บทที่ 8 ฉันจะแต่งงาน
"หมดแล้ว"
โจวหลีอันพลิกกระติกน้ำร้อนคว่ำลง แสดงให้พวกเขาดู ข้างในว่างเปล่า ไม่เหลือน้ำแม้แต่หยดเดียวจริง ๆ
เธอกังวลว่าถ้าใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์มากเกินไปอาจไม่ได้ผล ดังนั้นจึงคาดเดาปริมาณมาอย่างพอดี สำหรับคนละหนึ่งแก้ว ไม่นานนักแม่โจวก็นำอาหารออกมาขึ้นโต๊ะ แล้วจึงรีบเชิญทุกคนมาทานอาหารพร้อมกัน
หลังจากที่ทุกคนจัดวางชามและตะเกียบเรียบร้อยแล้ว จางเฉี่ยวลี่ก็ค่อย ๆ เดินออกมาจากห้องของเธออย่างเชื่องช้า ท่าทีเช่นนี้คนอื่น ๆ ในบ้านต่างคุ้นชินแล้ว
บนโต๊ะอาหารนอกจากมันฝรั่งทอดที่โจวหลีอันทำ แม่โจวยังนำผักดองและเต้าหู้หมักออกมาด้วย
ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มทานอาหาร แม่โจวกล่าวขึ้นว่า "อาหารมื้อนี้เป็ฝีมือของอันอัน"
จางเฉี่ยวลี่ถือชามอาหารพลางกลอกตาไปมา คิดในใจว่า ‘ทำอาหารแค่นี้มันจะมีอะไรยิ่งใหญ่นักหนา ถึงกับต้องเอามาพูดให้ได้ยินกัน’ โจวซู่อันได้ยินแล้วรีบดื่มโจ๊กคำใหญ่ทันที แล้วคีบเส้นมันฝรั่งด้วยตะเกียบ หลังจากกินคำแรกเสร็จก็เริ่มชมขึ้นมา
"สมแล้วจริง ๆ ที่เป็น้องสาวของพี่ ดูสิโจ๊กนี่ทำออกมาหอมขนาดไหน เส้นมันฝรั่งนี่ก็เปรี้ยวเผ็ดกำลังดี วันนี้ฉันโชคดีได้กินของอร่อยแล้ว"
แม่โจวถึงกับหัวเราะออกมา
"พูดเหมือนกับว่าอาหารที่แม่ทำให้กินก่อนหน้านี้ทำให้ลูกโชคร้ายเสียอย่างนั้น"
โจวซู่อันรีบปฏิเสธทันที
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ"
"เอาล่ะ มาเข้าเื่จริงจังกันเถอะ"
แม่โจวเล่าเื่ที่โจวหลีอัน้าสร้างบ้านและย้ายออกไปอยู่ที่อื่น
เมื่อโจวซู่อันได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไปในทันที… โจวกั๋วอันก็ขมวดคิ้วพลางมองไปทางจางเฉี่ยวลี่ เห็นพ่อโจวที่นั่งเงียบ ๆ ก็ยังขมวดคิ้วตาม มีเพียงเด็กสองคนที่ยังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนจางเฉี่ยวลี่ที่หลังจากหายใแล้ว ก็ยิ้มออกมาทันที เธอปรบมือขึ้นเบา ๆ
"งั้นก็ดีสิ"
พอพูดจบ ดวงตาของเธอก็กลอกไปมาอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
โจวซู่อันมองหน้าโจวหลีอันแล้วพูดว่า "มีคนมาเห่าหอนใส่หน้าเธออีกแล้วใช่ไหม?"
