บทที่ 8
ศิษย์อันดับที่สี่ ิหลัน
ท่านอาจารย์เคยบอกข้าว่า ข้าจะหลุดพ้นก็ต่อเมื่อใจข้ารู้สึกหลุดพ้นแล้วเท่านั้น ใจข้านะหรือรู้สึกหลุดพ้นั้แ่วันแรกที่ข้าถูกขังอยู่ที่นี่แล้ว
หลังจากที่เยว่ฉีจากไปนางก็ทวนคำพูดของท่านอาจารย์ แล้วคิดตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน
“หรือท่านอาจารย์จะหมายถึง ความรู้สึกที่เป็เนื้อแท้ภายในจิตใจข้าน่ะ หากเป็เช่นนั้นข้าต้องถอดเกราะสือโถวออกหรือ ไม่ได้ๆ” ิหลันเอ่ยกับตนพร้อมส่ายหน้าไปมา สมองน้อยๆของนางคิดหนักจนปวดหนึบไปหมด เกราะสือโถวเป็เกราะที่ท่านอาจารย์สั่งให้นางสร้างขึ้นก่อนเข้าจะสำนัก เกราะนั้นได้รับพลังจากหินธาตุดินของเ้าแม่หนี่วา ปราณตั้งต้นที่บริสุทธิ์นี้ส่งผลให้เกราะสือโถวสามารถปกป้องความรู้สึกที่เป็เนื้อแท้ภายในจิตใจของผู้ที่สวมใส่ได้ ถึงผู้สวมใส่จะสามารถรับรู้ความรู้สึกต่างๆแชกเช่นคนปกติ แต่การดำเนินชีวิตหรือการตัดสินใจเื่ต่างๆนั้นล้วนไม่เอาอารมณ์เข้าตัดสิน ทุกอย่างใช้เหตุผลเป็ที่ตั้งเสมอ ข้อเสียของมันคือ่ชีวิตสามารถใส่ได้เพียงครั้งเดียว ถ้าถอดออกแล้วถึงจะอยากกลับไปใส่อีกครั้งก็ไม่อาจทำได้ ข้อเท็จจริงในเื่นี้ทำให้ิหลันคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนว่านางควรที่จะเสี่ยงถอดเกราะออกหรือไม่
“ถ้ามิใช่อย่างที่คาดการณ์ ช่างมิคุ้มค่าเสียเลย เฮ้อ...... แต่ถึงยังไงก็ลองเสี่ยงดูหน่อยเถิด” ิหลันเอ่ยบอกกับตนเอง
บทลงโทษที่ยาวนานควรจะสิ้นสุดลงเสียที นางรวบรวมพลังเซียนไปที่จุดเสินเพื่อขับเกราะถือโถวออกจากร่าง แสงสว่างสีขาวค่อยๆเลื่อนออกจากกลางหน้าผากลงมาสู่ฝ่ามือ เพียงชั่วพริบตาแสงสว่างก็เลือนหายปรากฎก้อนหินสีเหลืองนวลกลางฝ่ามือแทน
เกราะสือโถวเป็เพียงก้อนหินเล็กๆก้อนหนึ่งเท่านั้น หลังจากถอดเกราะิหลันไม่รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็ภายนอกหรือความรู้สึกภายใน
ครืด!!!!
