ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 55 ประจานหัวขโมย

            บทที่ 55

            ประจานหัวขโมย

            แสงไฟส่องแสงสว่างไสวขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดดวงตาของผู้บุกรุกต่างเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกตกใจ

            ร่างกายของพวกมันพากันหันไปมองทางซ้ายและขวาตามสัญชาตญาณในตอนนี้พวกมันกำลังแสดงท่าทางตื่นตระหนกและร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก

            แสงสว่างไสวที่ปรากฏขึ้นบริเวณรอบๆมันคือแสงจากคบเพลิงที่ส่องแสงสว่าง

            ในขณะที่กลุ่มคนปริศนาที่มุ่งตรงเข้ามาภายในสวนผักวิญญาณด้วยเจตนามุ่งร้ายพวกมันพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

            มันพบเจอเข้ากับสิ่งมีชีวิตร่างกายสูงใหญ่อยู่บริเวณด้านหน้า 

            เมื่อมองเห็นสิ่งมีชีวิตร่างกายสูงเงาปรากฏกายอยู่เบื้องหน้าพวกมันแสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจ

            ก่อนที่ดวงตาของพวกมันจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้าได้ชัดเจนมากขึ้นสิ่งที่ปรากฏกายอยู่บริเวณด้านหน้าของพวกมันในตอนนี้คือร่างของหย่งคัง

            ใบหน้าภายใต้ยามราตรีมีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงส่องแสงกระทบใบหน้าของหย่งคัง

            บนใบหน้าที่เคร่งขรึมจริงจังของหย่งคังจะทำให้พวกกลุ่มคนปริศนาที่บุกเข้าสวนผักวิญญาณในยามวิกาลต่างพากันตกตะลึง

            ร่างกายของพวกมันแข็งค้างภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักหย่งคังเขาคือชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและความแข็งแกร่ง

            ในตอนนี้สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งยืนอยู่ตรงหน้าของพวกมันเหตุใดพวกมันจะไม่เกรงกลัว

            พวกมันเป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อที่จะทำลายสวนผักวิญญาณแห่งนี้เท่านั้น

            หย่งคังที่ปรากฏกายอยู่บริเวณด้านหน้าของพวกมันคิ้วทั้งสองข้างของเขาขมวดเข้าหากัน ภายในมือมันมีดาบอันล้ำค่าเล่มหนึ่งอยู่

            “ พวกเจ้าเข้ามาภายในสวนผักวิญญาณของข้า!!! ถือว่าเป็นผู้บุกรุก!!! ”หย่งคังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม

            พวกมันที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าพากันรวบรวมสติหันมองกันไปมาจากนั้นก็พยักหน้าส่งสัญญาณเข้าหา

            พวกมันทุกคนพยักหน้าส่งสัญญาณให้การตัดสินใจจะลงมืออย่างพร้อมเพรียง

            พวกมันทุกคนพุ่งทะยานเข้ามาหาหย่งคังที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าร่างกายของพวกมันพุ่งกระโจนเข้ามาพร้อมกับอาวุธภายในมือ

            หย่งคังที่ยืนอยู่ด้านหน้าไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยร่างกายของเขายังยืนแข็งค้างอยู่เช่นนั้น

            เมื่อกลุ่มคนพวกนั้นพุ่งเข้ามาภายในระยะหย่งคังตัดการเคลื่อนไหวที่ไร้ประโยชน์ออกไป

            เขาขยับเขยื้อนอย่างรวดเร็วเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้นดาบอันล้ำค่าภายในมือถูกดึงออกมาจากฝัก

            หย่งคังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วใช้ด้านที่ไร้คมของดาบโจมตีใส่พวกมันพละกำลังอันมากมายเพียงแค่ใช้ด้านที่ไร้คมของดาบเล่มนั้นฟาดลงไป

            พวกกลุ่มคนปริศนาที่ปกปิดตนเองนับสิบคนพวกมันล้วนแล้วโดนโจมตีจนสลบในครั้งเดียว

            “ ผัวะ!!!! ตรึง!!! ผัวะ!!!! ตรึง!!! ” 

            ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเป็นอย่างมากภายใต้ยามราตรีที่มืดมิดกลุ่มคนที่บุกเข้ามาภายในสวนผักวิญญาณโดนเล่นงานจนล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น

            จางหยวนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ใกล้ๆปรากฏกายออกมาท่ามกลางความมืด

            เขาค่อยๆปรากฏกายออกมาใช้ดวงตามองตรงไปด้านหน้ามองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอน

            ใบหน้าของเขาพยักขึ้นลงอย่างพึงพอใจกล่าวขึ้นมา “ ท่านแข็งแกร่งจริงๆด้วย!!!”

            จางหยวนยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนหย่งคังเขาไม่ได้มีเพียงแค่ร่างกายที่ใหญ่โตยังมีทักษะต่อสู้ที่เยี่ยมยอด

            ในตอนนี้เพียงแค่พริบตาเดียวเล่นงานพวกคนที่บุกรุกเข้ามาได้อย่างง่ายดาย

            หย่งคังหลังจากที่จัดการพวกมันทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเขาค่อยๆหันใบหน้าของตนเองมาแล้วถามกลับจางหยวน “ จะเอาอย่างไรต่อ?”

            “ กลุ่มคนพวกนี้คงจะเป็นกลุ่มคนของตระกูลเสิ่นอย่างไม่ต้องสงสัย ”

            จางหยวนยกยิ้มที่มุมปากภายในใจมีคำตอบนั้น “ ในเมื่อพวกมันลักลอบเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้เราตั้งใจจะเล่นงานพวก” 

            “ เหตุใดพวกเราไม่ตอบแทนน้อยเล่า ”

            “หรือเราจะให้ตอบแทนอันใด? ”

            “ โดยการนำเอาพวกมันไปประจานการเมืองคนพวกนี้แม้ว่าจะปกปิดตัวตนแต่ถ้าเอาผ้าออกแล้วนำพวกมันไปแขวนประจานด้านหน้าเมืองคงจะมีคนจำได้อย่างแน่นอนว่าเป็นคนของตระกูลเสิ่น”

            “ ใหญ่โตเลยนะการที่จะทำเช่นนั้นตระกูลเสิ่นคงจะโกรธแค้นเจ้ามากขึ้นอย่างแน่นอน ” หย่งคังกล่าว

            หย่งคังที่อาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาเป็นเวลานานตัวของมันรู้ดีว่าตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลที่เจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดไหน

            แม้ว่าจะรู้เช่นนั้นจางหยวนกลับไม่ได้แสดงใบหน้าที่หนักใจออกมาเลยแม้แต่น้อยมุมปากของเขายังปรากฏรอยยิ้มและตอบกลับมาอีกว่า “ ยิ่งแค้นสิยิ่งดี”

            “ ก็ให้พวกมันแค้นไปในช่วงเวลานี้ให้พวกมันโกรธแค้นแต่ว่าไม่สามารถทำอะไรได้ ”

            “ การที่มันส่งคนมาเช่นนี้แสดงว่ามันคงจะเกรงใจตระกูลโม่ เพราะเห็นว่าเรามีการผูกพันทางการค้ากับตระกูลโม่อยู่”

            “ ตระกูลเสิ่นคงจะเก่งหรือว่าถนัดพวกวิธีการลอบกัดเพียงแค่นั้นคงไม่กล้าจะเผชิญหน้าตรงๆ”

            “ ถึงแม้ว่าพวกเราจะทำเช่นนี้ไปพวกมันเองก็ได้แต่เก็บความคับแค้นนั้นเอาไว้ภายในใจไม่กล้าระบายออกมาอย่างแน่นอน” จางหยวนกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            หลังจากที่เขาได้ลองเผชิญหน้ากับผู้นำของสามตระกูลใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้มาแล้ว

            สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าขั้วพวกเขาต่างมีบุคลิกและก็ลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

