หลังจากที่ไท่ซวนเทียนจุนดับสูญไปทั้งร่างกายและจิติญญา โลกดูเหมือนจะกลับคืนสู่ความสงบเงียบ
แต่ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์บางอย่างก็ได้อุบัติขึ้นภายในห้วงแห่งความมืดมิด
ไท่ซวนเทียนจุนรู้สึกเหมือนดวงจิตของเขาถูกดูดกลับสู่ที่แห่งหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวจะส่องแสงสว่างไสวอีกครั้ง
และเมื่อชายหนุ่มลืมตาขึ้น เขากลับพบว่าตัวเองตอนนี้กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงมิติแห่งแสงสีทอง
แสงเ่าั้เปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงสุริยะที่ไม่มีวันลับขอบฟ้า รอบด้านมีแต่เสียงบทสวดอันแ่เบาและแฝงไปด้วยพลังอำนาจ เสียงเ่าั้ที่ดูคล้ายกับพระพุทธองค์นับร้อยๆตน กำลังขับขานบทสวดแห่งพุทธธรรมที่สะท้านไปถึงจิติญญา
“นะ..นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”
ไท่ซวนเทียนจุนเอ่ยด้วยความตกตะลึง เขายังจำได้ดีว่าใน่เวลาสุดท้ายของตน ร่างกายและจิติญญาถูกทำลายโดยกระบี่พุทธะปราบมาร ทุกสิ่งของเขาสิ้นสูญไปแล้ว แต่ตอนนี้ เขากลับยังมีสติสัมปชัญญะ ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็เพียงภาพมายา
“หือ?”
และในขณะที่กำลังพยายามประมวลเหตุการณ์ ั์ตาของเขาก็จับจ้องไปที่วัตถุสีทองขนาดเล็กซึ่งล่องลอยอยู่เบื้องหน้า
มันอยู่ห่างจากตัวของเขาเพียงไม่กี่ก้าว ลักษณะของมันคือรูปปั้นพระพุทธองค์ที่มีขนาดเท่ากำมือ ผิวของรูปปั้นนั้นดูเก่าและแตกร้าว ราวกับเวลาที่ผ่านไปได้กัดเซาะมันให้หลุดร่อน แต่ถึงอย่างนั้น มันกลับเปล่งแสงอันอบอุ่นที่แฝงด้วยอานุภาพเหนือธรรมชาติ
“นี่มัน.. รูปปั้นหินที่ฉางเยว่บอกให้ข้านำติดตัวไว้?”
ไท่ซวนเทียนจุนพูดออกมาเบาๆ พร้อมกับจ้องมองดูรูปปั้นที่ดูเหมือนจะเป็กุญแจสำคัญในสถานการณ์นี้
ขณะที่ความคิดในหัวเริ่มย้อนกลับไปยัง่เวลาหลายปีก่อน ในกระท่อมไม้ที่ดูเรียบง่ายบนูเาอันเงียบสงบ เขานอนเอนกายอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ แต่ในอ้อมอกของเขา มีเทพธิดาผู้งดงามนอนพิงแผ่นอก ใบหน้าของนางเปล่งประกายความรักใคร่ที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเทียมได้ มีเส้นผมสีทองที่ดูราวกับน้ำผึ้งบริสุทธิ์ และั์ตาสีฟ้าที่ลึกซึ้งราวกับมหาสมุทร อีกทั้งแววตาของนางก็ยังมีทั้งความอ่อนโยนและความกังวล
“ท่านสามี…ถึงแม้ท่านจะทำเื่เลวร้าย ข่มขื่นข้าและ่ชิงทุกสิ่งของข้าไป ข้าก็ยังรักท่านอย่างไม่มีเงื่อนไข”
เสียงของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความจริงใจ
ไท่ซวนเทียนจุนได้แต่มองดูนางอย่างเงียบๆ ก่อนที่หญิงสาวจะยื่นรูปปั้นหินขนาดเล็กออกมาจากเสื้อคลุมที่สง่างาม มันคือรูปปั้นที่แกะสลักเป็พระพุทธองค์ในอิริยาบถสงบ แสงสีทองระยิบระยับออกมาจากรอยแตกร้าวเล็กๆ
“ได้โปรดเก็บสิ่งนี้ไว้กับตัวท่าน”
ตัวของนางพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวัง ขณะที่ใบหน้าอันงดงามยังคงตื่นเต้น
“ข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะท่านพ่อพบเจอมันในอาณาเขตที่อันตราย”
“แต่ลางสังหรณ์ของข้าบอกว่า.. สักวันหนึ่งสิ่งนี้อาจจะช่วยชีวิตท่านได้!”
