หลังจากที่เหอเจียวเจียวประกาศต่อหน้าทุกคนว่าฉินซูเม่ยเป็หมันก็ไม่มีแม่สื่อหรือบ้านไหนอยากแต่งฉินซูเม่ยเข้าไปเป็สะใภ้ แต่ฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาจะเลี้ยงดูลูกสาวขาดทุนคนนี้ไปตลอดชีวิตได้ยังไง ในเมื่อแต่งกับชายหนุ่มปกติไม่ได้ อย่างนั้นก็ส่งลูกสาวไปแต่งกับสามีชราหรือสามีพิการก็แล้วกัน
“พ่อกับแม่ยังไม่เลิกล้มความคิดที่จะส่งฉันไปแต่งงานอีกเหรอ ฉันบอกแล้วว่าต่อไปนี้เื่แต่งงานฉันจะจัดการเอง” ฉินซูเม่ยถูกแม่บังคับให้ไปดูตัวทุกวัน และยังต้อนรับแม่สื่อที่มาขอให้เธอไปแต่งงานทุกวันเหมือนกัน อย่างวันนี้เ้าบ่าวที่มาสู่ขอเป็ชายชราอายุเกือบเจ็ดสิบปี กว่าที่ฉินซูเม่ยจะไล่แม่สื่อคนนั้นกลับไปได้ เธอก็โมโหจนเกือบจะทำร้ายแม่สื่อคนนั้นไปแล้วจริงๆ
“รอให้แกจัดการเื่นี้เอง ชาตินี้ฉันคงไม่มีหวังที่จะได้เห็นเงินสินสอดของแกหรอก” หลูเหนียงบอกลูกสาว “ไม่รู้ล่ะ วันนี้แกปฏิเสธ วันหน้าฉันก็ยังจะหาสามีให้แกอยู่ดี”
“ตกลงแม่อยากให้ฉันแต่งงานหรือแม่อยากได้เงินกันแน่”
“ก็ทั้งสองอย่างนั้นล่ะ ถ้าแกแต่งงาน ฉันก็จะได้เงินสินสอด ส่วนเื่เงิน ต่อให้แกแต่งงานออกไป แกก็ต้องส่งเงินมาเป็ค่าเลี้ยงดูฉันกับพ่อของแกอยู่ดี”
“ทีแม่แต่งกับพ่อ แม่ก็ไม่เคยส่งเงินไปเลี้ยงดูคุณยายเลย มีแต่น้าเล็กที่หาเลี้ยงคุณยายอยู่คนเดียว ยังมีฉินซิ่วหลานอีกคน แม่ยังบอกกับป้าหูว่าพอซิ่วหลานแต่งเข้าบ้านซู แม่ก็จะไม่ให้ซิ่วหลานส่งเงินกลับมาดูแลครอบครัวเรา แต่พอเป็ฉัน ทำไมแม่ถึงทำกับฉันต่างจากซิ่วหลานนักล่ะ”
“น้องของแกแต่งเข้าบ้านซูยังไงแกไม่รู้เหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะแกเป็หมัน ซิ่วหลานกับซ่างจิ่นจะต้องมาลงเอยกันแบบนี้หรือไง”
“แม่อย่าเอาเื่ของฉันขึ้นมาอ้างเลย ความจริงแล้วแม่ก็รู้ว่าฉินซิ่วหลานแอบรักซูซ่างจิ่นมาตั้งนานแล้ว และที่เธอไปมีอะไรกับซูซ่างจิ่นก็เป็เพราะเธออยากแย่งเขาไปจากฉันต่างหาก”
เพียะ!
“แกอย่ามาพูดถึงน้องสาวแกแบบนี้นะ”
ฉินซูเม่ยยกมือขึ้นมากุมแก้ม ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยถูกแม่ตบมาก่อน แต่ไม่รู้เป็เพราะอะไร ฝ่ามือของแม่ครั้งนี้กลับเจ็บกว่าที่ผ่านมา และยังเจ็บเข้าไปถึงหัวใจของเธอ “แม่ ฉันก็ลูกแม่เหมือนกัน ทำไมแม่ถึงไม่รักฉันเหมือนกับที่แม่รักซิ่วหลานหรือรักไห่เฉิน ฉันพูดถึงพวกเขาสองคนทีไร แม่ก็ตบตีฉันทุกที หรือความจริงแล้วฉันไม่ใช่ลูกของแม่”
“แกไม่ต้องมาสงสัย แกเป็ลูกสาวของฉันกับพ่อของแกแน่นอน แต่ที่ฉันตบแกเพราะแกพูดให้ซิ่วหลานเสียหาย แกเป็พี่ทำไมแกไม่ใจดีกับน้องบ้าง” หลูเหนียงไม่ได้รู้สึกผิดกับคำพูดของลูกสาว ลูกสาวคนโตย่อมเป็ลูกแท้ๆ ของเธออยู่แล้ว แต่ตอนที่ลูกสาวคนโตเกิด มันทำให้เธอเกือบเสียชีวิตตอนคลอด สามีที่เคยทำงานในโรงงานดีๆ ก็กลับต้องมาตกงาน เธอคิดว่าเื่ร้ายในครอบครัวเกิดขึ้นตอนที่ลูกสาวคนโตเกิดมาอย่างแน่นอน
พอลูกสาวคนรองเกิด สามีของเธอก็ช่วยตำรวจจับคนร้ายคดีลักทรัพย์ได้ เ้าทุกข์ยังมอบเงินรางวัลเป็สินน้ำใจให้สามีมาตั้งสามร้อยหยวน และตอนที่ลูกชายคนเล็กเกิด สามีของเธอก็ได้ช่วยส่งคนชราที่เป็ลมอยู่ในตลาดไปโรงพยาบาล สามีเฝ้าชายชราอยู่ที่โรงพยาบาลจนชายชราฟื้นแล้วตามหาญาติเจอ ผลก็คือชายชราคนนั้นเป็พ่อของนายอำเภอที่เพิ่งย้ายมาใหม่ และการทำความดีของสามีในครั้งนั้น พวกเขาก็ได้รับคำชื่นชมจากนายอำเภอ และยังได้รับเงินค่าตอบแทนมาตั้งห้าร้อยหยวน จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เธอกับสามีจึงสรุปได้แล้วว่าลูกสาวคนโตเป็ตัวซวยของครอบครัว
“ไม่ใจดีเหรอ ทุกวันนี้ที่ฉันทำงานหนักก็ไม่ใช่เพื่อส่งน้องสองคนเข้าโรงเรียนเหรอ พวกเขาเคยทำงานหนักเหมือนฉันหรือเปล่า หรือแม้แต่อาหารการกิน ฉันก็ได้กินแค่หมั่นโถวแป้งหยาบกับน้ำแกงที่พวกเขากินเหลือ แต่พ่อกับแม่ให้พวกเขากินอะไร ถ้าไม่ใช่ข้าวขาวก็ต้องเป็ซาลาเปาแป้งขาวอย่างดี ทุกสามวันห้าวันพวกเขาก็จะได้กินเนื้อหรือไม่ก็ไข่ต้มกันคนละฟอง ฉันเคยได้กินเหมือนพวกเขาไหม”
