อีกด้านหนึ่งภายในห้องสี่เหลี่ยมนั้นมีร่างจำแลงของพญานาคราชหนุ่มนั่งสมาธิอยู่กลางห้อง อย่างเจิดจำรัสด้วยแสงที่รายล้อมรอบตัว เกิดประกายแวววาวที่ตาของมุนษย์หาได้มองเห็นไม่นอกเสียจากคนมีบุญจริงๆที่จะได้เห็นบรรมีของท่านที่รายล้อมอยู่รอบตัว
“ครืนครืน”
เสียงดังที่ปานดินถล่มนั้นทำให้พญานาคราชหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างกระทันหัน พอจิตนิ่ง ท่านก็หลับตาลงอีกครั้งเพื่อใช้อิทธิฤทธิ์ตรวจตราดูว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่นี้ แต่ท่านพญานาคราชหนุ่มกับไม่สามารถรับรู้ได้ แต่จับสายกลิ่นหนึ่งได้คือกลิ่นของพญานาคีที่มีเชื้อเป็กษัตริย์ เช่นเดียวกับตน
“ใครกันมาสร้างความเสียงดังที่นี่” ด้วยความอยากรู้เ้าอินทรานาคราชจึงเดินออกมาจากกุฏิด้วยความหงุดหงิด ที่ตนเองไม่สามารถใช้ญาณตรวจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่เมื่อก่อนแค่เพียงอยากรู้อะไรหลับตาลงก็สามารถเห็นแล้ว
“พวกเ้าขึ้นมาทำกะไร”
เพราะเปิดประตูกุฏิออกมาเ้าอินทรก็เจอกับ เอกและบุญนาคบ่าวคู่บุญของตนเองนั่งอยู่ข้างๆประตูทั้งสอง
“ข้าพเ้าทั้งสองขึ้นมาอารักขาพระองค์พะยะข้า เนื่องจากตอนนี้ข้าทั้งสองคนจับความผิดปกติได้พระพุทธเ้าข้า” เ้าอินเดินออกมาหน้ากุฏิโดยมี 2 องครักษ์เดินตามออกมาติดๆ
“นู้นพระเ้าข้า”
เ้าอินทราหันหน้าขึ้นมองท้องฟ้าตามที่บุญบอก ซึ่งสิ่งที่เห็นทำตกตะลึ่งอยู่ชั่วนาที ท่านไม่คิดว่าจะมีนาคใดมาเล่นซุกซนที่นี่เพราะที่แห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์เหลือคณา แม้แต่เราผู้เป็บุตรเชื้อสายกษัตริย์แห่งนาคยังต้องเกรงใจภิกษุองค์นี้อยู่ 6ส่วน
“ใครเรียกนาคพวกนี้ขึ้นมา”
“ ในท้องน้ำก็สั่นะเืพระเ้าข้า”
“เราจะออกไปดู”
“ ไม่มีลมแล้วพระเ้าข้าแต่ข้าพเ้ารู้สึกถึงรูปปั้นพวกนั้นว่ามีนาคสถิตอยู่พระเ้าข้า”
“อาจเป็เพราะพระองค์นั้นที่เรียกมา”
เ้าอินทร์ยืนอยู่ปลายกุฏิ หลังแรกซึ่งห่างกันกับเต็นท์สิตาประมาณ 4 เต้น พูดขึ้นอย่างแปลกใจ ว่าพระองค์นั้นจะเรียกเล่านาคมาเพราะเหตุใด
“เรารู้สึกถึงการมีอยู่ของนาคที่มีเชื้อสายกษัตริย์อยู่ในที่นั้นไปดูกัน”
ขณะที่เ้าอินทร์กำลังก้าวเดินไปทางเต็นท์สิตานั้นก็เป็จังหวะเดียวกับ ที่หลวงปู่มิ่งเดินออกไปจากเต็นท์เหมือนกันเ้าอินทร์ก็มิสนใจเพราะเ้าตัวนั้นที่อยากไปเพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มิใช่ไปเพื่อเสวนากับภิษุองค์นั้น