ไท่ซวนเทียนจุนรับรูปปั้นหินนั้นไว้โดยไม่พูดอะไร ตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก แต่เขากลับยอมเก็บมันไว้เพียงเพราะแววตาและคำขอร้องของฉางเยว่ ใครจะรู้ว่าในวันนี้ รูปปั้นเล็กๆนั้นจะปรากฏอยู่เบื้องหน้าตัวตนของเขาอีกครั้งในห้วงมิติอันแปลกประหลาด
ไท่ซวนเทียนจุนได้แต่มองรูปปั้นหินด้วยความสงสัยและตั้งคำถามในใจ
ขณะที่เสียงบทสวดซึ่งยังคงดังกึกก้องไปรอบๆ ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางอย่าง
และในชั่วพริบตา รูปปั้นพระพุทธองค์ขนาดเล็กที่เคยลอยอยู่เบื้องหน้าไท่ซวนเทียนจุนพลันเปลี่ยนไป
ตัวมันพุ่งเข้าสู่หน้าผากของเขาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีโอกาสตั้งตัว พร้อมกับที่แสงศักดิ์สิทธิ์สีทองก็ลุกโชนขึ้นจากร่างกายของเขา ท่วมท้นทุกอณูของบรรยากาศ แสงนั้นดูเหมือนเพลิงบริสุทธิ์และทรงพลัง เหมือนพลังแห่ง์อันยิ่งใหญ่กำลังโอบล้อมร่างกายของเขาไว้
“อะ..อะไรอีกวะ?!”
“หรือว่าเ้ารูปปั้นนี้จะเป็ศัสตราวุธระดับมหาจักรพรรดิ”
“ไม่ใช่สิ มันอาจเป็สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ของเซียนยุคโบราณ!!”
ไท่ซวนเทียนจุนทั้งตกตะลึงและประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดรูปปั้นนั้นจึงผสานเข้ากับร่างกายได้ง่ายดายเช่นนี้
และแสงศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังก่อตัวรอบตัวเขานี้มาจากไหนกันแน่ เขารู้เพียงว่า จิติญญาของเขากำลังถูกพาไปยังปลายทางแห่งแสงสว่างที่เจิดจรัส จุดหมายปลายทางนั้นดูเหมือนจะเป็บางสิ่งที่เกินกว่าที่ชายหนุ่มจะเข้าใจในตอนนี้
ในเวลาเดียวกัน ย้อนกลับไปยังอาณาเขตอันห่างไกลสุดขอบฟ้า บนเทือกเขาที่เต็มไปด้วยป่ารกร้างและไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้าวเดินอย่างไร้ทิศทาง ผมของเขายุ่งเหยิงราวกับไม่ได้หวีมานานนับปี ใบหน้าของเขาซูบผอม แต่ถ้าหากมองผ่านเส้นผมที่ปิดบังนั้น จะเห็นว่าใบหน้าของเขามีเค้าโครงที่หล่อเหลาและคุ้นเคยมาก ใบหน้านั้นดูไม่ต่างจากไท่ซวนเทียนจุนแม้แต่น้อย
ทำได้เพียงก้าวผ่านป่าทึบไปอย่างไร้เรี่ยวแรง สายตาของเขาดูสิ้นหวังและเลื่อนลอย กระทั่งไม่นานนัก ชายหนุ่มได้มาถึงวัดร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางป่าเขียวครึ้ม แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาในพื้นที่รกร้างแห่งนี้ ทำให้ทุกอย่างดูศักดิ์สิทธิ์และเงียบสงบราวกับต้องมนต์
ภายในบริเวณวัดร้างมีแต่หญ้ารกชัฏที่ขึ้นปกคลุมไปทั่ว ชายหนุ่มยกมือปัดเส้นผมที่ปิดหน้าออก ก่อนจะจ้องมองเข้าไปในตัววัด ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความอดกลั้นและความเ็ป จากนั้นเขาก็เริ่มก้าวเดินเข้าไปอย่างช้าๆ เข้าไปสู่พื้นที่ด้านในที่เงียบสงัด
“.................”
