ระบบการศึกษาจะถูกเชื่อมโยง เข้าสู่ระบบของวรรณะอย่างเป็ระเบียบแบบแผน วิชาชีพหรือวิชาการระดับใดก็ตาม จะถูกกำหนดขึ้นโดยวรรณะ ในแต่ละวรรณะจะมีสถาบันเป็ของตนเอง การจะเข้าศึกษาในสถาบันของวรรณะได้ จำเป็ต้องเรียนหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานของอาณาจักรก่อน นั้นคือการศึกษาชั้นปฐม ชั้นมัชฌิมา ชั้นปัจฉิม
การจะเข้าศึกษาในสถาบันของวรรณะ จะมีกฎเกณฑ์ตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของอาณาจักร เป็เครื่องกำหนดความเหมาะสม อย่างเช่นจบระดับการศึกษาชั้นปฐม เป็การสำเร็จการศึกษาชั้นต้น เมื่อ้าเข้าศึกษาต่อในสถาบันของวรรณะ จะเหมาะสมกับวรรณะชั้นต้นเช่นกัน ได้แก่สถาบันพลกรยะ หรือสถาบันเกษตรยะ เป็การเน้นศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้เกิดทักษะ แล้วนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างชำนาญและเป็ระบบ เรียกการศึกษาระบบชั้นต้นนี้ว่า สายวิชาชีพ
แต่มีสถาบันของบางวรรณะ เปิดให้เข้ามาศึกษาต่อได้ทุกระดับการศึกษา อย่างเช่นสถาบันพิริยะ แต่จะมีการแบ่งระดับภายในสถาบันออกเป็สามระดับ โดยมีระบบคัดเลือกบุคคลดังนี้ ถ้าเป็สถาบันพิริยะระดับต้น จะรับผู้ที่จบการศึกษาชั้นปฐม เรียกว่าสายวิชาชีพ ถ้าเป็สถาบันพิริยะระดับกลาง จะรับผู้ที่จบการศึกษาชั้นมัชฌิมา เรียกว่าสายวิชาการ ถ้าเป็สถาบันระดับสูง จะรับผู้ที่จบการศึกษาชั้นปัจฉิม เรียกว่าสายวิชาการชั้นสูง
และยังมีสถาบันเฉพาะด้าน ที่รับเฉพาะผู้ที่ศึกษาจบในสถาบันเดิม และ้าศึกษาต่อให้มีความรู้สูงขึ้น เช่นสถาบันพละกรยะระดับสูง สถาบันนี้จะรับเฉพาะผู้ที่จบการศึกษาในสถาบันพละกรยะระดับต้นเท่านั้น เพื่อเข้ามาศึกษาต่อในวิชาชีพชั้นสูงที่เกี่ยวข้อง
เื่เกี่ยวกับระบบวรรณะ ข้ายังมีความรู้ไม่มากพอ จึงทำได้เพียงสอบถามจากท่านพ่อ และได้อธิบายคร่าวๆ ให้ฟังว่า อาณาจักรใช้ระบบวรรณะเป็องค์กรการปกครอง ใช้แบ่งชนชั้นและจัดกลุ่มตามลักษณะหน้าที่ของคนในสังคม โดยจัดเป็วรรณะ 12 วรรณะ
ซึ่งจัดเรียงตามความสำคัญได้ดังนี้ วรรณะแรกเป็วรรณะ "ขัติยะ" คือองค์าาผู้ปกครองสูงสุดของอาณาจักร และรวมไปถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์ก็จัดอยู่ในวรรณะขัติยะเช่นกัน จัดเป็วรรณะสูงสุดในอาณาจักร
วรรณะถัดมาคือ "นิติตุลยะ" เป็ผู้รักษากฎหมายของอาณาจักร มีหน้าที่ตัดสินและลงโทษผู้กระทำความผิด มีอำนาจรองลงมาจากองค์าา
มีเพียงองค์าาพระองค์เดียวเท่านั้น ที่อยู่เหนือกฎหมาย ส่วนเหล่าเชื้อพระวงศ์ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย รวมถึงวรรณะอื่นทุกวรรณะ ล้วนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของอาณาจักรทั้งสิ้น หากกระทำผิดกฎหมายของอาณาจักร ก็จะถูกนิติตุลยะตัดสินลงโทษ
