“ตาแก่อยากให้เ้าไปฆ่าคนพวกนั้น”
ประโยคสั้น ๆ ใจความดั่งพายุฝนฟ้าคะนอง แทนที่จะพัดพาเอาความขุ่นข้องที่มีอยู่เดิมให้สูญสลาย กลับเพิ่มเติมความปั่นป่วนเข้ามาแทน
ต้าหมินเกือบสำลักน้ำลาย
ยามเมื่อคนคนหนึ่งพร่ำบ่นปัญหารถติด ก่นด่าเด็กแว้น สาปแช่งโจรปล้นร้านทอง ใช่ว่าคนคนนั้นจะอาสาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง
ในโลกแห่งระบบระเบียบย่อมมีผู้รับผิดชอบ
หลายคนสะดวกโพสด่าลงเฟส บางคนชอบบ่นกับเพื่อนร่วมงาน มีบ้างที่กล้าหาญแจ้งสำนักข่าวหรือส่งเื่ร้องเรียน
เฮ้ย! จับกุมผู้ร้ายไม่ใช่งานของเ้าหน้าที่บ้านเมือง?
ตำรวจ ทหาร นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด?
ยุคนี้ไม่ใช่มี เ้าเมือง นักดาบ มือปราบหรอกเหรอ?
สมองน้อย ๆ เฝ้าทบทวนเหตุการณ์ั้แ่แรกพบชายชรา การแสดงออกของเด็กหญิง สีหน้าท่าทาง พยายามหาเหตุผลว่าทำไมถึงมอบหมายเื่นี้ให้ตน สุดท้ายได้ข้อสรุปอันอุกอาจประการหนึ่ง
นี่คือบททดสอบ
นี่คือการสอบสัมภาษณ์
ถามว่าทำไมต้องทดสอบด้วย อันนี้ไม่อาจทราบได้ แต่แน่นอนว่าต้องมีอะไรซุกซ่อนอยู่เื้ั ไม่อย่างนั้นชายชราผู้มีวิชาย่อพสุธากับเด็กสาวประหลาดไยไม่ลงมือเอง กะอีแค่โจรไม่กี่คน ทำไมต้องเสียเวลาปลอมตัวเป็หัวหน้าหมู่บ้าน ขอให้วางยาพิษ ทำเื่เล็กให้เป็เื่ยาก
แต่ไม่ว่าจะมีสิ่งใดซ่อนอยู่ คงไม่อาจปฏิเสธได้ ญี่ปุ่นโบราณช่างน่ากลัวยิ่งนัก ลำพังตอนนี้อยู่ที่ไหนยังไม่รู้ รู้แค่สมัยเฮอันเท่านั้น เงินทองก็ไม่มี ขืนใช้ชีวิตเพียงลำพังคงอยู่ไม่ถึงวันนี้วันพรุ่งเป็แน่
ชายชราและเด็กหญิงต่างยืนรออย่างสงบ เหมือนกับว่าท่าทีของเด็กชายคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
หลังจากคิดใคร่ครวญแล้วเสร็จ เด็กน้อยค่อย ๆ ลุกยืน แววตาเปลี่ยนเป็คนละคน ความเด็ดเดี่ยวฉายชัดอยู่ในหน้า จนชายชราอดมองอย่างชื่นชมไม่ได้
“ท่านผู้าุโกล่าวถูกต้อง ผู้เยาว์เห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อพบเห็นการกระทำผิด หากยังปล่อยก็ทำกับเราเห็นด้วยกับการกระทำนั้น หากทุกคนเป็แบบนี้แล้วสังคมจะเป็อย่างไร การปล่อยผ่านทำตัวธุระไม่ใช่ แล้วิญญาคับแค้นเหล่านี้เล่า ใครจะปลอบประโลมพวกเขา ถ้ายุติธรรมแห่งฟ้าไม่ได้รับการตอบสนอง ศีลธรรม จริยธรรม ธรรมจรรยาจะคงอยู่ได้อย่างไร แล้วจะตอบต่อมโนธรรมประจำใจได้อย่างไร คนอื่นอาจปล่อยผ่าน แต่ข้า หลี่ต้าหมิน ไม่ใช่คนเช่นนั้น...”
หึ หึ สอบสัมภาษณ์ทั้งทีก็ต้องเล่นใหญ่แบบนี้แหละ หากเถ้าแก่ถามว่า คุณพร้อมทำงานบริษัทของผมหรือไม่ ใครมันจะตอบว่าได้เฉย ๆ ต้องแสดงความพร้อมเต็มที่ ตอบอย่างมั่นใจ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟก็ต้องยอม พูดอะไรได้ก็พูดไป ภายหลังเข้าเป็พนักงานแล้วทำได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน
น้ำเสียงแหลมเล็กของเด็กชายราวกับทะลุถึงหมู่เมฆ ขึ้นสู่์เบื้องบน เสียงฟ้าร้องฟ้าแลบดังสอดประสาน
ครืน!