ชายที่ซูดผอมได้พบกับรูปปั้นพระพุทธองค์ที่นั่งพนมมืออยู่ตรงกลาง ตัวรูปปั้นถูกสร้างขึ้นจากวัตถุที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ผิวของมันเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและหยากไย่ แสดงให้เห็นถึงความทรุดโทรมและการปล่อยปละละเลยที่มีมายาวนาน
ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นพุทธองค์ เขาพนมมือขึ้นและก้มหน้า
ขณะที่ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา ได้ค่อยๆหยดลงมาราวกับน้ำที่ไหลออกจากหัวใจอันบอบช้ำ
“ข้าเทียนจุน…ทำผิดอะไรนักหนา..”
“เส้นทางของข้ามันเลวร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านพระพุทธองค์..”
“เพียงเพราะเส้นลมปราณของข้าพิการและไม่สามารถบำเพ็ญเพียรเป็ผู้ฝึกตนได้”
“ข้าเทียนจุนถึงกับต้องถูกครอบครัว ไม่ใช่สิ ต้องถูกโลกทั้งใบปฏิเสธขนาดนี้เลยหรือ…”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ ราวกับหัวใจของเขาถูกบีบรัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ข้าถูกพี่น้องที่ข้ารัก…หันหลังให้ ถูกกลั่นแกล้ง ถูกดูถูก แม้แต่บิดามารดาที่เคยรักข้า ยังถึงขั้นเนรเทศข้าออกจากตระกูลเทียน”
“ข้าไม่มีหนทาง ข้าไม่มีจุดหมายให้ก้าวเดินต่อ…”
น้ำตาที่รินไหลไม่หยุดร่วงลงสู่พื้นดิน เขาพึมพำกับตัวเองพร้อมกับแววตาที่เลื่อนลอย
“ในเมื่อมันเป็แบบนี้ ข้าเทียนจุนขอตายดีกว่า..”
“การมีชีวิตอยู่ตลอดเกือบหนึ่งปีมานี้.. มันโหดร้ายกับข้าเกินไปแล้ว!!”
หลังจากที่เขาระบายความเ็ปและสิ้นหวังออกมาจนหมดสิ้น ชายหนุ่มก็ล้วงมีดสั้นเล็กๆที่พกติดตัวมาขึ้นมา และชักมีดออกมาอย่างไร้ความลังเล ก่อนที่จะแทงลึกเข้าไปในหัวใจของตนเองอย่างไร้อาลัยอาวร
เวลานั้นเืสีแดงสดได้พุ่งออกมาเป็สาย สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ และโลหิตสีแดงฉานส่วนนึงได้ไหลรินลงสู่รูปปั้นพระพุทธองค์
มันไหลผ่านไปถึงดวงเนตรอรหันต์ของรูปปั้น และในตอนนั้นเองที่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
รูปปั้นอรหันต์ที่เคยดูนิ่งสงบอยู่กลับค่อยๆหลั่งน้ำตาออกมาทีละหยด น้ำตานั้นใสกระจ่าง แต่กลับแฝงไปด้วยความเศร้าสลด ราวกับกำลังโศกเศร้าต่อชะตากรรมอันน่าเวทนาของชายหนุ่มผู้สิ้นหวังคนนั้น