ตอนที่3 เศษสวะ
ในชั่วชีวิตนี้เขา ไม่แม้กระทั่งเคยเห็นหน้าพ่อหน้าแม่ั้แ่ครั้นยังเป็เด็ก มีเพียงเด็กสาวตัวน้อยนางนี้ที่คอยอยู่เป็เพื่อนเล่น ดูแลจัดการเื่อาหารและชีวิตประจำวันของเขา ดังนั้นเย่เจวี๋ยจึงชอบอาหารฝีมือของนางอย่างยิ่ง
มองดูเด็กสาวตัวน้อยวิ่งออกไป เย่เจวี๋ยนำผ้าแพรสีขาวขึ้นมาปิดตาดังเดิม ดูไม่แตกต่างอะไรจากก่อนหน้าเลย
อย่างไรก็ตามเสีย เย่เจวี๋ยกลับไม่คิดว่าการที่เขานั่งรออาหารเช้าอย่างเงียบสงบนี้ กลับสร้างปัญหาให้เฉี่ยวเอ๋อ
คล้อยหลังไม่นานเฉี่ยวเอ๋อวิ่งร้องไห้ ตรงเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเย่เจวี๋ย
“นายน้อยช่วยด้วย! พวกเขาจะบังคับให้ข้าแต่งงานกับนายน้อยตระกูลหยาง!”
“ตระกูลหยางอีกแล้วงั้นรึ?”
เย่เจวี๋ยขมวดคิ้วแน่นในทันใด ต่อให้คนอื่นตาบอดก็ยังััได้ถึงไอเย็นะเืที่แพร่สะพัดออกมาจากร่างเขา
“เ้ายังต้องกลัวสิ่งใด ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว ขอดูเสียหน่อยว่ามันผู้ใดกล้าขืนใจเ้า!”
สีหน้าของเย่เจวี๋ยมืดหม่นขึ้นถนัดตา ร่องรอยสุดชั่วร้ายแสยะขึ้นบนมุมปากของเขาบางเฉียบ
พอเห็นว่าเย่เจวี๋ยกลายมามีปฏิกิริยาเช่นนี้ กระทั่งเฉี่ยวเอ๋อเองยังตกตะลึง เนื่องด้วยเหตุผลบางอย่าง นางััได้ว่า นายน้อยคนนี้ดูเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็หลังมือ ไม่เหมือนกับนายน้อยในอดีตที่ไร้ซึ่งความมั่นใจ
“มาเถอะ มันเป็ใครกันที่พูดกับเ้าเช่นนี้?”
เมื่อเห็นเฉี่ยวเอ๋อชะงักค้างคล้ายดูงุนงง เย่เจวี๋ยพลันกล่าวเร่งเร้าทันที
“ให้พวกข้าบอกแทนดีหรือไม่?”
ในเวลานั้นเอง ชายหนุ่มทั้งสองในวัยยี่สิบปีก็ตรงมาหาถึงหน้าประตูเรือน พอได้ยินสุ้มเสียงก็รู้ทันทีว่าเป็ เย่เทียนเฉินกับเย่เทียนซิง
หากไม่ใช่เพราะเย่เทียนซิงเอาแต่ยืนดูภาพฉากเหตุการณ์ในวันนั้น หยางติงเทียนก็ไม่มีทางฉวยโอกาสขโมยดวงตาเขาไปแน่นอน เกรงว่าวันนี้จักต้องสั่งสอนบทเรียนให้หลาบจำสักครา
พวกเขาทั้งคู่ต่างทราบดี ตอนนี้เย่เจวี๋ยสูญเสียดวงตาไปแล้ว และเป็แค่ไอ้บอดที่ไม่สามารถแม้แต่ช่วยตัวเองได้ด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นใบหน้าอันแสนน่ารังเกียจของทั้งสอง ดวงตาคู่นั้นของเย่เจวี๋ยที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าแพรขาวก็ค่อยๆ เย็นะเืลงทันควัน
“หากกล่าวถึงเื่นี้ นี่เป็สิ่งดีที่พวกข้าลูกพี่ลูกน้องของเ้ามอบให้แล้ว เ้าทั้งคิดชั่วลอบสังหารนายน้อยหยางแถมยังทำให้เขาตาบอด ถึงจะชดใช้ด้วยดวงตาของเ้าแล้วก็ตาม แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อมรอยแยกความสัมพันธ์ของสองตระกูล ดังนั้นผู้าุโทั้งหลายจึงเห็นพ้องให้ นายน้อยตระกูลหยางแต่งงานกับสาวใช้นางนี้ เพื่อแทนคำขอโทษ”
สองพี่น้องเอ่ยกล่าวอธิบาย พลางเหล่ไปมองเฉี่ยวเอ๋อด้วยแววตาแปลกๆ
ทว่าทันใดนั้น เย่เจวี๋ยกลับะเิหัวเราะเยาะโดยไม่มีใครคาดคิด ซึ่งนี่ทำให้สองพี่น้องสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
“ไอ้ขยะนี่มันเป็บ้าไปแล้วกระมัง?”