เสียงครืดดังยิ่งกว่าฟ้าถล่มเขตอาคมนั้นทลายลงทันใด ถ้ำมืดมิดพังลงรอบทิศ เผยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่องกระทบลงบนร่างน้อยพอดี สตรีชุดม่วงยืนเด่นสง่าทางกลางแสงสว่าง มุมปากนางยกยิ้มอย่างสดใส ดวงตากลมโตมองไปโดยรอบอย่างตื่นเต้นแต่สิ่งที่ปรากฏต่อหน้านางในตอนนี้มีเพียงหมอกสีดอกท้อเท่านั้น ิหลันยื่นมือออกไปััเพียงนิด ก็เอ่ยขึ้นอย่างใ
“นี่มันอะไรกัน หมอกมายาหรือ”
ิหลันมองออกไปด้านนอกเห็นเพียงหมอกมายาปกคลุมทั่วพื้นเขา หมอกสีดอกท้อนี้นางเคยอ่านเจอในตำราเล่มหนึ่งของท่านอาจารย์
“สีหมอกอ่อนนุ่มชวนเคลิ้ม ล่อลวงดึงดูดจนมิอาจถอนตัว กิเลสยิ่งมากยิ่งยากจะหลุดพ้น ช่างเป็หมอกที่น่ากลัวสัตว์อสูรเสียจริง ” ิหลันพูดพร้อมถอยหลังกลับไปหลายก้าว นางรีบนำระฆังเลี่ยงหลิงออกมาทันที
กริ๊ง!!!!
เสียงสั่นระฆังไกลกังวานไล่หมอกมายาไกลออกไปสิบลี้ เมื่อหมอกจางหายก็ปรากฏภาพูเาที่นางคุ้นเคย
“เขาเหลียงซานหรือ”
นางถูกกักขังมานานจึงไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นภายในหุบเขาเหลียงซาน ตอนนั้นศิษย์พี่ใหญ่ถูก ศัสตราวุธที่นางสร้างทำลายจนจิตแตกดับ ถึงแม้ว่าผู้ที่ใช้ศัสตราวุธนั้นจะเป็จิ้นสิงก็ตาม
ศึกครานั้นหลังจากศิษย์พี่ใหญ่สิ้น ิหลันก็หันปลายดาบสู้กับจิ้นสิงอย่างเอาเป็เอาตาย ระดับพลังเซียนนางด้อยกว่าจิ้นสิงเป็ทุนเดิมอีกทั้งตอนนั้นจิ้นสิงมีกระบี่สลายดวงจิตที่เป็สุดยอดศัสตรา เป็ไปไม่ได้เลยที่นางจะมีชัยเหนือศึกในครานี้ นางเริ่มหาทางถอยเพื่อคิดกลยุทธ์รับมือใหม่ แต่ดูเหมือนจิ้นสิงจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า จึงวางเขตอาคมกักขังิหลันไว้ได้
ทันทีที่นางเหยียบเข้าไปในเขตอาคมก็ปรากฏม่านพลังล้อมรอบกาย ไม่ว่าิหลันจะทำเช่นไรก็ไม่สามารถทำลายม่านอาคมนี้ลงได้
“คนทรยศ ปล่อยข้า” ิหลันะโลั่น สองมือน้อยจับดาบฟาดฟันม่านอาคมไม่หยุด
“จบศึกแล้วข้าจะกลับมารับ......หยุดดื้อได้แล้วิหลัน”
“เ้าคิดว่าเ้าเป็ใครกัน ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้คนทรยศ” ิหลันตะคอกกลับอย่างเดือดดาลแต่ก็ไร้ผู้ฟัง ม่านอาคมนี้ไม่เพียงแต่กักขังนางเท่านั้นยังช่วยปกป้องนางจากอันตรายภายนอก แม้แต่เสียงดาบกระทบหรือเสียงร้องโหยหวนก็ไม่อาจทะลุผ่านม่านนี้มาได้