“ พระองค์ดูนั่นพระเ้าค่ะ”
“อย่าใช้คำาาศัพท์ตอนที่เราอยู่ที่นี่”
“ครับ”
สั่งเสร็จเ้าอินทร์ก็หันไปทางที่บุญบอก
“ แปลกจังทำไมมีร่างจำแลงของพญานาคพวกนั้นขึ้นมาเยอะขนาดนี้ทั้งที่ปกตินาคจะไม่ขึ้นมาเมืองมนุษย์กันเยอะมากมายเช่นนี้ ต้องมีอะไรแน่ๆ”
เ้าอินทร์พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดเอก
“นั่นสิทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทั้งที่เสด็จพ่อของเราก็ตั้งกฎแล้วว่า ห้ามขึ้นมาก่อกวนหรือมาเล่นที่เมืองมนุษย์นอกจากคำสั่ง บุญไปเรียกนาคตนนั้นมาตอบให้ข้ากระจ่างใจที
องครักษ์ชื่อบุญก้มหัวทำความเคารพเ้าอินทร์แล้วรีบเดินไปหานาคสักตนที่เดินต่อแถวเข้าไปทางเต็นท์สิตา
“นางมากับข้าสักประเดี๋ยวเถิด”
นางที่บุญเรียกเดินออกจากแถว แล้วเดินตามบุญมาทางที่เ้าอินทร์ทรงยืนอยู่อย่างงง
“พวกเ้ามาทำอะไรกันที่วัดแห่งนี้หรือ ตอบให้ข้ากระจ่างใจที”
แม่นางที่ยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าเ้าอินทร์ตัวสั่นเทา เมื่อรู้ว่าบุคคลที่ถามนั้นเป็ใคร เพราะั้แ่ที่ตนเป็นาคมานี่คือครั้งแรกที่ได้สนทนากับผู้เป็บุตรขององค์เหนือหัวแห่งตน ด้วยบรรมีและอิธิฤทธิ์มากล้น ตนจึงก้มลงกราบด้วยความจริงใจ
”พวกข้ามารับบริจาคพระพุทธรูปพวกนั้นไปไว้ที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเ้าค่ะ”
“ ขอบใจเ้าไปได้แล้ว”
องค์อินทร์กระจ่างแจ้ง ในใจแล้วยืนดูสักพักระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย 2 ขาก็พากันก็เดินออกจากจุดนั้นแล้วเดินไปข้างหน้าต่อแถวผู้ขอรับบริจาคพระพุทธรูปเหมือนกันกับนาคตนอื่น ท่านทรงสำรวจสิ่งต่างๆในเต็นท์ของสิตาอย่างตื่นเต้นมิคิดว่าจะมีแบบนี้ที่มนุษย์นั้นมอบสิ่งศักดิ์สิทธ์ของตนให้นาคถือครอง แล้วก็ทรงแปลกใจขึ้นอีกครั้ง ที่เห็นแถวฝั่งโต๊ะรูปปั้นพญานาคมีแต่มนุษย์ยืนต่อแถวไร้นาครับของบริจาคกันอยู่ ส่วนแถวโต๊ะพระพุทธรูปกลับมีแต่นาคใส่ชุดสีขาว ต่อแถวเรียงยาวไร้ซึ่งมนุษย์เช่นกัน
(ด้วยเหตุนี้แหละมั่งที่มีข่าวมากมายเกี่ยวกับพระพุทธรูปลอยขึ้นมาเหนือน้ำ บางนาคก็เอาไปไว้ในถ่ำใต้น้ำหรือ ที่อยู่ระแวกสายน้ำ บางนาคก็แวกว่ายมุดดินเอาไปไว้ในถ่ำบนเขาด้วยอิธิฤทธิ์ของตน บางนาคก็เอาไปใว้ในวัดที่ตนศรัทธาส่วนขององค์นาคราชหนุ่มนั้นเรามาอ่านตอนต่อไปกันค่ะว่าท่านจะเอาไปไว้ที่ใด)