“ในความเห็นข้า มันที่สูญเสียดวงตาไปแล้ว ยามนี้คงคิดปรงกับชีวิต ถือได้ว่าเป็ทั้งโชคดีและโชคร้าย ฮ่าฮ่า...”
อย่างไรก็ตาม ภายใต้คำเย้ยเยาะของสองพี่น้อง เย่เจวี๋ยพลันแสยะยิ้มฉีกกว้างในทันใด กรนเสียงเย็นกล่าวขึ้นว่า
“เกรงว่าปากของพวกเ้าคงมีแต่อึสุนัขจนล้นออกมา ถึงได้พูดจาขยะเช่นนี้ไม่จบไม่สิ้น ก็ว่าอยู่...ข้าได้กลิ่นเหม็นอะไร”
หากกล่าวถึงเื่เข่นฆ่า เย่เจวี๋ยผู้นี้หลอมสร้างเส้นทางขึ้นสู่จุดสูงสุดจากทะเลเื สังเวชชีวิตผู้คนมาแล้วนับไม่ถ้วน
แน่นอน รอยยิ้มเย้ยเยาะบนใบหน้าทั้งคู่แข็งค้างฉับพลัน ปั้นหน้าทมิฬมืดราวกับกำลังอมอึสุนัขอยู่จริงๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียดยิ่ง
“เ้า...”
เย่เทียนเฉินเดือดดาลขึ้นในทันทีที่ได้ยินคำกล่าวเช่นนั้น ทำไมเศษสวะที่ดวงตามืดบอด ถึงนับวันยิ่งหยิ่งผยองปากดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กำลังจะยกฝ่ามือตบอัดสั่งสอน แต่กลับถูกพี่ชายอย่างเย่เทียนซิงหยุดมือเอาไว้
“ช่างมันเถิด พวกเราเองก็เป็ลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะตอนนี้น้องเย่เจวี๋ยเพิ่งจะตาบอดได้ไม่นาน คงยังมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ้าง อย่าไปสนใจเขาเลย ไปทำธุระที่สำคัญยิ่งดีกว่า...”
เย่เทียนซิงคนนี้ดูสงบกว่าเย่เทียนเฉินเล็กน้อย แต่ทันทีที่พูดจบ สองพี่น้องก็หันไปมองเฉี่ยวเอ๋อด้วยสายตาหื่นกระหายราวกับสัตว์ป่า
“ถูกต้อง พวกเราไม่มีเวลามาเสียกับเศษสวะเฉกเช่นมัน เพิ่งตาบอดได้ไม่นาน เวลาเดินไปไหนก็ระวังด้วย บังเอิญว่าเคยไปได้ยินเื่นึงเข้า ที่ว่ามีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งป่วยด้วยโรคสายตา สุดท้ายผลัดเดินตกบ่อบัวตายคาที่ ยิ่งเป็สวะอย่างเ้าด้วยแล้ว หัดนอนรอวันตายอยู่เฉยๆ จะดีกว่า ฮ่าฮ่า...”
เย่เทียนเฉินฉวยโอกาสนี้กล่าวดูถูกดูแคลนเย่เจวี๋ย พร้อมด้วยคำพูดจิกจักอย่างรุนแรง บนใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
“โอ้บังเอิญจัง? ตอนที่ข้าตายังไม่บอด เคยไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเช่นกัน กล่าวว่า มีชายโง่เง่าผู้หนึ่งนามว่า เย่เฉินซิง เขาคนนี้ตาบอดและชอบกินอึสุนัขเป็อาหาร ส่งผลให้ปากของเขาส่งกลิ่นแรงยิ่งนัก จนท้ายที่สุดก็มีคนทนกลิ่นปากของเขาไม่ไหว จึงถูกฆ่าทิ้งเสีย! หุหุ...”