วรรณะที่สามคือ "อำมาตยะ" เป็ข้าราชการหรือบุคคลซึ่งได้รับการบรรจุหรือแต่งตั้งจากองค์าา หรือจากข้าราชสำนักให้เข้ารับราชการ ปฏิบัติหน้าที่ประจำตำแหน่งในวรรณะต่างๆ และรับเงินเดือนจากราชสำนักตอบแทน
ข้าราชการระดับสูงนั้น มีความใกล้ชิดกับองค์าามาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถวายความเห็น เกี่ยวกับเื่งานราชการต่างๆ ของบ้านเมือง ให้แด่องค์าา เพื่อทรงพระราชวินิจฉัย
ทำให้เหล่าข้าราชการระดับสูงมีอำนาจล้นฟ้า แต่ยังคงยำเกรงต่อวรรณะนิติตุลยะ ถ้าหากกระทำการอันผิดต่อตัวบทกฎหมาย จะถูกจับกุมลงโทษ แม้แต่องค์าาก็ทรงช่วยเหลือได้ยาก
ผู้ครองตำแหน่งสูงสุดในวรรณะนิติตุลยะ ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นมาจากจักรวรรดิ จึงขึ้นตรงกับองค์จักรพรรดิ ซึ่งปกครองอาณาจักร 12 อาณาจักร รวมถึงอาณาจักรศิลา์แห่งนี้ด้วย ดังนั้นทางราชสำนักของอาณาจักร จึงไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่ายการทำงานของนิติตุลยะ
แต่ข้าราชการระดับสูงในราชสำนัก สามารถเข้าเฝ้ากราบทูลองค์าาได้โดยตรง ซึ่งอำนาจขององค์าานั้นอยู่เหนือกฎหมาย ทำให้วรรณะนิติตุลยะ กับวรรณะอำมาตยะ คานอำนาจซึ่งกันและกัน ถึงแม้ว่าองค์าาจะอยู่เหนือกฎหมาย แต่การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายของจักรวรรดิ ที่ใช้ควบคุมดูแลอาณาจักรต่างๆ
เมื่อองค์าาฝ่าฝืนต่อกฎหมาย องค์าาจะต้องเข้าชี้แจ้งโดยตรงต่อองค์จักรพรรดิ ด้วยพระองค์เอง และผู้ครองตำแหน่งสูงสุดของวรรณะนิติตุลยะ ต้องเขียนรายงานสถานการณ์ต่างๆ ในอาณาจักร ส่งกลับไปยังจักรวรรดิอยู่เสมอ
วรรณะลำดับที่สี่ "พรตยะ" คือผู้ได้รับการบวชตามลัทธิศาสนา โดยปฏิบัติตามหลักพรหมจรรย์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่ออบรมขัดเกลาชีวิต ทำหน้าที่อบรมตนและช่วยเหลือสังคม นักบวชไม่ได้มีอำนาจการปกครองใดๆ แต่ถูกยกวรรณะให้อยู่ในลำดับต้นๆ เพื่อให้เป็ที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชน การเป็นักบวชไม่ใช่เื่ง่ายมีกฎเกณฑ์ที่น้อยคนจะทำได้
การเข้าวรรณะพรตยะ มีข้อกำหนดต้องจบสายวิชาการชั้นสูงแล้วเท่านั้น แล้วต้องละทิ้งทุกอย่างทั้งเกียรติยศ ทรัพย์สินเงินทองที่เคยมี จึงพบเจอนักบวชได้น้อยมากในอาณาจักร ผู้ที่ละทิ้งสิ่งเหล่านี้ได้ ควรได้รับความเลื่อมใส แม้แต่องค์าายังต้องเคารพกราบไหว้
วรรณะลำดับที่ห้า "มนตรยะ" คือผู้ใช้เวทมนตร์คาถา เป็ศิลปะแห่งการใช้พลังเหนือธรรมชาติ ทำสิ่งที่ไม่อาจเป็ไปได้ให้บังเกิดขึ้น ผู้ที่สามารถใช้เวทมนตร์คาถา มีสัดส่วนจำนวนประชากรที่น้อยมาก และมักมีบทบาทสำคัญมากมายในอาณาจักร