ความเงียบทำให้ิหลันมองดูเหตุการณ์ต้องหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น เหล่ามารร้ายห้ำหั่นเทพสววรค์ด้วยศัสตราวุธที่นางสร้าง ร่างที่เต็มไปด้วยเืนอนเกลื่อนกราดเต็มพื้นพิภพ าครานี้พรากชีวิตทั้งสองฝ่ายมากมายเหลือเกิน
“ข้าคือต้นเหตุของหายนะทั้งหมด” ิหลันเอ่ยด้วยความความรู้สึกเ็ป ถึงแม้นางจะสิ้นหวังสักเพียงใดก็ต้องหาวิธีหยุดพลังศัสตราเทพเหล่าให้ได้
“หากดวงจิตข้าแตกดับ พลังปราณตั้งต้นนั้นจะหายไปหรือไม่น่ะ” ิหลันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงหอบแห้ง
เดิมทีิหลันเป็เพียงก้อนหินเล็กเพียงก้อนหนึ่งเท่านั้น นางได้รับไอปราณบริสุทธิจากหินทั้งห้าของเ้าแม่หนี่วาจึงถือกำเนิดเป็ดวงจิตขึ้น ศัสตราวุธที่นางสร้างล้วนมีพลังของหินแต่ละธาตุแตกต่างกันไป พลังนั้นเป็ปราณตั้งต้นของอนุภาพศัสตราวุธทั้งหมด
ิหลันไม่มีเวลาคิดทบทวนเห็นทีคงต้องเสี่ยง
“ถ้าเป็ไปตามที่ข้าคิดศึกครานี้เห็นทีคงมีชัยอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่....ก็ถือเสียว่าข้าชดใช้ความผิดก็แล้วกัน” ปลายดาบที่เคยหันเข้าหาศัตรูเปลี่ยนทิศเข้าหาตนแทน ิหลันไร้ความลังเลที่จะดันดาบเข้าสู่จุดหยวนชี่ ปลายดาบััผิวกายเพียงนิดก็ต้องหยุดชะงัก เพราะจิ้นสิงใช้มือจับกลางดาบนั้นไว้แน่น
“เมื่อคิดที่ละทิ้งชีวิตตน งั้นข้าจะรับมาดูแลต่อเอง” เสียงหนักแน่นออกจากปากบุรุษร่างใหญ่ ดวงตาจิ้นสิงที่จ้องมองนางในตอนนี้แดงก่ำดูน่ากลัวยิ่งนัก เืจากฝ่ามือของเขาไหลลงมาตามสันดาบจนจรดปลายดาบซึ่งอยู่ระหว่างอกของิหลัน เกิดเป็ลอยเืทางยาวไหลเปื้อนเสื้อผ้าสีขาวของนาง
“เ้ามิคู่ควร คนทรยศ” ิหลันเอ่ยตอบอย่างเยือกเย็น
“พักเถิด เ้าก้อนหินน้อยของข้า” จิ้นสิงเอ่ยกลับออกมาอย่างอ่อนโยน ดวงตาที่แดงก่ำเริ่มจางหายปรากฎเพียงแววตาใสสีเทาหม่น เมื่อสิ้นเสียงพูดิหลันก็ล้มลงบนอ้อมกอดเขาทันที
ตอนนี้ิหลันรู้สึกไร้เรี่ยวแรงนางเหลือบมองไปยังรอยเืที่อยู่บนหน้าอกตน “เขตอาคมเื” ิหลันเอ่ยออกมาอย่างแ่เบา รู้สึกโกรธตนเองยิ่งนักเหตุใดถึงประมาทได้เช่นนี้ จิ้นสิงอาศัย่เวลาทีี่พูดคุยกันเมื่อครู่แอบสร้างเขตอาคมเืบนตัวนาง สะกดพลังเซียนไว้จนสิ้น
“อยู่กับข้าเถิด ลืมเื่ราวทั้งหมดส่ะ” จิ้นสิงเอ่ยเสียงอ้อนวอน สายตาที่ส่งให้ิหลันเริ่มอ่อนล้าและเ็ป