คำกล่าวเล่าของเย่เจวี๋ยกำลังกล่าวสบประมาทสองพี่น้องคู่นี้อย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าเื่นี้จะเป็ความจริงหรือไม่ แต่ชายในเื่ที่มีชื่อว่า เย่เฉินซิง มันมีที่มาจากเย่เทียนเฉิน และเย่เทียนซิงแน่นอน
สองพี่น้องคู่นั้นที่กำลังเดินจากไปถึงกับชะงักค้างเมื่อได้ยิน สีหน้าของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็สีเขียวสลับดำ
อย่างไรเสีย ยังไม่ทันที่สองพี่น้องจะทันเอ่ยปากตอบโต้ไป เย่เจวี๋ยก็กล่าวขึ้นต่อว่า
“ไม่รู้สึกละอายใจกันบ้างรึ? ความแข็งแกร่งที่พวกเ้ามีกลับอ่อนด้อยไร้ค่า แต่ยังกล้าชิงตัวคนของข้าไปอีก?”
ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านี้เปล่งดังออกมา ใบหน้าของทั้งสองก็แปรเปลี่ยนไปทันที และหันกลับมาราวกับว่าเตรียมจะร่วมกันลงมือ
“เย่เจวี๋ย ั้แ่เ้าตาบอดก็ปากเก่งขึ้นเยอะเลยหนิ”
สองพี่น้องเค้นเสียงเย็นกรนขู่เข็ญทันที
“หื้ม? อะไรกัน? ถึงจะปากเก่งขึ้นเยอะ แต่ก็คงสู้พวกปากสุนัขแถวนี้ไม่ได้อยู่ดี รู้หรือไม่ว่า พวกเ้าคิดผิดั้แ่ย่างเหยียบเข้ามาในเรือนหลังนี้แล้ว”
ขณะเอ่ยกล่าว เย่เจวี๋ยแสร้งทำเป็ยกมือป้องปากพลางหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน นี่ยิ่งทำให้สองพี่น้องเดือดดาลหนักเข้าไปใหญ่
เดิมทีพวกเขาจะแกล้งทำเป็เดินออกไป เพื่อหาโอกาสฉุดเฉี่ยวเอ๋อไปทำไม่ดีไม่ร้าย และค่อยสั่งสอนเย่เจวี๋ยทีหลัง แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ไม่เพียงจะโดนจับได้ แถมยังโดนไอ้สวะตาบอดเย้ยเยาะอีกต่างหาก
ช่างน่าละอายจริงๆ พวกเขาไม่สนใจคำกล่าวใดๆ ของเย่เจวี๋ยอีกแล้ว สองพี่น้องพุ่งไปฉุดกระชากเสื้อผ้าของเฉี่ยวเอ๋อจนหลุดลุ่ย หวังปล้ำนางต่อหน้าเย่เจวี๋ยให้ทรมานใจเล่น
“เย่เจวี๋ย! ถึงแกจะตาบอดไปแล้ว แต่แกก็ยังได้ยินเสียงอยู่! ฟังดีๆละ เสียงครางสวาทของนังนี่!”
“นังโสเภณีนี่ค่อนข้างงดงามเลยทีเดียว ก็ว่าอยู่ว่าทำไมหยางอู่ซินถึง้านางขนาดนั้น! ไหน? ให้พวกข้าลิ้มลองเสียหน่อยว่าเด็ดเพียงใด!”
เย่เทียนเฉินแสยะยิ้มชั่ว หันควับไปมองเฉี่ยวเอ๋อด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
“ยิ่งมีเ้าอยู่ตรงนี้ ข้าว่านางยิ่งรู้สึกเร้าใจ ฮ่าฮ่า...น้องเฉิน เรามาเล่นนางให้สมใจก่อนส่งมอบให้กับตระกูลหยางก่อนดีกว่า! ถ้าเื่นี้ความแตก ก็แค่ผลักความรับผิดทั้งหมดไปให้ไอ้บอดนี่!”
เย่เทียนซิงกล่าว
“ฮ่าฮ่าฮ่า... เป็ความคิดที่ดีพี่ใหญ่ ไหนลองมาเป็ที่อุ่นเตียงให้พวกข้าหน่อยว่านุ่มซะเพียงใด”
“ไอ้สวะ แกคอยฟังเสียงนางร้องไห้ดีนะ จะได้รู้ว่านังนี่มีความสุขขนาดไหนเวลาอยู่กับพวกเรา! นี่แหละคือโทษที่ทำให้พวกเราสองพี่น้องขุ่นเคือง!”
“เทียนเฉิน ไปกระทืบเ้านี่สักรอบก่อนดีว่า ถึงมันจะมองไม่เห็น แต่อาจเข้ามาขัดความสนุกของเราได้”
ทันทีที่สุ้มเสียงของสองพี่น้องจางหายไป ทั้งคู่ก็เดินตรงไปหาเย่เจวี๋ยพร้อมจิตสังหารสุดดุร้าย
กระนั้นเอง ไม่ทราบเลยว่า เฉียวเอ๋อไปเอาความหาญกล้ามาจากไหน เธอรีบพุ่งตัวมาขวางตรงหน้าเย่เจวี๋ยและจ้องเขม็งไปที่ทั้งสองสีหน้าดูเอาจริงเอาจังอย่างยิ่ง
“นายน้อย รีบหนีไปก่อน เฉี่ยวเอ๋อคงจะต้านพวกมันไว้ได้ไม่นานนัก”
“ฮิฮิ....นังโสเภณีนี่รอไม่ไหวแล้วกระมัง? ถึงรีบออกมาเสนอร่างกายให้แบบนี้ แต่อย่ากังวลไปเลย เ้าจะได้ขึ้น์สมใจแน่นอน!”
“หากต้องตกอยู่ในมือพวกเ้าข้าขอชิงตายก่อนเสียดีกว่า! และข้าไม่ปล่อยให้พวกเ้าทำอะไรนายน้อยแน่นอน!”
เฉี่ยวเอ๋อกล่าวน้ำเสียงเด็ดขาด แววตาส่องสะท้อนความแน่วแน่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่นางกำลังจะวิ่งเข้าเผชิญหน้ากับทั้งสอง นางกลับถูกหยุดไว้ในทันใด
“นี่เป็ธุระของสุภาพบุรุษ เ้าหลบอยู่หลังข้าก่อน”
เมื่อเห็นภาพฉากเช่นนั้น เย่เทียนเฉินก็ะเิหัวเราะเยาะลั่น เหลือบมองเย่เจวี๋ยดูสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ทำไมรึ? เย่เจวี๋ย เ้าคิดจะสู้กับข้างั้นรึ? แม้ร่างกายของเ้าจะแกร่งเพียงใด แต่ก็อาจรอดชีวิตภายใต้ฝ่ามือของข้าได้ เฮ้ออ...ไฉนข้าต้องมาลงมือกับคนพิการเช่นแกด้วย หากใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าข้ารังแกคนพิการเป็แน่”
“ไฉนไม่เอาแบบนี้ล่ะ ข้าจะให้เ้าลงมือก่อนกี่กระบวนท่าก็ได้ ยืนให้เ้าจัดการได้ตามสบายจนกว่าจะพอใจ เป็ยังไง? ถือว่าข้าเมตตาต่อคนพิการมากแล้ว”
ทันทีที่พูดจบเย่เทียนเฉินก็นำสองมือไขว้หลัง ตรงไปยืนต่อหน้าเย่เจวี๋ยพร้อมใบหน้ายียวน เย่เทียนซิงที่เห็นแบบนั้นก็หัวเราะชอบอกชอบใจ ความคิดของเ้าน้องคนนี้เข้าท่าดี พวกเขาสองพี่น้องได้รับการขนานนามว่า เป็ถึงหนึ่งในห้าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลเย่ แค่ไอ้บอดคนนึงจะมีพิษภัยทำอันตรายร่างกายพวกเขาได้?
“เ้าแน่ใจแล้วรึ?”
เสี้ยวขณะอึดใจ มุมปากของเย่เจวี๋ยพลันเชิดขึ้น เสมือนรอยยิ้มแต่ไม่ใช่รอยยิ้ม ดูน่าสยดสยองหลายส่วน นี่มิอาจอธิบายได้เลย
“ฮ่าฮ่าฮ่า...แน่นอน!”
พวกเขาทั้งคู่ล้วนคิดกันไปว่า เย่เจวี๋ยกำลังหวาดกลัวและไม่รวนเรใจอย่างยิ่งยวด เฮ้ออ...ไม่เคยรู้สึกมีความสุขขนาดนี้มาก่อนเลย ก็แค่ไอ้บอดที่กลัวเดินชนกำแพงคนหนึ่ง คิดจะลงมือโจมตีพวกเขา? ช่างน่าขันสิ้นดี!
“มาเถอะ มาจัดการข้าเร็ว ข้าอยากเจ็บตัวแล้ว!”
เย่เทียนเฉินจงใจกล่าวยั่วอารมณ์ ยืนตระหง่านสองแขนไขว้หลังอยู่ข้างเสา รอดูว่าเย่เจวี๋ยจะต่อยถูกเขาหรือเสาไม้ข้างๆ กันแน่?
“อืมม...อยู่ไหนนะ? เ้ายืนอยู่ตรงไหนกัน?”
เย่เจวี๋ยเอ่ยปากกล่าวขึ้นพลางแสร้งทำเป็ยื่นมือคลำหาจับตัวอีกฝ่าย เดินสุ่มจนเกือบชนเสา เย่เทียนซิงเฝ้ามองภาพฉากตรงหน้ากลั้นขำแทบตาย แต่ชั่วอึดใจขณะ พลันได้ยินเสียงเย่เทียนเฉินกรีดร้องลั่นจนเสียงหลง และจู่ๆ ร่างของน้องชายเขาก็ทรุดลงกับพื้นโดยตรง สีหน้าบิดเบี้ยวอย่างเ็ป กระอักพ่นเืสดเจือผสมน้ำลายเป็ฟองฟอด
ทีแรกเย่เทียนซิงคิดว่าจะได้เห็นภาพฉากที่เย่เจวี๋ยชกเสาสุดแรงจนแขนหักสักฉาก แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เย่เจวี๋ยกลับใช้นิ้วดัชนีพุ่งเสียบทะลวงจุดตันเทียนของน้องชายเขาโดยตรงชนิดไม่มีปราณีออมแรงใดๆ
หลังจากเสียบอีกฝ่ายจนสลบคาที่ เย่เจวี๋ยก็ยังแสร้งยกมือคลำหาต่อไป เขากล่าวขึ้นว่า
“เอ...เ้าอยู่ไหน? เมื่อครู่คล้ายว่าข้าจะจิ้มโดนอึสุนัขแหะ...”
เมื่อสักครู่นี้ เย่เจวี๋ยควบแน่นลมปราณทั้งหมดไปที่สองนิ้วและเสียบทะลวงจุดตันเถียนของเย่เทียนเฉินโดยตรง ด้วยพละกำลังเทียบเท่ากระทิงคลั่งเก้าตัว เย่เทียนเฉินทรุดลงกับพื้น นอนขดตัวร่างกายชักไม่หยุดราวกับหมูตาย กระอักเืสดสีแดงต่อเนื่องก่อนจะหมดสติไป
แต่ดูเหมือนว่าเย่เจวี๋ยยังแสร้งทำเป็ไม่รู้ แกล้งถามเฉี่ยวเอ๋อขึ้นว่า
“เอ๊ะ? เฉี่ยวเอ๋อ ตะกี้ข้าแตะโดนสิ่งใดกัน รู้สึกเหมือนศพหมูเน่าที่กำลังนอนตายก็มิปาน”
เย่เทียนซิงเฝ้ามองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านข้าง ยามนี้ดวงตาแทบถล่นออกมา ทั้งเกรี้ยวโกรธทั้งตกตะลึงเจือผสม เห็นน้องชายตัวเองโดนไอ้บอดต้มซะเปื่อย เขาคำรามสุดเสียงด้วยความอาฆาตยิ่ง
“ไอ้สวะ! ข้าจะฆ่าแก!”
แต่เขาคนนี้นับว่าค่อนข้างมีไหวพริบ หลังแผดเสียงคำรามกู่ร้องออกไป ก็พยายามย่องเบาคิดจะลอบโจมตีทีเผลอ เห็นได้ชัดว่า แม้สวะนี่จะตาบอด แต่มันมีความแกล่งกล้าไม่น้อย
ทว่าอย่างไร ทันทีที่ได้จังหวะชกกำปั้นเล็งศีรษะของเย่เจวี๋ย หวังจะปลิดชีพในหนึ่งกระบวนท่า กำปั้นนั้นกลับถูกรับไว้ได้อย่างง่ายดาย เย่เจวี๋ยค่อยๆ หันกลับมา พลางแสร้งทำเป็สับสน
“แปลกจัง ข้าจับอะไรได้น๊า...”