ก่อนหน้านี้โจวซู่อันยังเกรงใจพี่สะใภ้ใหญ่อยู่บ้าง
แต่หลังจากที่น้องสาวคนเล็กกลับมาที่บ้าน จางเฉี่ยวลี่ก็เริ่มกลั่นแกล้งน้องสาวทุกครั้ง โจวซู่อันจึงไม่อยากให้เกียรติอีกต่อไป
จางเฉี่ยวลี่รู้สึกตัวทันทีว่าโจวซู่อันกำลังพูดถึงเธอ เธอโกรธจนเอาชามในมือฟาดลงบนโต๊ะอย่างแรง
"คุณต่างหากที่เป็หมา ถ้าพูดมาอีกครั้งนะ! ฉันจะ…"
ขณะเดียวกัน เด็กสองคนที่กำลังตั้งใจกินข้าวอยู่ ก็สะดุ้งใทันทีเมื่อได้ยินเสียงของแม่ดังขึ้นมา
พี่ชายคนรองโจวซู่อันกำลังจะพูดซ้ำอีกครั้ง แต่ถูกแม่โจวขัดจังหวะเสียก่อน
"ถ้าเธอทำข้าวหกอีก เธอก็ไม่ต้องกินแล้ว!"
หลังจากพูดจบ เห็นจางเฉี่ยวลี่ทำท่าทียอมแพ้ แม่โจวจึงแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
"อันอันบอกแม่ถึงเหตุผลที่จะย้ายออกไป แม่ก็เห็นด้วย มีบ้านเป็ของตัวเองก็ดี ให้อันอันอยู่อีกบ้านนั่นแหละ"
ทุกคนที่ล้อมวงที่โต๊ะต่างรู้ดีว่าเมื่อแม่โจวพูดคำไหนถือว่าเป็คำนั้น เื่นี้ก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้อีก โจวกั๋วอันมองไปทางโจวหลีอันด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเื่ที่น้องสาวย้ายออกไปนั้น มีความเกี่ยวข้องกับจางเฉี่ยวลี่อยู่บ้าง
เขาไม่สามารถควบคุมจางเฉี่ยวลี่ได้ นั่นเป็ความบกพร่องของเขาในฐานะพี่ใหญ่
เขาได้พูดกับจางเฉี่ยวลี่หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่สามารถพูดให้เข้าใจได้
"ต่อไปพี่จะช่วยเธอขนของเอง" โจวกั๋วอันพูดขึ้น
"ผมก็จะไปด้วย เฟอร์นิเจอร์ของน้องสาว ผมจะรับผิดชอบเอง"
"ขอบคุณพี่ใหญ่และพี่รองมากนะคะ"
โจวหลีอันไม่ใช่คนไม่รู้จักบุญคุณ เธอจึงไม่พูดปฏิเสธ
ขณะเดียวกัน แม่โจวก็มองดูการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องด้วยความพอใจ หลังจากผ่านไปสักครู่ เธอจึงพูดว่า "ยังมีอีกเื่หนึ่ง"
คนอื่น ๆ วางตะเกียบลงและฟังแม่โจวพูดต่อ
"แม่คิดเหมือนกันว่าจะสร้างห้องเพิ่มอีกสองห้องที่บ้านเรา หนึ่งห้องให้ครอบครัวลูกชายคนโต ส่วนอีกหนึ่งห้องเก็บไว้ให้ลูกชายคนรอง"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จางเฉี่ยวลี่จึงวางตะเกียบลง เธอขมวดคิ้วและบ่นอย่างไม่พอใจว่า "บ้านก็ว่างแล้ว จะเพิ่มเติมอะไรอีก มีเงินมากจนเผาไม่หมดหรือไง?"
แม่โจวทำหน้าไร้อารมณ์ มองจางเฉี่ยวลี่ด้วยสายตาเ็าเช่นเคย
"แม่ไม่สนใจว่าบ้านคนอื่นจะทำยังไง แต่บ้านเราไม่มีธรรมเนียมที่ลูกสาวแต่งงานออกไปแล้วจะมายึดห้องแบบนั้น"
"งั้นก็มีแต่ลูกสาวบ้านแม่ที่มีค่าสินะ"
จางเฉี่ยวลี่เถียงต่อ "แม่ก็ดูสิ ว่าบ้านไหนที่ลูกสาวแต่งงานออกไปแล้ว ห้องจะไม่ถูกพี่ชายกับพี่สะใภ้ยึดครอง"
"ใช่"
แม่โจวตอบรับอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย กลับทำให้จางเฉี่ยวลี่รู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อตระหนักได้ จางเฉี่ยวลี่พูดต่อไปว่า "ที่บ้านมีเงินมากมายขนาดนั้นั้แ่เมื่อไหร่ โจวหลีอันจะจ่ายให้เหรอ?"
