ็บหนักยิ่งไปกว่านี้ ปราณหมอกทมิฬของอีกฝ่ายนอกจากจะน่ากลัวแล้วยังแผ่ซ่านไปด้วยพลังแห่งความตาย ทุกการโจมตีราวกับจะดูดกลืนอายุขัย จนทำให้เหยาซาน อ่อนกำลังอย่างรวดเร็ว...

     

    ความเร็วและพลังของทั้งสองแทบไม่แตกต่างกัน ทว่าประสบการณ์ของอีกฝ่ายเหนือกว่ามากการเคลื่อนไหวจึงดุดันเฉียบคมยิ่งกว่า การปะทะระหว่างทั้งสองคนยิ่งยื้อเวลา ผู้ที่บาดเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ กลับเป็น เหยาซาน ฝ่ายเดียว

     

    นาคาน้อยสยายคมเขี้ยว หมายจะงับไปบนร่างของ สู่เหยียนกุ่ย แต่มัจฉาหน้าคมก็พลันสละตนเองรับคมเขี้ยวเหล่านั้นเอาไว้แทนอย่างน่าตกใจ ความแข็งแกร่งของสู่เหยียนกุ่ย สมบูรณ์ทั้งโจมตีและป้องกัน ทั้งยังมีความโหดเหี้ยมฝังรากลึกในจิตใจฝีมือเหนือล้ำกว่าศิษย์หลักของสำนัก 10 อันดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย...

     

    พลังตบะของ เหยาซาน ลดต่ำลงเรื่อย ๆ แต่อีกฝ่ายแทบไม่ลดลงเลยเพราะ สู่เหยียนกุ่ยใช้วิญญาณจำนวนมากประหนึ่งการใช้แล้วทิ้ง ไม่ได้คิดจะประคองหรือรักษาดวงวิญญาณเหล่านั้นเอาไว้หลังจบศึกก็เพียงแค่สังหารคนให้มากยิ่งขึ้น และหาวิญญาณอื่นมาทดแทนส่วนที่เสียไปย่อมง่ายดายกว่า...

     

    “เดรัจฉาน!!” เหยาซานเห็นวิธีการของอีกฝ่ายแล้ว ก็อดที่จะก่นด่าขึ้นมาไม่ได้

     

    สู่เหยียนกุ่ย หัวเราะเยือกเย็น มิได้ใส่ใจแม้สักนิด... การเผชิญหน้าค่อยๆ ยังเกิดความเหลื่อมล้ำทีละนิด เกราะอ่อนที่ เหยาซาน สวมใส่ไว้ด้านในเริ่มที่จะเสียหายจนรุ่งริ่งบนร่างเริ่มมีปรากฏโลหิตจากอาคมที่อ่อนตัวลง ถึงกระนั้น เหยาซานก็ยังไม่แสดงท่าทีอ่อนแอลงสักนิด ยังเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณที่หาญกล้า จน สู่เหยียนกุ่ยเองก็เริ่มจะชักสีหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งที่มันกดดันไปถึงเพียงนี้ แต่ไฟแห่งการต่อสู้ของอีกฝ่ายกลับมิได้ลดน้อยลงเลยมีแต่จะถูกจุดจนลุกโชติช่วง...

     

    หาก เหยาซาน ดึงกระบี่ดำราชวงศ์ออกมาในเวลานี้ใช้เพลงกระบี่คู่ก็น่าจะพลิกผันสถานการณ์ให้กระเตื้องขึ้นอีกเล็กน้อย ติดตรงที่ ฉีลู่ชิงซึ่งเฝ้ามองการต่อสู้อยู่ นางจะรู้ได้ทันทีว่า เหยาซาน กับ ซุน คือคนเดียวกันเพราะนางเคยเห็น ซุน ใช้กระบี่ดำราชวงศ์มาครั้งหนึ่งแล้วในตอนที่จัดการกับหานห้าว...

