เช้าวันใหม่ของปายเริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่นบางที่ลอดผ่านม่านไม้ไผ่ของโฮมสเตย์หลังเล็กลำแสงอ่อนเริ่มไล้ผ่านผ้าม่าน ลูบไล้ขอบหน้าต่าง ราวกับมือของเช้าที่ค่อย ๆปลุกเมืองให้ลืมตาขึ้นช้า ๆ เสียงนกร้องเบา ๆคลออยู่ในอากาศเจือด้วยกลิ่นดินชื้นที่ยังคงค้างมาจากน้ำค้างเมื่อคืน
เจมส์เดินตามพี่ภูมิและเฟิร์นออกมาจากที่พักใบหน้าเรียบเฉยของเขาถูกแต่งแต้มด้วยความเงียบที่ผิดแผกจากทุกเช้าดวงตาที่เคยสว่างด้วยคำพูดมากมาย กลับเงียบงันอย่างไม่คุ้นเคย
“วันนี้จะไปไหนกันดี?” เฟิร์นเอ่ยถามเสียงเบา พลางยิ้มให้กับพี่ภูมิ
“เดินเล่นในเมืองก่อนแล้วกันเดี๋ยวไปหาอะไรกิน แล้วค่อยแวะถนนคนเดิน่เย็น”พี่ภูมิตอบพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่เคยเป็ที่พึ่งพาเสมอเขาหยิบกล้องขึ้นมาคล้องคอก่อนจะเดินนำออกไปอย่างเงียบ ๆ
เมืองปายในยามเช้าเงียบสงบ ราวกับบทกวีที่ยังไม่ได้ถูกเขียนร้านกาแฟเล็ก ๆ เปิดต้อนรับด้วยกลิ่นหอมละมุนของเมล็ดคั่วใหม่ละอองกลิ่นอบอุ่นลอยไปไกลเกือบถึงริมถนน
แต่เจมส์กลับไม่ได้รู้สึกถึงความสดใสเ่าั้เขาเดินช้าตามหลังทั้งสองราวกับคนแปลกหน้าในหนังรักของใครสักคน
เมื่อเฟิร์นเดินเข้าไปร้านขนมข้างทาง เจมส์ก็แยกตัวกลับไปที่รถตู้เขาตั้งใจจะหยิบหมวกเก่าที่เก็บไว้หลังรถแต่ในจังหวะที่เขาเลื่อนกระเป๋ากล้องของพี่ภูมิออกมาด้วยความเคยชินสิ่งที่ไม่คาดคิดก็หล่นลงตรงหน้าเขา
กล่องไม้เล็ก ๆ หล่นลงมาอยู่ต่อหน้าเขาเจมส์ไม่สามารถห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเขาได้จึงเปิดมันออกสิ่งที่อยู่ด้านในถึงกับทำให้เจมส์ชะงัก
แหวนแต่งงานสองวง
เขาไม่รู้ว่าตัวเองนิ่งไปนานแค่ไหนแต่มันนานพอให้คำถามหลายร้อยข้อวิ่งชนกันวุ่นวายในหัว
“แหวนใคร?”
“พี่ภูมิเก็บซ่อนไว้ทำไม?”
“ทำไมต้องมีสองวง?”