เป็ที่ชัดแจ้งเต็มสองตา ขุมพลังความแข็งแกร่งของเย่เจวี๋ยน่ากลัวเพียงใด เย่เทียนซิงถึงกับเหงื่อตก เผยสีหน้าหวาดกลัวราวกับเห็นผีออกมาทันใด ใจเต้นแรงอย่างเกินจะควบคุมจนภายนอกได้ยินเสียง
คิดจะร้นถอยยามนี้เย่เทียนซิงกลับคิดสายเกินไป เพียงชั่วอึดใจ เสียงกระดูกบริเวณกำปั้นแตกร้าวดังกรอบ ความเ็ปแสนรวดร้าวแล่นผ่านท่อนแข่นกระจายไปทั่วร่างของเย่เทียนซิง นี่คาดการณ์ได้ว่า กระดูกแขนหักเป็ที่เรียบร้อย
แต่เย่เจวี๋ยยังปั้นหน้าใส่ซื่อดูสับสน เอ่ยถามเฉี่ยวเอ๋อว่า
“เฉี่ยวเอ๋อ ข้าว่าในอนาคต เวลาไปไหนมาไหนต้องพึ่งพาเ้านำทางแล้ว ดูสิ ข้าดันไปจับอะไรได้ก็ไม่รู้ แถมข้าก็เป็คนใง่ายซะด้วย เผลอออกแรงบีบจนหักเสียได้ แย่จริงๆ แย่จริงๆ ...”
เฉี่ยวเอ๋อรู้สึกได้ทันที นี่ไม่ใช่นายน้อยที่นางเคยรู้จัก ราวกับเขากำลังปล่อยให้สองพี่น้องวิ่งเล่นอยู่ในกำมือก็มิปาน เธอรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“เข้าใจแล้วนายน้อย”
เย่เทียนซิงเห็นว่า เย่เจวี๋ยยังคงมีสีหน้าดูสงบเสงียม แถมยังหันไปคุยเล่นกับสาวใช้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า ตนเองติดกับเย่เจวี๋ยเข้าแล้ว เขาโดนไอ้ตาบอดนี่หลอกจริงๆ!
พอคิดได้แบบนั้น เย่เทียนซิงพลันกระอักเืสดล้นทะลักออกมาอย่างอดไม่ได้ นี่มันอัปยศเกินไปแล้ว! ชั่วพริบตาต่อมา เขาใช้แขนอีกครั้งชักกริชที่เอว หวังเสียบขั้วหัวใจเย่เจวี๋ยโดยตรง
แต่เย่เจวี๋ยกลับไม่แม้แต่แลเหลียวมาสนใจ เขายกมือป้องปากหาวเล็กน้อย ยกเข่าขึ้นมากระทุ้งอัดจุดตันเทียนของเย่เทียนซิงอย่างจัง
“อ่า...ข้าง่วงแล้ว กลับไปนอนต่อดีกว่า เฉี่ยวเอ๋อ ฝากเ้าไปทำอาหารให้ด้วย”
ตุบ!
เย่เทียนซิงล้มลงกับพื้นแทบเท้าเย่เจวี๋ย อาเจียนออกมาเป็เืออกมาไม่หยุดหย่อน ใบหน้าบิดเบี้ยวจนเสียรูป ชี้นิ้วใส่เย่เจวี๋ย คล้ายจะพยายามอ้าปากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่มีเสียงอะไรดังออกมา
แต่มันไม่จบเพียงแค่นั้น เย่เจวี๋ยยังคงแสร้งเดินคลำทางไปหาเย่เทียนซิงที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น และยกฝ่าเท้าขึ้นมา กระทืบอัดบริเวณหน้าท้องน้อยอย่างแรงอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ บดขยี้จุดตันเถียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนอีกฝ่ายทนความเ็ปไม่ไหวและสลบไปในท้ายที่สุด
สภาพของทั้งคู่ในตอนนี้ราวกับสุนัขจรนอนตายอยู่หน้าประตูเรือนตำหนัก
กล่าวได้ว่า ทั้งสองดวงซวยอย่างแท้จริง ที่หาเื่ใครไม่หา กลับมารังแกเย่เจวี๋ยผู้ตาบอด แถมจุดตันเถียนของสองพี่น้องคู่นี้ยังถูกทำลายไม่เหลือ นับแต่นี้ต่อไปพวกเขาจะไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้อีก และนี่หาใช่เื่ดีของพวกเขาไม่
“หุหุ...ยังไม่ทันได้สู้เลย ตายซะแล้ว”
“ข้าบอกว่าไปเตรียมอาหารให้ข้าที นี่หิวจนไส้จะขาดแล้ว”
เย่เจวี๋ยลูบท้องเล็กน้อยและหันไปกล่าวกับเฉี่ยวเอ๋อ