     

    ขณะที่ เหยาซาน กำลังกล้ำกลืนต่อสู้อย่างห้าวหาญอยู่นั้น จู่ ๆก็รู้สึกถึงกลิ่นหอมระลอกหนึ่งปกคลุมรอบกาย ยิ่งสูดดมเข้าไป ก็ยิ่งได้รับการฟื้นฟูความอ่อนล้าแม้ไม่อาจเพิ่มพลังลมปราณหรือพลังวิญญาณ แต่มันกลับทำให้ภาวะตรึงเครียดทั้งหมดในร่างกายทุเลาลงอย่างน่าประหลาดเพิ่มพูนสมาธิมากขึ้นอีกระดับ...

     

    “นี่มัน...”

     

    ผิดกับ สู่เหยียนกุ่ย ที่เวลานี้ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์รู้สึกถึงกลิ่นอายที่เมื่อสูดดม จะทดทอนพละกำลังลงอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วค่อย ๆด้านชายากจะควบคุม ทั้งยังรู้สึกคันคะเยอไปทั่วร่าง จนเสียสมาธิในการต่อสู้ทุกการเคลื่อนลมปราณล้วนติดขัดน่าหงุดหงิด ราวกับถูกโอบล้อมไปด้วยพิษธรรมชาติ

     

    “บัดซบ!! กลิ่นพวกนี้มันอะไรกัน!!”

     

    ทั้งสองบุรุษแทบจะหันมองไปยังทิศทางเดียวกัน... ก่อนจะพบว่าเวลานี้หญิงสาวใบหน้าไร้เดียงสาผู้หนึ่งได้ก้าวออกมาจากขอบข่ายอาคมแล้วรอบกายของนางยังหมุนวนไปด้วยละอองเกสรดอกไม้นานาพันธุ์ผันแปรตามการร่ายรำฝ่ามือ...

     

    สู่เหยียนกุ่ย รู้ได้ทันทีว่ากลิ่นประหลาด และความรู้สึกหงุดหงิดใจทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากตัวนางถึงแม้จะไม่อาจทำร้ายตนตรง ๆ ได้ แต่ก็สร้างภาระบางอย่างระหว่างการต่อสู้...พริบตาที่จิตสังหารกำลังพรั่งพรู เปลวเพลิงที่ร้อนแรงระลอกหนึ่งพลันโหมซัดสาดเข้าอย่างรุนแรง!!

     

    ทั้งเปลวเพลิงเหล่านี้ดูคล้ายจะเหนือกว่า เปลวเพลิงของ เหยาซานเสียอีก จากความชำนาญและพื้นฐานลมปราณที่มีเหนือล้ำยิ่งกว่า วิญญาณผีร้ายต่างส่งเสียงกรีดร้องเพราะพวกมันเป็นปรปักษ์ต่อปราณหยางที่ร้อนแรงเช่นนี้...

     

    อีกด้านเป็นหญิงสาวใบหน้างดงามไร้ที่ติอีกคนหนึ่ง ที่ถือพัดอัคคีไว้ในมือ...

     

    “เหยาซาน!!พวกเราจะช่วยเจ้าอีกแรง!!” หญิงสาวทั้งสองกล่าวประสานเสียงพร้อมกันดวงตาของพวกนางมีประกายเจิดจ้าเผยความไม่ยินยอม พวกนางที่เห็นเด็กหนุ่มทุ่มกำลังต่อสู้ถึงเพียงนั้นก็มิอาจนิ่งเฉยและมัวแต่หวาดกลัวได้อีกต่อไป พวกนางจึงตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ คอยเป็นกำลังเสริมวงนอก

     

    เหยาซาน สูดลมหายใจลึกขึ้นทันที... จากที่เคยเป็นคนพึ่งพาตนเองมาโดยตลอดเพิ่งจะรู้สึกว่าเมื่อมีสหายร่วมสู้ จะส่งผลให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้เช่นนี้การช่วยเหลือของพวกนางทำให้ เหยาซาน เริ่มมองเห็นแสงแห่งชัยชนะอยู่รำไร...

     

    ..................................................

    คล้ายกับเรื่องอสูรข้ามฟ้า ที่คุณอ่าน