ในขณะที่กองทัพเจียงหนานกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หลงเฟยก็ยังคงไม่หยุดหย่อนในการมองหาบุคลากรที่มีความสามารถมาร่วมทีม ซือหม่าคุนได้แนะนำให้เขาลองติดต่อกับ ิเหยา (明耀) นักเกาทัณฑ์ผู้ลึกลับที่อาศัยอยู่ในป่าทางตอนใต้ของแคว้นฉิน ิเหยาเป็ที่รู้จักในนาม "พยัคฆ์ซ่อนเล็บ" เนื่องจากฝีมือการยิงเกาทัณฑ์ที่แม่นยำดุจเทพ ยิงได้ในระยะไกลอีกทั้งยังทะลุเกราะได้ราวกับไม่มีอะไรมาขวาง แต่เขากลับเลือกใช้ชีวิตอย่างสันโดษและไม่เคยปรากฏตัวในสมรภูมิใดๆ มานานหลายปี หลังจากที่ครอบครัวของเขาถูกสังหารโดยกองทัพที่บุกรุกเข้ามา เขาจึงทิ้งทุกสิ่งปลีกตัวจากโลกภายนอกและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
"ิเหยาผู้นี้มีความเชี่ยวชาญในการยิงเกาทัณฑ์ที่ไม่เป็สองรองใคร" ซือหม่าคุนกล่าวขณะที่พวกเขากำลังดูแผนที่ "เขาสามารถยิงได้อย่างแม่นยำแม้ในยามที่ไร้แสงหรือท่ามกลางพายุ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาไม่เคยตอบรับคำเชิญผู้ใดมาก่อน การจะโน้มน้าวเขาคงเป็เื่ที่ยากยิ่งนัก" หลงเฟยตัดสินใจออกเดินทางไปตามหาิเหยาด้วยตนเอง พร้อมกับเหลียงกังและทหารติดตามอีกสองสามนาย การเดินทางเข้าสู่ป่าลึกทางใต้ล้วนเต็มไปด้วยความเงียบสงัดและบรรยากาศแสนลึกลับ ต้นไม้สูงใหญ่ปกคลุมจนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นดิน ทำให้บรรยากาศดูมืดมิดและน่าหวั่นเกรง เสียงสัตว์ป่าร้องก้องอยู่ไกลๆ บ่งบอกถึงความเป็ธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรบกวน หลังจากเดินทางมาหลายวัน พวกเขาก็ได้พบกับกระท่อมไม้เล็ก ๆ ที่ถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางพงไพร จนแทบจะกลืนหายไปกับธรรมชาติรอบข้าง
เมื่อหลงเฟยก้าวเข้าไปบริเวณกระท่อม เขาก็พบกับชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ เขาดูมีอายุไล่เลี่ยกับหลงเฟย มีรูปร่างผอมเพรียว แต่สายตาคมกริบราวกับพญาอินทรีที่กำลังจับจ้องไปยังเหยื่อ เขาคือิเหยา นั่นเอง หลงเฟยประสานมือเพื่อแสดงความเคารพ "ข้าน้อยหลงเฟย ขอคารวะท่านิเหยา"
ิเหยาไม่ตอบ เขาเพียงแต่วางคันธนูที่กำลังขัดเงาอยู่ลงบนโต๊ะไม้ที่หยาบๆ และจ้องมองหลงเฟยด้วยสายตาที่ไม่สามารถอ่านได้ เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงและความไม่ไว้วางใจ "เ้ามาทำอะไรในที่แห่งนี้? ที่นี่ไม่มีสิ่งที่เ้าตามหา" น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ปราศจากอารมณ์ แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกเหินห่าง
หลงเฟยเล่าเื่ราวการทำลายล้างเจียงหนาน ความมุ่งมั่นที่จะสร้างบ้านเกิดขึ้นใหม่ และภารกิจในการล้างแค้น เล่าถึงการที่ครอบครัวของเขาถูกพรากไป และความจริงอันโหดร้ายที่เขาเพิ่งค้นพบ เขาเล่าถึงความ้าที่จะรวบรวมผู้มีความสามารถมาร่วมอุดมการณ์ และขอให้ิเหยามาร่วมทัพในฐานะแม่ทัพเกาทัณฑ์ เพื่อปกป้องผู้บริสุทธิ์และทวงถามความยุติธรรมให้แก่ทุกชีวิตที่ถูฏสังเวยไป