นิ้วของเขาลูบไปบนผิวโลหะเย็นเฉียบเบา ๆก่อนจะเห็นชื่อที่สลักอยู่บนแหวนทั้งสองวง “ภูมิ & ฝ้าย”
เขาปิดฝากล่องช้า ๆวางมันกลับเข้าไปในกระเป๋ากล้องตรงที่เดิมด้วยความเงียบ
เขาอยากถาม อยากะโ อยากรู้ว่าอะไรอยู่ในใจของพี่ชายคนนั้นแต่ความเงียบข้างในเขากลับหนักอึ้งเกินไป...หรือบางทีเขาโกรธเพราะเหตุผลที่เขาเองก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน
…
หลังจากเก็บภาพในเมืองไปพอสมควรพี่ภูมิก็เสนอขึ้น “ไปแช่น้ำแร่กัน”
“จริงเหรอพี่! หนูเคยเห็นแต่ในรูปเลยอยากลองมาก ๆ” เฟิร์นหันมา ตาเธอเป็ประกายเหมือนเด็กน้อย
เจมส์แค่ยักไหล่ รับฟังแต่ไม่ตอบกลับราวกับความเงียบคือวิธีเดียวที่เขาเหลือไว้เพื่อสื่อสารในตอนนี้
ระหว่างทางไปบ่อน้ำแร่ธรรมชาติไทรงามทิวทัศน์สองข้างทางไหลย้อนกลับไปสู่ความเงียบอีกครั้ง แนวป่าสนทอดยาว หุบเขาเตี้ยๆ ที่แทรกตัวอยู่กลางธรรมชาติที่ยังคงไร้การปรุงแต่ง เจมส์นั่งนิ่งหูฟังเสียบหูเพียงข้างเดียว แต่อีกข้างยังเปิดไว้ เผื่อฟังอะไรบางอย่างจากโลกภายนอก—แม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากได้ยินอะไรเลยหรือเปล่า
เสียงน้ำไหลเบา ๆ ต้อนรับพวกเขาเมื่อถึงบ่อแร่ธรรมชาติเอื้อนเอ่ยเหมือนเสียงกระซิบแ่เบาในห้วงนิทราภูมิก้าวลงไปก่อนโดยไม่รีรอ เฟิร์นถอดรองเท้าช้า ๆ แล้วแช่เท้าลงไปในน้ำอุ่นพร้อมสูดลมหายใจลึก
“โอ๊ยยยย อุ่นมาก… เหมือนแช่สปาเลย”น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุข
พี่ภูมินั่งพิงโขดหิน หลับตาให้แสงแดดไล้ผ่านใบหน้าอย่างสงบกล้องยังคล้องอยู่ที่คอ เขาไม่พลาดจะกดชัตเตอร์เก็บภาพรอยยิ้มของเฟิร์นหรือแม้แต่สีหน้าบูดบึ้งของเจมส์ที่เริ่มคลายลงช้า ๆ จากพลังบางอย่างของน้ำอุ่น
เฟิร์นจุ่มมือลงไปในน้ำ แล้วหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมา เธอกำไว้แน่นแล้วเดินไปหาเจมส์ด้วยท่าทางระวังไม่ให้ลื่นล้ม
“เอานี่ไป เราเจอเผื่อมันจะช่วยหายหน้าบึ้งบ้าง” เธอยื่นมือให้เขา
เจมส์รับมันมา มองอย่างงง ๆ“อะไรเนี่ย?”
“หินนำโชค” เธอยิ้มแล้วหันกลับเดินไปยังที่นั่งของเธอ
จังหวะที่เธอจะล้มลงจากแรงน้ำพี่ภูมิที่เดินมาใกล้พอดีก็เอื้อมคว้าแขนเธอไว้ได้ทันแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนชะงักไม่ใช่การที่เฟิร์นจะล้ม…แต่เป็คำพูดที่เขาหลุดปากออกมา
“ฝ้าย ระวัง!”
เฟิร์นชะงัก เจมส์เบิกตา ทุกอย่างเงียบงันไปชั่วขณะ
พี่ภูมิเองกลับไม่รู้ตัวว่าเผลอเรียกชื่อใครออกไป
เฟิร์นและเจมส์สบตากัน ต่างคนต่างไม่พูดอะไรเพราะรู้ดีว่า...บางความจริง ควรปล่อยให้ฝังอยู่ในบ่อน้ำร้อนนั่นแหละดีที่สุด
เจมส์ก้มมองลูกแก้วใสในมือ ของธรรมดาที่กลายเป็ของมีค่าเขาไม่ได้ให้พี่ภูมิดูว่าเฟิร์นให้อะไรเขา มันคือความลับที่เขาจะเก็บไว้ในใจเป็เสมือนสมบัติล้ำค่าที่มีไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียว