บทที่ 26
ทางเลือกสามทาง
วันเวลาล่วงผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว เอวาค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น เธอสำรวจชีวิตตัวเองเป็อันดับแรก หลับไปกลางป่ามรณะที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านเช่นนี้ สามารถลืมตาขึ้นได้อีกครั้ง คงพูดว่าโชคดีได้เต็มปากแล้ว ไม่นานเธอก็พบว่าร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้นราวกับเป็คนละคน เธอรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังไหล่ผ่านร่างกาย ชวนให้รู้สึกจั๊กจี้และน่าหงุดหงิดในเวลาเดียวกัน
เอวาสะบัดมือออกไปข้างหน้าหมายจะขับสิ่งนั้นออกไป ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ดวงตาของเธอต้องเบิกกว้างด้วยความใ เพราะสิ่งที่ลูคัสและโอเวนเคยแสดงให้เห็น เวลานี้มันได้ปรากฏอยู่ต่อหน้าของเธอแล้ว ถึงจะไม่ชัดเหมือนพวกเขาทั้งสอง แต่นับว่าเป็สัญญาณที่ดี ที่ได้เห็นร่องรอยของมานาในตัวเอง
“มานา คือต้นกำเนิดของออร่าและพลังเวท...ที่เป็เพราะการ์กอยล์โลหิตงั้นหรือ?”
จากนั้น เอวาทดลองปลดปล่อยมานาอีกครั้ง แม้จะใช้ออกได้บ้างหรือบางทีก็ไม่สำเร็จตามหวัง แต่นั้นก็ไม่ใช่เื่น่าเสียดายเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็โชคอันมหาศาลที่ทำให้เธอย่างกรายเข้าสู่โลกแห่งการต่อสู้ของทวีปเวอร์เทมแบร์ก และหากย้อนกลับไปยังโลกใบเดิมพร้อมกับมานาพวกนี้ละก็ จะหนึ่งร้อยฮาเดสหรือหนึ่งพันกองทัพก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ
คิดได้แบบนั้น เอวาจึงกลับมาสนใจเป้าหมายของตัวเอง นั้นคือ การกลับไปยังโลกใบเดิมให้เร็วที่สุด แต่เมื่อมองไปยังความมืดตรงหน้าก็เกิดความรู้สึกแปลกใจ สายตาของเธอรวมไปถึงวิสัยการมอง กว้างและไกลกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้สามารถมองฝ่าความมืดในระยะไกลได้ราวกับเปิดไฟ ตอนนี้เธอไม่จำเป็ต้องนำแท่งไฟไปจดจ่อต้นไม้ทีละต้นอีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้การมองหาสัญลักษณ์ที่เอวาลีนทิ้งเอาไว้จึงทำได้ง่ายขึ้นมาก และใช้เวลาเพียงครึ่งวัน เธอก็สามารถผ่านพ้นอาณาเขตของเขาวงกตแห่งความตายได้สำเร็จ จากความทรงจำของเอวาลีน หลังจากออกจากเขาวงกตแห่งความตายจะพบเข้ากับพอร์ทัล*(ประตูมิติ) สามบานให้เลือกเดิน
เดินไปทางแผนที่ไม่นาน สายตาของเอวาจ้องมองไปยัง เสาศิลาสามต้น โดยแต่ละต้นนั้นได้ก่อรูปวงแหวนเวทย์ตั้งเป็เส้นสายเรืองแสงหมุนเกรียวเป็วงกลมลอยขึ้นจากพื้น ปลดปล่อยแสงสีฟ้าเจิดจ้าในอากาศ ประกายแสงได้ก่อตัวเป็แผ่นบาง คล้ายม่านน้ำ ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าอากาศเบื้องหน้าถูกฉีกทิ้งและสร้างขึ้นใหม่
ตามความทรงจำของเอวาลีน มีเพียงหนึ่งพอร์ทัลที่เป็เส้นทางไปยังสะพานหวนรำลึก และอีกสองประตูคือเส้นทางที่นำไปสู่ที่อยู่อาศัยของ อาคาเนีย ัแห่งท้องฟ้าและเรลาเนีย ฟินิกซ์เพลิงศักดิ์สิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็โลกไหนๆ สัตว์วิเศษเหล่านี้มีอยู่เพียงในจินตนาการของผู้คนเท่านั้น แต่กับชายชราลึกลับที่เคยช่วยเอวาลีนไว้ สามารถนำสัตว์เทพพวกนี้มาเป็เลี้ยงได้ ตัวตนของเขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่ถึงจะเป็ตัวตนที่สามารถเหยียบโลกได้ทั้งใบเอาไว้ทว่าเขาก็คือกุญแจที่จะช่วยให้เอวากลับคืนสู่โลกเดิม ต่อให้เป็เทพ์หรือปีศาจ เธอก็จะต้องไปพบและถามเอาความจริงให้สิ้นสงสัย
ตัวตนของอาคาเนีย ัแห่งท้องฟ้าและเรลาเนีย ฟินิกซ์เพลิงศักดิ์สิทธิ์ ไม่เหมือนกับการ์กอยล์โลหิตอย่างแน่นอน คาดหมายได้ว่าความแข็งแกร่งของทั้งสองอาจอยู่จุดสูงสุดของห้วงโซ่ในทวีปเวอร์เทมแบร์กแห่งนี้ ประกอบกับพวกมันมีสติปัญญาและสามารถเข้าใจภาษารูนที่ใช้สื่อสารข้ามเผ่าพันธุ์ หากเลือกเส้นทางผิดไปละก็คงได้กลายเป็อาหารของสัตว์วิเศษทั้งสองอย่างแน่นอน
ในอดีตเอวาลีนใช้เส้นทางพอร์ทัลตรงกลางตามเนื้อหาในนิทานที่เคยฟังมา และไม่รู้ว่านิทานนั้นเป็เื่เล่าจากความจริง หรือเป็โชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ ทำให้นางสามารถรอดพ้นจากอาคาเนียและเรลาเนียไปได้
“ถ้าฉันเป็เ้าของบ้านที่้าความสงบละก็ หลังจากมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาในบ้านได้ครั้งหนึ่ง การเปลี่ยนรหัสเข้าประตูก็เป็สิ่งที่ควรทำ” ด้วยแิเช่นนี้ เอวาไม่ได้รีบร้อนเข้าไปในประตูมิติตรงกลาง เธอนั่งลงกับพื้นด้วยความคิดพร้อมกับจ้องมองพอร์ทัลทั้งสามแห่งอยู่นานสองนาน
เหนือศีรษะของหญิงสาว มีลูกนกตัวเล็กโบยบินอยู่ไม่ห่าง สิ่งนี้เปรียบเสมือนดวงตาของชายชราที่กำลังนอนสั่นเท้าอยู่บนบันไดลิง เขามองไปยังก้อนเมฆบนฟ้าราวกับฉายภาพที่ได้สัญญาณจากดวงตาของลูกนกตัวนั้น มุมปากขยับมุบขมิบพูดด้วยคำซ้ำๆเหมือนกำลังเชียร์ให้หญิงสาวเลือกเส้นทางตรงกลาง
“ประตูตรงกลาง ไปเลย เลือกประตูตรงกลาง ทางที่เ้าเคยผ่านมานั้นแหละ ถูกต้องที่สุดแล้ว”
แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขยับตัวไปไหน หญิงสาวนั่งอยู่หน้าบานประตูเป็ครึ่งค่อนวัน ชายชราก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ก่อนจะปิดตาหลับพร้อมคำพูดทิ้งท้าย
“ข้าไม่ได้บังคับให้เ้าเข้ามานะ เป็เ้าที่เดินมาด้วยตัวเอง เกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่ใช่ความผิดของข้าทั้งนั้น”