“จิ้นสิงข้าเกลียดชังเ้ายิ่งนัก ข้าไม่มีวันลืมเื่ที่เ้าทรยศข้าแน่ ข้า....ข้ารังเกียจเวลาที่เ้าโอบกอดข้าเป็ที่สุด” เสียงแ่เบาเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
“เกลียดชังข้าก็ชั่ง จะรังเกียจข้าก็เชิญ ข้าจะทำให้เ้าลืมเื่ราวทั้งหมดแล้วอยู่เคียงคู่กับข้าตลอดไป” จิ้นสิงกล่าวเน้นหนักทุกคำพูด ดวงตาเขากลับมาแดงกำ่อีกครั้ง มุมปากฉีกยิ้มน่ากลัว เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ก่อนโน้มหน้าลงไปกระซิบข้างหูิหลัน “ข้าจะโอบกอดเ้าทุกคืน”
“ปล่อยนางเถิด จิ้นสิง” เสียงท่านอาจารย์ดังแทรกขึ้น
ิหลันได้ยินเช่นนั้นร่างกายที่ฝืนต้านเขตอาคมเืก็เริ่มปล่อยวาง หนังตานางค่อยๆหลับลง หลังจากฟื้นคืนสติก็ถูกกักขังอยู่ในถ้ำมืดมิด ท่านอาจารย์จับนางมาขังไว้ที่นี่ก่อนทิ้งคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคแล้วจากไป เื่ราวต่อจากนี้นางก็ไม่ได้รับรู้อะไรอีกเลย
“ถ้านี้เป็เขาเหลียงซาน งั้นข้าไปเรือนจิวหรงเสียหน่อยดีกว่า”
ิเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี นางเก็บความสงสัยไว้ก่อนเพราะตอนนี้อิสระที่ได้รับช่างหอมหวานเสียจริง ตอนที่ถูกกักขังนางเฝ้านึกถึงเตียงนุ่มที่เรือนจิวหรงอยู่บ่อยครั้ง
ิหลันพยายามหายตัวไปเรือนจิวหรง แต่ดูเหมือนว่าพลังเซียนจะใช้การไม่ได้
“ดีเหมือนกัน ข้ามิได้วิ่งเล่นมาเสียตั้งนาน ฮ่าๆแค่คิดก็สนุกแล้ว ขุบเขาที่กว้างใหญ่ข้าิหลันจะวิ่งให้ทั่วเลย” ิหลันพูดขึ้นพร้อมตบเข่าเตรียมออกวิ่ง นางไม่ลืมหันกลับไปโบกมือลาถ้ำมืดที่ยามนี้มันได้กลับคืนสู่ปกติ เสมือนไม่เคยพังถล่มลงมาเสียอย่างนั้น
นางถูกขังอยู่ในถ่ำมืดแคบมาร่วมหมื่นปี ไม่แปลกถ้าขุบเขาเหลียงซานที่คุ้นเคยจะเหมือนเป็โลกใบใหม่ของนาง ิหลันออกวิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มือน้อยสั่นระฆังไปตลอดทางที่วิ่งผ่าน
สตรีร่างน้อยวิ่งเล่นไปเรื่อยๆก็พบกับบุรุษคนหนึ่ง เขานอนนิ่งอยู่ใต้ต้นเหมยฮวาร่างนั้นนอนไม่ไหวติงคล้ายหุ่นไม้ ิหลันเดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงข้างกายบุรุษหนุ่มผู้นั้น
“ผิวขาวนวลหยก จมูกขึ้นเป็สันลับกับโครงหน้า โอ้โห้... ดูขนตานั้นสิดกดำเสียจริง” ิหลันพูดไปมือก็ััใบหน้าบุรุษไป
“ริมฝีปากเ้าช่างบางยิ่งนัก” นางพูดพร้อมยกยิ้มขึ้น นิ้วน้อยๆของนางเขี่ยริมฝีปากบุรุษไปมา
“ถ้าข้าจูบเ้า ข้าจะรู้สึกเช่นไรหนา” ิหลันค่อยๆก้มลงหาชายหนุ่ม ใจก็พลันเต้นไม่เป็จังหวะ ริมฝีปากยิ่งใกล้ใจก็เริ่มสั่นแรง
“ไม่ได้ๆ ข้าจะเสียมารยาทกับเ้าไม่ได้” ิหลังหาทางลงให้ตน ใจนางไม่กล้าพอที่จะทดลองจูบบุรุษตรงหน้า
“พวกเ้ามานอนดูเหมยฮวาหรือ” ิหลันกลับมานั่งคุยอยู่ข้างกายบุรุษผู้นั้นอีกครั้ง นางพูดพร้อมมองไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็ที่ตั้งของเรือนจิวหรง ก็เห็นบุรุษนอนเกลื่อนอีกมาก
“ในฤดูคิมหันต์เช่นนี้ เห็นทีพวกเ้าคงมาเสียเที่ยวแล้ว” นางพูดพร้อมเอามือดึงแก้มชายหนุ่มตรงหน้าเล่น
“เหมยฮวาก็มิได้ชม ศัสตราวุธก็มิได้ใช้ หนุ่มน้อยเอ๋ย พวกเ้าช่างน่าสงสารยิ่งนัก” จากที่นางเห็นบุรุษพวกนั้นนอนเกลื่อนอยู่แถบทิศเหนือก็รู้ได้ทันที ว่าบุรุษโลภมากพวกนี้ลอบขึ้นหุบเขาเพื่อมาขโมยศัสตราวุธ จึงติดอยู่ในวังวนของหมอกมายาไม่อาจหลุดพ้นภาพลวงตาที่หมอกมายาสร้างขึ้นได้ ดวงจิตจึงวนเวียนอยู่ภายใน ส่งผลให้ร่างกายนอนนิ่งไร้การควบคุม
“เมื่อก่อนข้านั้นดื้อรั้นยิ่งนัก”
ิหลันเอ่ยขึ้นพร้อมใช้มือค้นร่างกายบุรุษตรงหน้า
“ข้าน่ะ.....แอบสร้างศัสตราวุธแล้วนำไปซ่อนไว้ทั่วเขาแห่งนี้ อืม.... ถ้าลองนับดูแล้วน่าจะเกือบห้าสิบชิ้นได้กระมัง” ิหลันเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้มือของนางค้นเจอสิ่งของบางอย่างในอกเสื้อของบุรุษนั้น
“ท่านอาจารย์ของข้าเป็คนรอบครอบยิ่งนัก ตัดไฟเสียแต่ต้นลม สร้างหมอกมายาปกคลุมทั่วผืนเขา บนโลกนี้ที่รู้จักข้าดีคงมีเพียงท่านอาจารย์เท่านั้น .......ว่าแต่ นี้คืออะไรหรือแลดูตลกเสียจริง” ิหลันชูสิ่งที่ได้จากอกเสื้อของบุรุษผู้นั้นดูอย่างถี่ถ้วน วัตถุประหลาดที่คล้ายกับกระดิ่ง รูปทรงที่บิดเบี้ยวดูเหมือนจะใช้การไม่ได้
“อย่าบอกน่ะว่า มันคือสิ่งเลือนแบบระฆังเลี่ยงหลิง? อุ๊บ..ฮ่าๆๆๆ เ้าใช้จอกเหล้าเส็งเคร็งนี้เสี่ยงชีวิตเข้ามาในหมอกมายานะหรือ” เสียงหัวเราะดังสั่นออกจากปากสตรีร่างเล็ก
“สงสัยท่านอาจารย์จะทำนายอนาคตไว้แล้ว เลยสั่งให้ข้าสร้างระฆังเลี่ยงหลิงขึ้นมา”
ิหลันมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าอย่างจดจ่อ นิ้วมือก็จิ้มแก้มเขาไม่หยุด
“บุรุษรูปงาม ข้าควรช่วยเ้าดีหรือไม่ ท่านอาจารย์บอกว่าคนกิเลสหนาอยู่ให้ห่างเป็ดี”
“งั้นเ้าก็ควรเชื่อฟัง” เสียงบุรุษที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้น