            แน่นอนว่าบุคลิกและลักษณะนิสัยที่พวกเขาแตกต่างกันมันก็ทำให้จางหยวนสังเกตุเห็นและสามารถประเมินได้อย่างรวดเร็วว่าผู้ใดมีนิสัยอย่างไร

            ผู้นำตระกูลเสิ่นเสิ่นเหยียนแม้ว่ามันจะเป็นคนที่เหี้ยมโหดเพียงใดแต่มันก็ไม่กล้าลงมือซึ่งหน้า

            เพราะว่าหลายๆอย่างเองมันก็ยังมีกฎระเบียบและก็มีเงื่อนไขอีกหลายๆอย่างที่ทำให้พวกมันไม่สามารถลงมือได้อยู่

            “ จะเอาเช่นนั้นใช่หรือไม่คาดจะได้จัดการให้ ” หย่งคังถามย้ำเพื่อทีจะแน่ใจ

            “ เอาเช่นนั้นและนำพวกมันไปแขวนเอาไว้บริเวณด้านหน้าประตูเมืองหลังจากนั้นก็เขียนแผ่นป้ายใหญ่สับแผ่นป้ายไปตั้งเอาไว้บริเวณด้านหน้าของพวกมัน” จางหยวนเพียงแค่คิดถึงใบหน้าของเสิ่นเหยียนสะใจอย่างบอกไม่ถูกแล้ว

            …

            วันถัดมาในยามเช้า

            ผู้คนมากมายต่างพากันตื่นตระหนกตกใจคนของตระกูลเสิ่นสวมใส่ชุดสีดำสนิทโดนแขวนเอาไว้หน้าประตูเมืองพร้อมกับแผ่นป้ายตัวโตๆว่า

            “ หัวขโมยผัก ”

            แบบนี้ผู้คนมากมายต่างพากันหัวเราะเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองได้เห็นมีผู้ใดจะคิดเล่าว่าตระกูลเสิ่นประจานในรูปแบบนี้

            เสิ่นเหยียนในตอนนี้หน้าแดงก่ำมันรู้สึกราวกับว่าตนเองโดนคนทั้งเมืองหัวเราะเยาะแต่ว่ามันก็ไม่สามารถทำอะไรได้

            ในช่วงเวลานี้มันยังไม่พร้อมจะเปิดเผยตนเองและก็ดาหน้าเข้าเผชิญหน้ากับโม่ที่หนุนหลังจางหยวนตามความคิดของมัน

            เพราะแบบนั้นความแค้นที่ปรากฏขึ้นมันก็เลยกลายเป็นความแค้นที่ฝังลึกอยู่ภายในใจไม่สามารถลืมเลือน

            ผ่านไปอีกประมาณหกถึงเจ็ดวัน

            ในตอนนี้ที่ดินของจางหยวนถูกทำขึ้นมาอย่างเสร็จสมบูรณ์แปลงผักขนาดใหญ่ในพื้นที่ยี่สิบห้าหมู่เป็นแปลงผักวิญญาณที่จะสร้างกำไรก้อนโตให้กับเค้า

            จางหยวนมองผลงานที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตนเองด้วยแววตาที่เปล่งประกาย “ ในที่สุดหลังจากที่พยายามมานานมันก็สำเร็จสักที”

            เขาพูดกับตัวเองด้วยความดีใจสวนผักวิญญาณขนาดใหญ่จะสามารถสร้างกำไรก้อนโตให้กับเขาได้อย่างแน่นอน

            “ เอาล่ะถ้าเช่นนั้นลำดับต่อไปก็คงจะเป็น…สิ่งนั้นสินะร้านผักวิญญาณแห่งเดียวภายในราชวงศ์การค้าขายผักวิญญาณของข้าจะเริ่มต้นมันจะเป็นธุรกิจแรกที่จะทำให้ตัวของเรารุ่งเรืองและร่ำรวย ” จางหยวนกำลังจะก้าวไปอีกในระดับหนึ่ง

            เขากำลังจะขึ้นสู่การเป็นเจ้าของกิจการอย่างเต็มตัว

            จบบท 

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน