เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำบนดินแห้งผสมโคลนของถนนลูกรังค่อยๆ หยุดลงเมื่อชายหนุ่มร่างผอมในชุดเดินทางเก่าโทรมเงยหน้าขึ้นมองประตูเมืองไม้ขนาดใหญ่เบื้องหน้า
“เมืองซือเหลียน…”เซียฉินพึมพำเบา ๆ พลางปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก
เมืองซือเหลียนไม่ได้ใหญ่โตนักแต่ก็เป็หนึ่งในจุดรวมของผู้เดินทางจากหลายภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มคนที่้าสอบเข้าสำนักเพื่อเริ่มต้นเส้นทางผู้ฝึกยุทธ
เซียฉินเดินเข้าเมืองไปพร้อมกระสอบสะพายหลังแนบชิดลำตัวไว้แน่น ภายในบรรจุวัตถุดิบจากสัตว์อสูรและสมุนไพรหายากที่เก็บมาได้จากป่าใน่หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
เขาใช้เวลาหลายเดือนในป่า —ฝึกฝนวิชากระบี่เบื้องต้น พัฒนาพลังจนอยู่ในระดับผู้ฝึกปราณขั้นที่ 8 พร้อมฝ่าฟันอันตรายนับไม่ถ้วนด้วยเพียงไหวพริบ ความรู้จากคุณตา และความอดทนไม่ย่อท้อ
เซียฉินไม่ได้รีบร้อนเดินไปขายของทันทีเขามองหาที่พักก่อนเพื่อจัดเก็บสัมภาระ
โรงเตี้ยม “ซ่งจิงเหอ”ตั้งอยู่ริมถนนสายรอง ด้านหน้ามีป้ายไม้แกะสลักลวดลายเมฆหมอก เสียงลูกค้าพูดคุยเบาๆ ดังลอดออกมาจากชั้นล่าง
“มีห้องพักไหมครับ?”เซียฉินเดินเข้าไปถาม
หญิงวัยกลางคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองก่อนจะยิ้มให้บาง ๆ
“มีห้องว่างบนชั้นสองราคา 3 เหรียญทองแดงต่อคืน รวมอาหารเช้า ถ้าอยู่เกิน 3คืนจะลดให้อีกหน่อย”
เซียฉินพยักหน้าพลางควักเงินจ่ายล่วงหน้า3 คืนก่อนจะยกของขึ้นไปเก็บบนห้องเล็ก ๆ มุมท้ายทางเดิน
เตียงไม้สะอาดหน้าต่างเปิดรับแสงแดดจาง ๆ ลมเย็นพัดเข้ามาพอให้สบายใจ
เซียฉินวางกระบี่ลงข้างหมอนแล้วเหยียดกายลงนอนเต็มที่เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ร่างกายที่ตรากตรำกลางป่าดงพักผ่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็รู้สึกเหมือนได้ฟื้นคืนชีวิต
‘แค่ได้มีที่พักพิงก็ถือว่าหรูแล้ว…’
เขาหลับตา… และเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อแสงอาทิตย์บ่ายส่องผ่านหน้าต่างเซียฉินจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาจัดแจงล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลงมาด้านล่างของโรงเตี้ยม
“ขอโทษครับพอจะแนะนำที่ขายวัตถุดิบจากสัตว์อสูร หรือสมุนไพรได้ไหม?”
หญิงกลางคนหลังเคาน์เตอร์โรงเตี้ยมหันมายิ้มให้
“ร้านอวี่เจินหมินใกล้ตลาดกลาง เป็ร้านที่ซื่อสัตย์ดี คนซื้อขายกันเยอะ จะตรงตรอกหลีเฉิงเดินไปทางตะวันตกเฉียงใต้จากนี่ไม่เกินหนึ่งร้อยก้าว”
เซียฉินกล่าวขอบคุณก่อนจะมุ่งหน้าไปยังย่านการค้าของเมือง
เสียงผู้คนพลุกพล่านบรรยากาศจอแจทันที
“เนื้ออสูรระดับหนึ่ง!สดใหม่จากป่าหลินเยี่ยน!” “โอสถพื้นฐานสามขวด หนึ่งเหรียญเงิน!”