วรรณะลำดับที่หก "พิริยะ" คือนักรบ หรือทหาร เป็ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ การโจมตีด้วยอาวุธประเภทต่างๆ ซึ่งเป็กำลังสำคัญ ในการปกป้องอาณาจักรจากภัยคุกคามภายนอก
ทหารนักรบ มีความสำคัญต่ออาณาจักรยุทธเป็อย่างมาก อาณาจักรทั้งสิบสองแห่ง กับอีกหนึ่งจักรวรรดิ ต้องเผชิญกับการสู้รบตลอดเวลา แผ่นดินนี้จึงถูกเรียกว่าดินแดนแห่งยุทธ โดยทหารระดับสูง จะดำรงตำแหน่งแม่ทัพเป็แนวหน้า นำกำลังทหารเข้าต่อสู้กับอริราชศัตรูและผู้บุกรุก
วรรณะลำดับที่เจ็ด "คุรุยะ" คือครู อาจารย์ เป็ผู้ถ่ายทอดความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ การจะเข้าวรรณะใดวรรณะหนึ่งได้นั้น จำเป็ต้องเรียนรู้ศาสตร์วิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวรรณะนั้นๆ
เราสามารถเลือกเข้าสู่วรรณะใดก็ได้ ตราบเท่าที่เรามีความรู้ความสามารถ เมื่อเรียนรู้วิชาจนแตกฉานและผ่านการทดสอบ จะถูกยอมรับให้เข้าสู่วรรณะอย่างภาคภูมิ
ท่านพ่อย้ำเสมอว่า มนุษย์เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่มนุษย์เลือกเป็ในสิ่งที่้าได้ มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมาบนความพร้อมไม่เท่ากัน บางคนมีทุกสิ่งดีพร้อมั้แ่เกิดมา ส่วนอีกหลายๆ คนยากไร้ฝืดเคือง
ถึงแม้ทุกคนเกิดมาเริ่มต้นไม่เท่ากัน แต่ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่มนุษย์ทำไม่ได้ ความเพียรพยายามเท่านั้น ที่จะทำให้สิ่งที่้าสำเร็จได้
มาถึงวรรณะลำดับที่แปด "แพทยะ" คือหมอรักษา เป็ผู้บำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพและป้องกันโรคภัย ที่ทำให้มนุษย์เจ็บไข้ได้ป่วย โดยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสม ด้วยการวินิจฉัยโรคและจ่ายยารักษา รวมถึงการศึกษาค้นคว้าผลิตยารักษาโรคต่างๆ
วรรณะลำดับที่เก้า "อานันทยะ" คือบุคคลที่ประกอบอาชีพเป็ผู้แสดง เช่น นักขับร้อง นักรำ นักเต้น นักดนตรี ซึ่งแสดงท่าทาง ร้องกล่าว พากย์ แสดงตามบทเพื่อเผยแพร่ต่อผู้ชม นักแสดงเป็ผู้ที่ใช้ความคิดและสร้างสรรค์งานขึ้นมา เพื่อทำให้ผู้รับฟังรับชม เกิดความรื่นเริง เพลิดเพลิน
นักแสดงไม่จำกัดว่าจะเป็เพศหรืออายุเท่าไร แต่ต้องมีความสามารถด้านการแสดงออกทางสีหน้า อารมณ์ และองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย นักแสดงมักตกอยู่ในภวังค์ของความตื่นเต้น ณ ขณะนั้น และ้าให้ทุกคนรู้สึกแบบเดียวกัน นักแสดงที่มีชื่อเสียงจะเป็ที่รัก เป็ที่ชื่นชอบชื่นชมกับผู้คน ในทุกระดับทุกชนชั้น