"ลูกที่เธอคลอดออกมา้าบ้านอยู่ ทำไมลูกสาวฉันต้องจ่ายด้วย?"
แม่โจวมองจางเฉี่ยวลี่ด้วยความเบื่อหน่าย "แต่เดิมบ้านหลังนี้ก็ต้องซ่อมแซมอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเงินแปดสิบหยวนที่เธอมาขอยืมไปอย่างไม่รู้จักอาย ต้นปีนี้ก็คงซ่อมเสร็จแล้ว"
เธอในฐานะแม่คนหนึ่ง เห็นว่าลูกชายคนโตของบ้านมีลูกสองคน บ้านหลังเล็กแค่นั้นไม่สามารถอยู่ได้ ดังนั้นเธอจึงเริ่มเก็บเงินเพื่อเตรียมซ่อมแซมบ้านมาตั้งนานแล้ว
โจวซู่อันนึกถึงสถานการณ์ของตัวเองและครอบครัว จึงพูดกับแม่โจวว่า "แม่ครับ ซ่อมแค่ห้องเดียวก็พอ ผมไม่ต้องใช้หรอก"
"ทำไมจะไม่ต้องใช้ล่ะ? ลูกก็ต้องแต่งงานและมีลูกเหมือนกัน ทำให้เสร็จทีเดียวเลย จะได้ไม่ต้องมาทำอีกทีในภายหลัง"
"เื่นั้นยังอีกนานเลยครับ ตอนนี้ผมยังไม่คิดเื่นั้น" โจวซู่อันพูดจบก็ตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่ง
โจวหลีอันถ้าจะพูดว่าไม่รู้สึกอะไร คงเป็เื่โกหก
แม้แต่หลายสิบปีต่อมา เมื่อสภาพความเป็อยู่ของทุกคนดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังมีไม่กี่ครอบครัวนักที่สามารถเก็บบ้านไว้ให้ลูกสาวหลังจากแต่งงานไปแล้วได้ ถึงแม้จะรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่โจวหลีอันก็อยากคิดเผื่อครอบครัวโจวให้มากขึ้น
เธอหวังว่าในอนาคตจะมีโอกาสพาครอบครัวโจวออกไปด้วย
เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าพวกเขาไปกับเธอ บ้านก็จะว่างลง นั่นไม่ใช่การสูญเปล่าหรอกเหรอ?
คิดแล้วคิดอีก โจวหลีอันจึงดึงแขนเสื้อของแม่โจวเบา ๆ
"แม่คะ มากับหนูหน่อย หนูมีอะไรจะบอก"
เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักพูดแบบนั้น แม่โจวจึงจำใจต้องเดินตามโจวหลีอันออกจากโต๊ะไป
ทั้งสองคนเข้าไปในห้องของโจวหลีอัน
"แม่คะ หนูคิดว่าที่บ้านเราไม่จำเป็ต้องเพิ่มเติมห้องหรอก ให้เด็ก ๆ ทั้งสองคนมาอยู่ห้องของหนูก็ได้ พี่รองยังอีกนานกว่าจะแต่งงาน ตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็มักจะปรับปรุงบ้านใหม่ตอนแต่งงานอยู่แล้ว ดังนั้นหนูคิดว่าถ้าทำตอนนั้นก็จะดีกว่า"
"หลังจากที่หนูทำบ้านแล้ว หนูก็อยู่ที่บ้านตลอด คงไม่จำเป็ต้องกลับมาอยู่ที่นี่"
"หนูรู้ว่าแม่หวังดีกับหนู หนูเข้าใจมาตลอด แต่หนูไม่อยากให้เงินในบ้านสูญเปล่า บางทีในอนาคตอาจจะมีความจำเป็อื่น ๆ ต้องใช้ก็ได้"
"แม่กลัวว่าลูกจะลำบาก"
แม่โจวจับมือของโจวหลีอันแน่น
"หนูรู้จักแม่ดี ถ้ามีแม่อยู่ หนูจะไม่ลำบากเลย"
เมื่อลูกสาวพูดแบบนี้แล้ว แม่โจวก็ได้แต่ยอมแพ้อย่างราบคาบ
แต่เธอตัดสินใจแล้วว่า เมื่อลูกสาวสร้างบ้านเสร็จ เธอจะต้องให้เงินช่วยทำบ้านของลูกสาวด้วย เธอเป็แม่ก็ต้องช่วยลูกสาว!