เปรี้ยง!
สายฟ้าพาดผ่านในที่ห่างไกล
ต้าหมินมัวใกับเสียงฟ้าร้อง จนลืมกล่าวประโยคต่อไป [ตัวข้ายังเล็กนักด้อยกำลัง เกรงว่าไม่อาจบรรลุความ้าของผู้าุโได้ – อย่าลืมบีบน้ำตาเล็กน้อย ทำหน้าเจ็บช้ำน้ำใจ หากน้ำตาไม่ไหลให้รีบใช้หลังมือทำท่าซับน้ำตาด้วย]
เสียงอันทรงอำนาจของชายชราราวกับประกาศิต ลิขิตชีวิตนับจากนี้ของเด็กน้อย อย่างที่ไม่อาจย้อนกลับ ทั้งยังกลายเป็การอุดปากต้าหมิน ปิดโอกาสปฏิเสธไปโดยปริยาย
“ดี กล่าวได้ดี นับว่าเราผู้เฒ่ามองคนไม่ผิด” ชายชราหลับตาพริ้มลูบเคราขาว
“เชอะ! นึกว่าขี้ขลาดเสียอีก” เด็กหญิงทำปากขมุบขมิบ
“ดี ดี ค่อยสมกับที่เราผู้เฒ่าให้ความสนใจ เด็กเอ๊ย ขอบอกตามตรง คำพูดของเ้าถูกใจเรายิ่งนัก ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลวจะตบรางวัลให้ถึงขนาด”
“ผม เออ ข้า เออ ผู้เยาว์ยินดีทำตามความประสงค์ของผู้าุโ”
เื่เลยเถิดมาถึงขนาดนี้ เอาไงก็เอาวะ
สองมือกำแน่น แววตาฉายความมุ่งมั่น (ทั้งที่แข้งขาเริ่มสั่น)
ชายชรามองไปทางเด็กหญิง
“อย่าเล่นแง่นักเลย เมื่อต้าหมินตอบตกลง เ้าก็คอยช่วยเขาอีกแรงแล้วกัน”
หลังจากกำชับโนะฮิเมะ ชายชรายื่นของสิ่งหนึ่งให้เขา
“นี่คือยันต์เบญจธาตุ นำมันเข้าไปในศูนย์กลางของค่ายโจร แล้วป้ายโลหิตของเ้าลงบนยันต์นี้”
“เออ ขอรับ”
ชายชรายิ้มน้อย ๆ ยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า นกกระดาษบินออกจากแขนเสื้อ จากนั้นค่อย ๆ ขยายใหญ่กลายเป็อินทรีั์โบยบินสู่ฟ้ากว้าง ชายชราโบกมือ พลันเกิดลมหอบใหญ่พัดร่างของเด็กทั้งสองตกลงบนหลังนกอินทรี
เสียงลมอื้ออึงไม่อาจบดบังเสียงกระซิบของสายลม
‘ยุติธรรมแห่งฟ้า กรรมนั้นย่อมสนอง’
ประโยคนี้ดังก้อง ติดตรึงอยู่ในใจเด็กทั้งสองจนยากลืมเลือน
ค่ายโจร
เล็บเหยี่ยว*หัวหน้ากลุ่มโจรภูผาทมิฬ นั่งอยู่บนบัลลังก์กลางห้องโถง
บัลลังก์แท้จริงก็คือเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่สีดำคล้ำ มันนั่งนิ่งเท้าคางมองเหล่าลูกน้องซึ่งเมาหลับคออ่อนคอพับ นอนกอดก่าย เสียงกรนดังสนั่น
ั้แ่เหตุฆ่าล้างหมู่บ้านเมื่อหกวันก่อน ลูกน้องของมันเหมือนถูกภูตผีสิงสู่ คนกลายเป็ดุร้าย จิตใจโเี้อำมหิต
ครึ่งหนึ่งของลูกน้องที่ส่งไปเก็บส่วย อยู่ดี ๆ เกิดคลุ้มคลั่งไล่ฆ่าชาวบ้านตายเป็เบือ คนที่เหลือทำได้เพียงถอยห่างออกมา ไม่กล้าห้ามปราม ได้แต่ปล่อยให้พวกมันฆ่าฟันจนสมใจ หลังหมดเรี่ยวหมดแรงค่อยจับมัด พากลับมายังค่าย
อาการนี้ชวนให้นึกถึงเื่เล่าขานในหมู่โจร
‘คำสาปิญญาแค้น’
ผู้ใดััโลหิตมายาวนาน หากไม่วางมือหรือลดการฆ่าฟัน จะถูกิญญาผู้ตายตามหลอกหลอน สุดท้ายกลายเป็บ้า คลุ้มคลั่ง ออกไล่ล่าสังหารผู้คน