มีั้แ่ชนชั้นสูงในราชสำนักอย่างองค์าา ไปจนถึงชาวบ้านใช้แรงงาน ล้วนชื่นชอบการขับร้องและการแสดงแทบทั้งสิ้น เพราะเป็การผ่อนคลายความเครียดจากหน้าที่การงาน และแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมที่เป็อยู่ได้ดี นักแสดงที่มีชื่อเสียงมากๆ สามารถมีอิทธิพลถึงขั้นชี้นําสังคม ให้เชื่อและปฏิบัติตามภาพมายาที่เห็นนั้น ได้เลยทีเดียว
ข้าชื่นชอบละครเวทีมาก หลายครั้งท่านพ่อพาข้าเข้าไปเที่ยวในตัวเมือง และเข้าโรงละครเพื่อรับชมการแสดง ข้ามีความรู้สึกว่ามันเป็ศาสตร์และศิลป์ ที่ต้องใช้ความสามารถสูงมาก ทั้งการแสดง การเต้น และการขับร้อง
ละครเวทีที่ท่านพ่อพาข้าเช้าชม มีอยู่เื่หนึ่งที่ทำให้ข้าประทับใจเป็พิเศษ ทั้งเวทีที่มีฉากสวยงามสีสันฉูดฉาด และนักแสดงในบทนางเอกของเื่นั้น ดูโดดเด่นสวยงามทั้งการขับร้องทั้งการแสดง
นางทำให้ข้ารูสึกประทับใจหลายอย่าง แรกเริ่มนางถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้งให้ใส่ผ้าขี้ริ้ว และใช้งานหนักสารพัด แต่นางก็ไม่ย่อท้อทั้งทำงานหนัก และดูแลพ่อที่กำลังป่วยหนัก จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ต่อมานางถูกแม่เลี้ยงลอบวางยาพิษ เพื่อหวังฮุบสมบัติทั้งหมดไว้ผู้เดียว แต่ด้วยความกตัญญูและความอดทนของนาง เทพบน์ชั้นฟ้าได้มองเห็นความดีของนาง
เื่ราวชีวิตของนาง ทำให้เทพบนสรวง์เกิดความเวทนาสงสาร จึงลงมาช่วยเหลือนางให้รอดพ้นความตายจากยาพิษ และบันดาลให้นางมีรูปโฉมที่งดงาม พร้อมกับชุดสวมใส่ที่ดูราวกับเ้าหญิง
ข้าเกิดความรู้สึกหลงรักนาง ไม่ใช่เพราะความสวยของนาง แต่เป็เพราะการแสดงที่เป็ธรรมชาติ การสื่ออารมณ์มายังผู้ชม ราวกับว่ามันเป็ความจริง ทั้งความกตัญญูและความอดทนของนาง ข้าชักจะถูกชักจูงให้คล้อยตามไปกับการแสดงเสียแล้ว
กลับมาที่เื่ของวรรณะ มาถึงลำดับที่สิบ "วาณิชยะ" คือพ่อค้า ผู้ซึ่งทำการซื้อและขายผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดต่างๆ ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเอง พ่อค้าจะเป็คนกลางซื้อสินค้าจากแหล่งผลิต
โดยการจัดหาสินค้า ที่มีความ้าชนิดต่างๆ มาจัดเก็บและขนส่งสินค้า ไปยังแหล่งที่มีความ้าหรือขาดแคลน จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเพื่อที่จะทำกำไร วรรณะวาณิชยะจัดเป็วรรณะ ที่มีความร่ำรวยเป็ลำดับต้นๆ ของอาณาจักรเลยทีเดียว
วรรณะที่สิบเอ็ด "เกษตรยะ" คือผู้เพาะปลูกพืชพรรณต่างๆ รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ การประมง และการทำป่าไม้ เป็การใช้งานผืนดินเพื่อให้เกิดผลผลิต ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การทำประมง การเกษตรผสมผสาน
