*หมอกหลอนย้อนอดีต*
EP6: สัญญาณเตือนจากหมอก
หลังจากที่ผมค้นพบความลับในตู้เก็บของเหล็กใต้ถุนบ้าน ผมรีบกลับขึ้นมาบนห้องและซ่อนซองเอกสารที่เกี่ยวกับ ไอ้ดอน ไว้ในที่เดียวกับสมุดบันทึกเล่มเล็กของลุงเชียร
ผมรู้ว่าการค้นหา ไอ้ดอน คือภารกิจเร่งด่วนที่สุด แต่การเคลื่อนไหวต้องเป็ไปอย่างลับ ๆ เพราะความทรงจำเกี่ยวกับ น้าฉัตร ที่เป็สายให้ ‘พวกเขา’ ทำให้ผมต้องระแวงทุกฝีก้าว
ผมลงจากห้องมาในตอนบ่าย โดยแสร้งทำเป็สำรวจรอบ ๆ บ้านเพื่อความคุ้นเคย และตั้งใจจะหาโอกาสออกไปนอกเขตชุมชน
“พี่เชียรจะไปไหนคะ?” นิดถามด้วยความเป็ห่วง
“ลุงจะไปตลาดนัดหน่อย พอดีมีของที่ต้องซื้อ” ผมตอบอย่างราบเรียบ “คงจะไม่ได้ไปไกลหรอก”
ผมสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ ฮอนด้าวิงคันสีฟ้า ของลุงเชียร เสียงเครื่องยนต์ที่ดังสนั่นทำให้ผมรู้สึกไม่มั่นคง การใช้ชีวิตในร่างและยานพาหนะของคนอื่นนั้นไม่เป็ธรรมชาติเลย
ผมขี่รถออกจากบ้านไปตามถนนดินแดงอย่างช้า ๆ และระมัดระวัง ไม่ได้ตรงไปที่ตลาดทันที แต่กลับพยายามขับวนไปในบริเวณใกล้เคียงเพื่อสังเกตว่ามีใครตามมาหรือไม่
ไม่มีเงาของน้าฉัตร
ผมถอนหายใจโล่งอก แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าผมยังไม่ปลอดภัย ผมตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางที่นำไปสู่ที่ที่ลุงเชียรเรียกว่า มาบดงงู—จุดที่สนามแม่เหล็กบิดเบือน—ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
เมื่อเข้าสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยป่าโปร่ง ผมก็ััได้ถึงความเงียบที่ผิดปกติ เสียงนกร้องน้อยลง และบรรยากาศโดยรอบดูมืดครึ้มกว่าปกติ ทั้งที่ยังเป็่บ่าย
ผมจอดรถไว้ข้างทาง และเดินเท้าเข้าไปในบริเวณที่ลุงเชียรทำเครื่องหมายไว้ในแผนที่ (ที่ผมจำได้จากซองเอกสาร)
เมื่อเดินไปถึงลานหญ้าที่ดูโล่งผิดปกติ ผมก็รู้สึกถึง แรงกดดัน บางอย่างที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แรงลม แต่มันคือความรู้สึกหนักอึ้งที่ทำให้ผมรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็ลม
นี่คือจุดที่ลุงเชียรพบการบิดเบือนของสนามแม่เหล็ก...
ผมทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินริมลานหญ้า พยายามควบคุมอาการคลื่นไส้ ก่อนจะกวาดสายตาสำรวจรอบ ๆ
บริเวณนี้มีพุ่มไม้และหญ้าสูงที่ดูแห้งเหี่ยวผิดปกติ ราวกับว่าพืชพรรณได้ถูกดูดพลังชีวิตออกไป และสิ่งที่ทำให้ผมต้องเบิกตากว้างคือ ร่องรอย บางอย่างบนพื้นดิน
มันคือ รอยไหม้สีดำ ที่เป็รูปทรงกลมขนาดใหญ่ รอยไหม้นั้นฝังลึกและทำลายพืชพรรณในบริเวณนั้นจนสิ้น
รอยนี้... ไม่ใช่รอยไหม้จากไฟป่า แต่มันดูคล้ายกับรอยที่เกิดจาก การเผาไหม้ในระดับโมเลกุล ที่ทิ้งความร้อนสูงไว้
ผมใช้มือลูบบริเวณรอยไหม้นั้น และรู้สึกถึงกลิ่นแปลก ๆ คล้ายกำมะถันจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่
ทันใดนั้น! ผมก็รู้สึกถึง ความเย็นะเื ที่พุ่งเข้าปะทะอย่างรวดเร็ว ทั้งที่อุณหภูมิรอบข้างไม่ได้ลดลง
และในทันที! หมอกสีเหลืองมัว ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
มันไม่ได้มาอย่างเชื่องช้าเหมือนวันแรก แต่มันพุ่งออกมาจาก ใจกลางของรอยไหม้ อย่างรวดเร็วราวกับเป็กลุ่มควันที่มีชีวิต และมันเริ่มปกคลุมพื้นที่รอบ ๆ
ผมรีบวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นด้วยความตื่นตระหนก แต่เมื่อหมอกสีเหลืองพุ่งผ่านตัวผมไป แวบหนึ่ง! ผมก็เห็นภาพบางอย่างที่ฉายชัดเจนขึ้นในความคิดของผม:
ภาพของ ‘ลุงเชียรตัวจริง’ กำลังยืนอยู่ตรงกลางของรอยไหม้นั้น และมือของเขากำลังถือกล้องถ่ายรูป Rolleiflex ตัวนั้นไว้ ก่อนที่ร่างกายของเขาจะถูกกลุ่มหมอกสีเหลืองกลืนกินไปจนหมด!
มันไม่ใช่ความทรงจำของผม... แต่มันคือ ความทรงจำของร่างนี้!
ความจริงที่ตีแสกหน้าผมอย่างแรงคือ: ลุงเชียรไม่ได้หายตัวไป แต่เขาถูก ดูดออกไป จากร่างนี้ที่จุดนี้เอง! และเขายัง ทิ้งหลักฐานสุดท้าย ไว้กับกล้องถ่ายรูปนั้น เพื่อให้ผม (หรือใครก็ตามที่เข้ามาแทนที่) สามารถตามรอยได้
ผมหนีออกจากกลุ่มหมอกสีเหลืองมาถึงรถมอเตอร์ไซค์อย่างทุลักทุเล ก่อนที่หมอกนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผมหายใจหอบถี่ พยายามสงบสติอารมณ์ และขับรถกลับไปยังเส้นทางหลัก
ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าลุงเชียรตัวจริงอยู่ที่ไหน... เขาถูกกักไว้ในมิติของหมอกสีเหลืองที่จุดนี้ นี่เอง
ผมกลับมาถึงตลาดนัดด้วยท่าทีที่ดูเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้ และที่นั่นเอง...
ผมก็เห็น น้าฉัตร ยืนอยู่หน้าแผงขายผลไม้ สายตาของเขาจ้องตรงมาที่ผม ก่อนที่เขาจะยิ้มทักทายอย่างเป็มิตร
“อ้าว! คุณเชียรมาซื้อของเหรอครับ! ดีขึ้นแล้วสินะครับ! ผมเพิ่งจะกลับจากบ้านคุณ...”
รอยยิ้มของน้าฉัตรในตอนนี้ดูเป็มิตร แต่สำหรับผม... มันคือ รอยยิ้มของเงาที่กำลังจับตามอง...?!
*โปรดติดตามตอนต่อไป*