ิเหยาฟังอย่างเงียบๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างที่มองเห็นป่ากว้าง "ข้าเห็นเบื่อหน่ายามากพอแล้ว" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย "มันทิ้งไว้แต่ความพินาศและความสูญเสีย ข้าไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่เหล่านี้อีกต่อไป ข้าเพียง้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุข"
"แต่การไม่เข้าร่วม ก็เท่ากับการยินยอมให้ความอยุติธรรมได้บังเกิดมิใช่หรือ?" หลงเฟยโต้กลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจ "ฝีมือของท่านสามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนได้มากมาย หากท่านยังคงซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ ทุกนาทีหมายถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์จะต้องล้มตายต่อไป ภายใต้เงาของความโหดร้าย แล้วท่านจะทนเห็นเช่นนั้นได้หรือ?"
ิเหยาหันกลับมามองหลงเฟย แววตาของเขาดูขุ่นเคืองเล็กน้อย "เ้าไม่รู้หรอกว่าามันนำมาด้วยสิ่งใด ต้องแลกด้วยอะไรบ้าง เพื่อตอบสนองความ้าของผู้ริเริ่ม มันได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากข้าแล้ว"
"ข้าทราบขอรับ" หลงเฟยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแฝงไว้ด้วยความเ็ป "ข้าน้อยแลกด้วยบ้านเกิด อีกทั้งครอบครัว
เว่ยอู๋จี๋ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของข้า! และข้าจะไม่หยุดจนกว่าจะล้างแค้นให้ทุกดวงิญญาของชาวเจียงหนาน! หากท่านเคยประสบความสูญเสียเช่นเดียวกับข้า ท่านคงจะเข้าใจความรู้สึกนี้เป็อย่างดี "
เมื่อหลงเฟยเอ่ยถึงชื่อ "เว่ยอู๋จี๋" ิเหยาก็ชะงักไป ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างที่ยากจะอ่านออก แต่เป็แววตาที่เต็มไปด้วยความเ็ปและความแค้นที่หลงเฟยคุ้นเคยเป็อย่างดี " เว่ยอู๋จี๋...เ้ากล่าวถึงเว่ยอู๋จี๋ขุนพลทมิฬ ผู้นั้นหนะหรือ ?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาในทันที
หลงเฟยเล่าถึงความจริงที่เขาได้ค้นพบว่าเว่ยอู๋จี๋คือผู้นำทัพที่ทำลายบ้านเกิดของเขา ิเหยามองหลงเฟยด้วยสายตาที่ลึกล้ำราวกับกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะถอนหายใจยาวๆ "เอาเถิด...คงจะเป็์ลิขิต..หากเ้า้าให้ข้าออกจากที่แห่งนี้และร่วมมือกับเ้า...จงพิสูจน์ความมุ่งมั่นของเ้าด้วยเกาทัณฑ์คันนี้" ิเหยาส่งคันธนูไม้ที่สลักไว้ด้วยลวดลายงดงามให้กับหลงเฟย "หากเ้ายิงถูกเป้าหมายในระยะที่ข้ากำหนดให้ ข้าจะตามเ้าไปและยินยอมเป็แม่ทัพเกาทัณฑ์ของเ้า แต่มันมิใช่เป้าหมายธรรมดาหรอกนะ "
หลงเฟยรับคันธนูมาด้วยความตื่นเต้น และพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองอย่างเต็มที่ เขารู้ว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ขุนพลที่มีค่าอย่างิเหยามาเข้าร่วมกับกองทัพของเขา