“น้องๆ ของแกต้องไปเรียนทุกวัน แกไม่รู้หรือไงว่าคนเรียนหนังสือต้องใช้สมองมากกว่าคนปกติ แกแค่ใช้แรงงาน นอนพักสักหน่อยก็หายเหนื่อยแล้ว” หลูเหนียงพูดตัดบท “พอแล้ว แกไม่ต้องเอาเื่นี้ขึ้นมาพูดอีก ส่วนเื่แต่งงาน ในเมื่อแกบอกว่าแกจะตัดสินใจเอง ฉันให้เวลาแกแค่เดือนเดียว ถ้าแกยังหาคนที่จะแต่งงานด้วยไม่ได้ ฉันจะส่งแกไปแต่งงานกับคนที่แม่สื่อมาเจรจาให้วันนี้ แต่งไปกับคนแก่ที่อยู่หมู่บ้านบนเขาก็คงไม่ยากสำหรับแกหรอก อ้อ...แล้วฉันจะบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าแกจะหาคนมาแต่งงานด้วย สินสอดที่ฉันจะต้องได้ก็คือห้าร้อยหยวนเท่านั้น มากกว่านี้ได้ แต่น้อยกว่านี้ไม่ได้ ถ้าไม่ตรงตามเงื่อนไข แกก็ต้องแต่งกับคนที่ฉันหาให้”
ฉินซูเม่ยเดินร้องไห้ออกจากบ้านไป เธอไม่มีที่ให้ไปหรอก ทำได้แค่เดินไปแปลงนาแล้วไปถอนหญ้าเพื่อระบายความโกรธเท่านั้น แต่วันนี้ต่อให้เธอถอนหญ้าจนหมดแปลง อารมณ์ของเธอก็คงไม่ดีขึ้น
“เป็อะไรไป อารมณ์ไม่ดีเหรอ” ไป๋จิ้งถิงเห็นฉินซูเม่ยนั่งถอนหญ้าอยู่ในแปลงนาสักพักแล้ว และเมื่อเขาสังเกตดีๆ ก็เห็นว่าเธอกำลังร้องไห้อยู่ เขาจึงเดินเข้ามาหา
“แม่บังคับให้ฉันแต่งงานอีกแล้ว”
“คนเขาพูดกันว่าแม่สื่อเข้าบ้านเธอทุกวันเลยนี่”
“คุณคงไม่ได้มาเร่งเอาคำตอบจากฉันหรอกนะ”
“ผมบอกแล้วว่าผมมีวันหยุดเหลืออยู่อีกหลายวัน คุณจะให้คำตอบผมเมื่อไหร่ก็ได้” ไป๋จิ้งถิงยิ้มให้ฉินซูเม่ย “ถึงแม้คุณจะปฏิเสธคำขอแต่งงานของผม แต่ถ้าคุณอยากให้ผมช่วยอะไร คุณบอกผมได้ตลอดเลยนะ”
“ทำไมคุณถึงดีกับฉันนักล่ะ”
“คงเพราะชีวิตของคุณคล้ายกับชีวิตของผมมั้ง” ไป๋จิ้งถิงนั่งลงกับพื้น “ตอนที่พ่อผมเสีย แม่พาผมกลับไปอยู่ที่บ้านคุณยายที่ปักกิ่ง พอแม่แต่งงานใหม่แล้วย้ายไปอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยงได้ไม่นาน พวกเขาก็มีน้องชายกับน้องสาวมาให้ผม พวกเขานับว่าเป็ครอบครัวที่มีความสุขมากเชียวล่ะ หลังจากนั้นผมก็ย้ายมาอยู่กับคุณย่า คุณพอจะเดาออกหรือยังว่าตอนที่ผมอยู่ที่บ้านพ่อเลี้ยง ชีวิตของผมเป็ยังไง”
“แล้วเื่คุณกับภรรยาของคุณล่ะ”
“เราต่างก็โหยหาความรักกันทั้งคู่ แต่เป็เพราะผมทำแต่งานและไม่มีเวลาให้เธอ ทำให้เธอเครียดมากขณะที่ท้อง พอคลอดลูกออกมา ผ่านไปแล้วสามวันแต่เธอก็ไม่ยอมที่จะอุ้มลูกเลยสักครั้ง ส่วนผมก็ยังไม่เสร็จจากภารกิจ กว่าผมจะกลับมา เธอก็เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนลูกๆ ก็ถูกคนที่มาคลอดผลัดกันให้นมเพราะสงสาร ผมเลี้ยงลูกมาคนเดียวั้แ่นั้นล่ะครับ”
ฉินซูเม่ยไม่ได้ถามสาเหตุการเสียชีวิตของอดีตภรรยาของเขา แต่เธอสนใจเื่ลูกๆ ของเขามากกว่า “ลูกของคุณเป็ฝาแฝดเหรอคะ”
“ใช่ครับ เป็แฝดชายหญิง ตอนนี้กำลังซนมากทีเดียว” ไป๋จิ้งถิงพูดถึงเด็กๆ ก็ยิ้มออกมา “มีหลายคนแนะนำให้ผมส่งเด็กๆ กลับไปให้แม่ผมช่วยเลี้ยง ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ขนาดตัวผมที่เป็ลูกแท้ๆ ยังต้องมาอาศัยอยู่กับคุณย่า หรือกระทั่งบางคนที่บอกให้ผมส่งลูกไปให้คนอื่นอุปการะ แต่ผมไม่ทำหรอกครับ ลูกของผม ผมก็ต้องเลี้ยงเอง เพียงแต่ผมไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับพวกแกสักเท่าไหร่”
“ตอนที่คุณไปปฏิบัติภารกิจล่ะคะ เด็กๆ อยู่กับใคร พวกเขาไม่ร้องไห้แย่เลยเหรอ”
“ผมให้ภรรยาของสหายในกองทัพช่วยดูแลให้น่ะครับ”
ฉินซูเม่ยมองไป๋จิ้งถิงอยู่นาน เธอรู้สึกว่าเขาเป็ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบมากคนหนึ่ง ถ้าเธอแต่งงานไปกับเขา เขาต้องปฏิบัติกับเธออย่างดีแน่นอน แต่พอเธอนึกไปถึงลูกบุญธรรมอย่างซูซ่างเฉวียน เธอก็เริ่มไม่มั่นใจ
“ที่ผมเล่าเื่ของผมให้คุณฟังไม่ใช่ว่าผมอยากจะเรียกคะแนนสงสารหรือเห็นใจหรอกนะครับ คุณไม่ต้องคิดมากหรอก ส่วนคำตอบก็แล้วแต่คุณ ผมไม่บังคับ”
“ฉันขอเวลาอีกสักสองสามวันนะคะ”
“ครับ” ไป๋จิ้งถิงเอียงตัวเข้าหาฉินซูเม่ยแล้วกระซิบ “คุณอย่าเพิ่งหันหลังกลับไปนะ”
“ทำไมคะ”
“ยุวชนเหอยืนดูเราที่ใต้ต้นไม้ใหญ่มาสักพักแล้วล่ะครับ”
“คุณหมายถึงเหอเจียวเจียวเหรอ”
เหอเจียวเจียวที่กำลังยืนมองไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยนั่งคุยกันอยู่ด้วยความอิจฉา ‘ฉินซูเม่ย ตกลงเธอจะแย่งผู้ชายที่ฉันชอบไปหมดเลยใช่ไหม ในเมื่อเธอไม่เจียมตัวว่าเธอเป็แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ คราวนี้ไม่ใช่แค่คนในหมู่บ้าน แต่คนทั้งอำเภอก็จะรู้เื่ของเธอ’
ฉินซูเม่ยเดินเข้าอำเภอั้แ่เช้า วันนี้เธอมีนัดกับลี่เยี่ยนฟางเพราะเป็วันหยุดของอีกฝ่าย แต่ระหว่างทางเธอก็เจอกับเหอเจียวเจียวพอดี ซึ่งเธอก็ไม่มั่นใจว่ามันบังเอิญหรือเหอเจียวเจียวจงใจที่จะตามเธอเข้าอำเภอกันแน่
“จะไปซื้อของที่อำเภอเหรอจ๊ะซูเม่ย” เหอเจียวเจียวทัก
“ไปทำธุระน่ะ”
“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ยังโกรธที่ฉันเอาเื่ของเธอไปบอกชาวบ้านอยู่เหรอ” เหอเจียวเจียวหัวเราะเบาๆ “ก็มันช่วยไม่ได้นี่นา ฉันสงสารคนที่จะมาแต่งกับเธอ แต่ฉันได้ยินมาว่าแม่ของเธอกำลังหาเ้าบ่าวให้เธออยู่ไม่ใช่เหรอ เห็นว่าเป็คนชราที่อาศัยอยู่บนเขา อย่างนั้นก็ไม่เลวนะ คนชราเขามีลูกมีหลานของเขาเองแล้ว เขาคงไม่อยากให้เธอไปท้องลูกให้เขาหรอก อีกอย่างเธอไปอยู่ที่หมู่บ้านบนเขาก็ดี จะได้หลบคำนินทาของชาวบ้านได้สักหน่อย”