เื่เล่าหลอกเด็ก ใครเล่าจะคิดว่าเป็เื่จริง โชคยังดีที่ตัวมันเกิดในหมู่บ้านใกล้เมืองนางาโอกะ** เกลียดคำสอนของพวกพระเถระทุศีลเป็ที่สุด จึงเปลี่ยนไปนับถือศาลเ้าและองเมียวโด
ด้วยยันต์คุ้มภัยที่เพิ่งได้มาจากพ่อค้าเร่ ไม่น่าเชื่อเมื่อลูกน้องเข้ามาภายในอาณาเขต อาการดุร้ายกลับสงบลง มีสติรู้ตัว เพียงแต่ความทรงจำ่คลุ้มคลั่งหายไป ไม่มีใครจำความโเี้ของตนได้ น่าเสียดายไม่อาจรักษา ถ้าคนเ่าั้ก้าวเท้าออกนอกค่ายเมื่อไร อาการจะกลับมาเมื่อนั้น จึงได้แต่กักบริเวณอยู่ภายใน
ยันต์คุ้มภัยของเ้าสำนักองเมียว ช่างคุ้มค่าสมราคากับสมบัติมหาศาลที่จ่ายไป
เล็บเหยี่ยวรู้สึกสะท้อนใจ หลังจากข่าวฆ่าล้างหมู่บ้านเผยแพร่ออกไป หมู่บ้านอื่นต่างโยกย้ายถิ่นฐานแทบหมดสิ้น ไม่ทันได้ห้ามปราม
ปัญหาเร่งด่วนกว่าคือ คนพวกนี้พอเวลาผ่านไป จิตใจกลายเป็ด้านชา ติดต่อกันเหมือนโรคระบาด หนึ่งเป็สอง สองเป็สี่ จนแทบหมดค่าย เพศรสไม่อาจปรนเปรอ นางบำเรอเลยเปลี่ยนเป็เป้าซ้อมมือ ทารุณสารพัด กระทั่งมันเองยังเผลอร่วมด้วย
โชคดีพรุ่งนี้เรือพ่อค้าจะเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มันจะเหมายันต์คุ้มภัยให้หมด
เพื่อถ่วงเวลาได้แต่ขนสุราออกมาหมดคลัง กว่าลูกน้องทั้งหมดจะเมาและกว่าจะหลับก็เกือบฟ้าสาง
เล็บเหยี่ยวครุ่นคิดอยู่นาน กังวลร้อนรุ่มดุจเพลิงเผา สุดท้ายฝืนทนฤทธิ์สุราไม่ไหวจึงได้เผลอหลับไป
ใครจะคิด... นี่คือการนอนหลับครั้งสุดท้าย
*เล็บเหยี่ยวคือฉายา เหล่าโจรมักตั้งชื่อให้น่ายำเกรง สำหรับผู้คนระดับล่าง ไม่มีแม้ชื่อสกุล ไร้วงศ์ตระกูล หลายคนยินดีที่จะทิ้งนามของตนเปลี่ยนใช้ฉายาแทนชื่อ มีบ้างบางคนที่ใช้ฉายาเพื่อปกปิดชื่อจริง ไม่ให้เดือดร้อนถึงหมู่ญาติ
สำหรับคนชั้นสูงสมัยเฮอัน ตระกูลคือความภาคภูมิใจ เป็เกียรติและศักดิ์ศรี ด้วยเหตุนี้เวลาขานนามจะเอ่ยด้วยชื่อสกุลก่อน โดยเฉพาะคนในยุคนี้ใช้ ‘โนะ’ เพื่อตอกย้ำความเป็ตระกูล เช่น Minamoto no Yoshitomo หากแปลเป็ไทยคือ โยชิโตะโมะแห่งตระกูลมินาโมะโตะ (เพื่อให้สอดคล้องกับภาษาพูด ผู้เขียนขอใช้ มินาโมะโตะ โนะ โยชิโตะโมะ แทน)
มินาโมะโตะ โนะ โยชิโตะโมะ นามนี้คือผู้นำตระกูลมินาโมะโตะผู้ร่วมมือกับตระกูลไทระปราบกบฎโฮเง็ง
**เมืองนางาโอกะ อยู่ทางตอนเหนือของเมืองนารา เคยถูกกำหนดให้เป็เมืองหลวงใหม่ ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็เฮอันเกียว (เกียวโต) ทว่าขณะยังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ครอบครัวของจักรพรรดิคันมุซึ่งย้ายเข้าไปในพระราชวังหลังใหม่ กลับถูกคำสาปจนถึงแก่ชีวิต พระองค์จึงได้บัญชาให้เปลี่ยนเมืองหลวงอีกครั้ง จนได้พื้นที่ใหม่เป็เมืองเกียวโตในปัจจุบัน