หลังจากที่แม่ลูกทั้งสองคนคุยกันเสร็จ แม่โจวก็กลับมาและบอกว่าจะไม่ซ่อมแซมบ้านแล้ว
พ่อโจวและพี่ชายทั้งสองคนรู้ว่านี่เป็การตัดสินใจร่วมกันระหว่างแม่และน้องสาวคนเล็กของครอบครัว พวกเขาจึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ จางเฉี่ยวลี่ฟังแล้วก็รู้สึกดีใจจึงเริ่มกินข้าวอย่างมีความสุข
เมื่อกินอาหารกันอย่างอิ่มหนำกันแล้ว คนอื่น ๆ ก็ออกไปทำงาน ส่วนโจวหลีอันก็ไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อรอหมอที่มาฉีดยาบำรุง เพราะหมอยังไม่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ที่บ้านตระกูลลู่แล้ว ดังนั้นจึงต้องไปรอรับที่หน้าหมู่บ้าน
หลังจากหมอมาแล้ว โจวหลีอันก็เฝ้าดูลู่เยี่ยนโจวจนฉีดยาบำรุงเสร็จ จากนั้นจึงหิ้วถังเล็ก ๆ ไปที่ริมแม่น้ำ
ในถังยังมีมันฝรั่งครึ่งสุกครึ่งดิบที่โจวหลีอันนึ่งไว้ก่อนหน้านี้ นี่คือเหยื่อตกปลาที่เธอทำไว้!
ถ้าตกปลาได้ ก็จะมีเนื้อสัตว์ไว้ทำอาหารให้กับครอบครัวได้ ก่อนหน้าที่เธอจะข้ามมิติมา โจวหลีอันมักจะพาผู้สูงอายุในครอบครัวไปตกปลาที่รีสอร์ตเสมอ จึงถือว่าเธอเป็คนที่มีความชำนาญเื่การตกปลาพอสมควร
เธอใช้เบ็ดที่ทำจากเข็มปักผ้าเกี่ยวเหยื่อ แล้วหย่อนลงไป ไม่นานคันเบ็ดก็กระดิกขึ้น
โจวหลีอันรอสักครู่ แล้วจึงกระตุกคันเบ็ดอย่างคล่องแคล่ว เห็นปลาตะเพียนขนาดเท่าฝ่ามือถูกดึงขึ้นมา ปลาตัวใหญ่ในยุคนี้หาได้ง่ายขนาดนี้เชียวเหรอ?
โจวหลีอันอาศัยถังเล็กเป็ที่กำบัง เก็บปลาตัวนั้นเข้าไปในมิติพิเศษอย่างรวดเร็ว แล้วเลี้ยงไว้ในบ่อปลาในพื้นที่นั้น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอตกปลาได้อีกหลายตัว ทั้งหมดเป็ปลาตัวเล็ก เธอเก็บเข้าไปในมิติพิเศษทั้งหมด ขณะที่กำลังตกปลาต่อ จู่ ๆ โจวหลีอันก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง
"ฉันกำลังจะแต่งงานแล้ว"