“ดูเธอจะสนใจเื่ของฉันมากเลยนะเหอเจียวเจียว”
“ก็เื่ของเธอมันน่าพูดถึงมากเลย” เหอเจียวเจียวยิ้ม
“ที่แท้เธอก็สนใจเื่ของฉันมากนี่เอง มิน่าล่ะ เมื่อวานเธอถึงไปแอบดูฉันตอนที่ฉันถอนหญ้าในนาอยู่เป็นานสองนาน”
“เธอรู้ได้ยังไง คุณจิ้งถิงบอกเธอเหรอ”
ฉินซูเม่ยหันมามองเหอเจียวเจียว “คุณจิ้งถิง? เธอสนิทกับเขาจนเรียกชื่อเขาตรงๆ ได้แล้วเหรอ หรือว่าเธอเปลี่ยนเป้าหมายจากซูซ่างจิ่นมาเป็ไป๋จิ้งถิงแล้ว”
“เธออย่ามาพูดมั่วๆ”
เห็นท่าทางของเหอเจียวเจียว ฉินซูเม่ยก็รู้แล้วว่าตัวเองเดาถูก เหอเจียวเจียวจ้องที่จะจับไป๋จิ้งถิงเหมือนชาติที่แล้ว ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะช่วยให้ไป๋จิ้งถิงหลุดพ้นจากเหอเจียวเจียวเพราะชาติที่แล้วเธอเชื่อคำพูดของซูซ่างจิ่นจึงเพิกเฉยและไม่เข้าไปช่วยเหลือ ทำให้ไป๋จิ้งถิงต้องแต่งงานกับเหอเจียวเจียว ครั้งนี้ที่เธออยากช่วยเขาไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิด แต่เป็เพราะเธอไม่อยากเสียเขาไป
ฉินซูเม่ยใกับความคิดของตัวเอง ‘ทำไมอยู่ดีๆ ฉันถึงรู้สึกไม่สบายใจที่มีคนมาจ้องไป๋จิ้งถิงเสียล่ะ แล้วไอ้อาการเจ็บใจแปลบๆ นี่มันคืออะไรกัน’
“ฉันก็พูดไปอย่างนั้นล่ะ เธออย่าถือสาคำพูดของฉันเลย” แม้จะสงสัยในความรู้สึกของตัวเอง แต่ฉินซูเม่ยก็คิดถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ “วันนี้ฉันตั้งใจจะไปดูผ้าที่ร้านสหกรณ์ แต่ความจริงฉันได้ยินมาว่าผู้จัดการที่ร้านสหกรณ์เป็หนุ่มโสดที่หล่อมาก และเขาก็เป็คนที่มาจากเมืองหลวงด้วยนะ ฉันก็เลยอยากไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อยว่าผู้จัดการร้านสหกรณ์ที่คุณหมอคุณพยาบาลพูดถึงจะหล่อขนาดไหน”
เหอเจียวเจียวไม่ได้สนใจผู้จัดการอะไรนั่นในตอนแรก แต่พอได้ยินว่าเขาเป็หนุ่มโสดหน้าตาดี ทั้งยังเป็คนมาจากเมืองหลวง เธอก็เริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว “เป็คนจากเมืองหลวงเหรอ เขาชื่ออะไรล่ะ เผื่อว่าฉันจะรู้จัก”
ฉินซูเม่ยแอบเบ้ปาก คนเมืองหลวงมีน้อยเสียเมื่อไหร่ เธอจะรู้จักไปทุกคนเลยหรือไงกัน แต่ถึงอย่างนั้นฉินซูเม่ยก็ยังหันไปยิ้ม “ได้ยินว่าชื่อคุณต้วนจงซาน”
“ต้วนจงซานเหรอ” เหอเจียวเจียวจำไว้ในใจแล้ว