ใต้ร่มผ้าสีแดงเืหมูด้านหนึ่งมีป้ายไม้เขียนว่า "ร้านอวี่เจินหมิน" แขวนอยู่ เซียฉินตรงเข้าไปทันที
“มาขายของหรือ?”ชายร่างล่ำผิวคล้ำด้านหลังโต๊ะถาม
เขาคือ อวี่ซาน ผู้ดูแลร้านที่ขึ้นชื่อว่าซื่อตรงแต่พูดตรง
เซียฉินพยักหน้ายื่นถุงผ้าหนักอึ้งให้ “มีเกล็ดอสูรเขี้ยวเหล็กหนังงูแดงปีกสายลม และหญ้าระงับเพลิงเล็กน้อยครับ”
อวี่ซานตรวจของคร่าว ๆ แล้วพยักหน้า “ของดีทั้งนั้น เด็กหนุ่มมาคนเดียวเหรอ?”
“ครับ”
ระหว่างรอประเมินราคาเสียงพูดคุยจากกลุ่มวัยรุ่นที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ดึงความสนใจของเขาไป
“สำนักชิงเหอจะเปิดรับสมัครวันพรุ่ง!ใครไม่ถึงระดับห้าอย่าคิดสมัครเลย” “ได้ยินว่าปีนี้มีคนจากตระกูลหลานด้วยนะ…หลานอวี่เฟิงไง คนที่ใช้กระบี่น้ำแข็งได้ั้แ่ยังไม่เข้าสำนัก!”
เซียฉินหันไปทางต้นเสียงเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีน้ำตาลเข้มตัดสั้น เขาคือ เวินซื่อหยาง ลูกหลานของตระกูลช่างในเมืองพูดจาโผงผางแต่ดูไม่ใช่คนเลว
ใกล้ ๆ กันมีหญิงสาวผมยาวมัดรวบครึ่งศีรษะ ชื่อ ลู่เหมยฉิง ลูกสาวร้านขายสมุนไพรผู้ช่างสังเกตั์ตาสีดำสนิทของนางเหลือบมามองเซียฉินอยู่บ่อย ๆ อย่างแฝงความอยากรู้
“สำนักชิงเหอ…?”เซียฉินหันไปถามอวี่ซานด้วยความสงสัย
“สำนักของเมืองนี้มีชื่อเสียงพอสมควร รับเฉพาะผู้ฝึกยุทธระดับห้าขึ้นไป เ้าสนใจเหรอ?”
เซียฉินยิ้มบาง ๆ “ยังไม่ได้คิดไว้เหมือนกันครับแต่อยากรู้ไว้ก่อน”
“สำนักระดับสูงไม่รับใครง่ายๆหรอกถ้าไม่ได้มีพื้นฐานจากสำนักเล็กก่อน ต่อให้เ้ามีพร์ก็ต้องปีนขึ้นจากข้างล่างนั่นแหละ”
เซียฉินพยักหน้ารับรู้อย่างสุภาพแม้ในใจจะไม่เร่งรีบ แต่เขาก็รู้ว่าตนมีเป้าหมายอะไร
“เอาล่ะ ของพวกนี้ข้าให้เ้า 5 เหรียญเงิน ราคากลางตลาดเลยนะ”
“ขอบคุณมากครับ”
เซียฉินรับถุงเงินจากมือของอวี่ซานแล้วหันกลับไปมองกลุ่มเด็กหนุ่มสาวที่ยังคงพูดคุยกันเสียงดัง
แม้จะดูเหมือนเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรโดดเด่น…แต่ในใจของเซียฉิน กลับมีเป้าหมายที่แน่วแน่กว่าใคร
คืนนี้ เขาจะได้นอนหลับสนิทอีกครั้ง และในความฝัน…เขาอาจได้พบอดีตอีกหน้าที่ถูกลืมไปแล้วก็เป็ได้