วรรณะเกษตรยะ คือผู้ผลิตอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงประชากรทั่วทั้งอาณาจักร จะใช้ความรู้ ความชำนาญ ประสบการณ์ เข้ามาจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ผลผลิตที่ดี ท่านพ่อของข้าได้ถือครองวรรณะนี้
ถึงแม้ท่านพ่อจะครองวรรณะ ที่ถูกสังคมมองว่าต่ำต้อย เป็เพียงเกษตรกร แต่ก็เป็งานที่ดีสามารถเลี้ยงชีพของตนและครอบครัวได้ สร้างความมั่นคงในชีวิตแบบสุจริต
ท่านพ่อยังพร่ำสอนเสมอว่า ไม่ว่าวรรณะหรืออาชีพใดก็ตาม มีความสำคัญเท่ากันหมด อยู่ที่การศึกษาและการใส่ใจในรายละเอียดของงานที่ทำ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความตั้งใจ
มาถึงวรรณะที่สิบสอง "พลกรยะ" คือผู้ใช้แรงงาน กรรมกร ลูกจ้าง หมายถึงคนที่สามารถทำงานได้สารพัดอย่าง แต่มักเน้นงานที่ต้องใช้กำลังกายหรืองานช่างต่างๆ เช่นกรรมกรแบกหาม หรืองานก่อสร้างทั่วไป
กรรมกรที่ใช้แรงงานไม่ใช่พวกทาส แต่มีงานและเงินเดือนจากทางการรองรับ รวมถึงสวัสดิการต่างๆ เช่นกัน ลักษณะของการทำงานจะใช้แรงงานเป็สำคัญ แรงงานถือเป็ฟันเฟืองสำคัญยิ่ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาอาณาจักร ให้เจริญรุ่งเรือง
กรรมกรคือพลังสำคัญในการสร้างอาณาจักร สิ่งก่อสร้างต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็ปราสาท อาคารขนาดใหญ่ บ้านเรือน หรือกำแพงป้องกันอาณาจักร สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงาน ของเหล่ากรรมกรทั้งสิ้น ดังนั้นทุกคนจึงมีความสำคัญ ในบทบาทของตนเองไม่แตกต่างกัน
ท่านพ่อบอกว่าทุกวรรณะมีบทบาทสำคัญเท่ากัน แต่แินี้ยังมีความขัดแย้งในตัวระบบของวรรณะเอง เพราะการจัดลำดับของวรรณะ ที่ให้การยกย่องอาชีพบางอาชีพ และดูถูกดูิ่อาชีพบางอาชีพ ไม่เพียงแต่ยกย่องหรือดูถูกดูิ่เท่านั้น แต่รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนสูงให้กับบางอาชีพ และจ่ายค่าตอบแทนต่ำให้กับบางอาชีพ นั้นคือความไม่เท่าเทียม
ดังนั้นทางการจึงเข้ามาแทรกแซง ด้วยระบบรัฐสวัสดิการ ที่ใช้ควบคู่กับระบบสังคมการแบ่งชั้นวรรณะ โดยการควบคุมดูแลจากทางภาครัฐ ไม่ว่าจะด้วยเื่การใช้กฎหมาย การกำหนดค่าตอบแทน และสิทธิพื้นฐานทางสังคมที่พึงจะได้รับ เพื่อลดปัญหาช่องว่างในระบบของวรรณะ และช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในสังคม
ท่านพ่อบอกอีกว่า การที่อาณาจักรสามารถดำรงอยู่ได้ถึงพันปี เป็เพราะความสำเร็จและความมั่งคงของประชาชน ทางการไม่ควรมองแค่ความรู้ความสามารถ ความขยันหมั่นเพียร หรือปล่อยให้เป็ไปตามโชคชะตาของคนผู้นั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องมาจากการผลักดัน การมีส่วนร่วมของคนอี่นๆ ในสังคม เป็สิ่งช่วยเหลืออีกทาง