จ้าวเจ๋อหยวนมองนางอย่างลึกซึ้ง เขาอดที่จะมองหน้าอกที่ใหญ่โตของนางไม่ได้
ชิงหลิงรีบยกหน้าขึ้นปิดอย่างรู้ทัน นางในตอนนี้มีรูปร่างเท่ากับร่างเดิมเมื่อภพที่แล้ว แต่หน้าอกที่ใหญ่โต ในตอนแรกนางคิดว่าหากออกกำลังอยู่เสมอขนาดคงจะลดตามไปด้วย เหมือนที่สาวรักสุขภาพต้องทำหน้าอกเพื่อให้คงรูปทรงเดิม
แต่นางกลับคิดผิด เพราะหน้าอกของนางไม่ได้ลดลงอย่างที่นางคิดไว้เลย จะบอกว่าเป็นเรื่องดีสำหรับนางก็คงจะใช่ แต่คงเป็นเรื่องดีของจ้าวเจ๋อหยวนเสียมากกว่า
จ้าวเจ๋อหยวนนำแบบที่ได้จากชิงหลิงไปที่ร้านกระเบื้องเคลือบในเมืองเพื่อถามว่าเขาสามารถทำตามแบบที่เขานำมาได้หรือไม่
“หากท่านยอมให้ข้านำออกขายด้วย ข้าจะแบ่งกำไรให้ท่านสามส่วน” เถ้าแก่ร้านกระเบื้องเคลือบเมื่อรู้ว่ามันคือสิ่งใดเขาก็ยื่นข้อเสนอให้จ้าวเจ๋อหยวนทันที
“ได้ขอรับ” จ้าวเจ๋อหยวนย่อมยินดีอยู่แล้ว ที่เขาสามารถเจรจาการค้าเพิ่มให้กับชิงหลิงนางได้
เรือนหลังใหม่ของชิงหลิง เป็นเรือนสี่ประสาน เรือนหลักมีสามห้องนอน เรือนด้านข้างสองเรือนมีเรือนละสองห้องนอนเท่านั้น
จ้าวเจ๋อหยวนให้สร้างเรือนสี่ประสาน เพราะต่อไปเขาคิดจะมีบุตรเพิ่มอีกสักคน แต่เรื่องนี้ชิงหลิงนางไม่ได้รับรู้ด้วย เพราะตอนนี้นางกำลังสนุกกับการทำการค้าของนาง ยิ่งนางได้เงินการค้าจากโถส้วมเพิ่ม นางยิ่งมีความคิดอยากจะทำการค้าใหม่ๆ เข้ามาอีก
“ท่านว่าข้าเปิดร้านเองดีหรือไม่”
“ไม่ดี”
จ้าวเจ๋อหยวนรีบเอ่ยแย้งนาง ทุกวันนี้นางยังไม่เหนื่อยจากงานที่ทำอีกหรือ
ชิงหลิงนางล้มเลิกความคิดที่จะเปิดร้าน แล้วหันมาปรับสูตรยาสระผมกับสบู่ของนาง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าอีกทาง
ฟู่จิ้งหลังจากที่ทำการค้ากับต่างแคว้นแล้วยังเปิดร้านอีกหลายหัวเมือง เขาก็ขอเพิ่มจำนวนสินค้ากับชิงหลิง
กลายเป็นว่าตอนนี้ชิงหลิงนางต้องส่งสบู่ให้ฟู่จิ้งหนึ่งหมื่นก้อน ยาสระผมอีกห้าพันขวด สตรีในหมู่บ้านเริ่มเข้ามาช่วยงานชิงหลิงเพิ่มขึ้น
ดอกไม้ที่เคยหาได้ในหมู่บ้านจำนวนมากก็น้อยลง จนต้องให้ชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นเข้ามาขายให้ชิงหลิงแทน
นางเยว่กับอู่หลางต้องมาอยู่ช่วยที่เรือนของบุตรสาวทุกวัน เพราะจ้าวเจ๋อหยวนไม่วางใจจะให้นางอยู่ในเรือนโดยมีคนงานอยู่ด้วย
ต่อมาไม่ถึงเดือนจ้าวเจ๋อหยวนกับโจวเทียนก็ต้องเข้าร่วมสอบซิ่วไฉ ชิงหลิงนางจึงได้เตรียมผงรากบัวพร้อมธัญพืชหลากหลายอย่างให้ทั้งคู่ ตามที่นางเคยรับปากไว้
จ้าวเจ๋อหยวนเดินทางไปสอบซิ่วไฉพร้อมกับโจวเทียนที่เมืองกว่างซี ห่างจากเมืองกว่างซีที่พวกชิงหลิงอยู่สองร้อยลี้ (1ลี้=500เมตร) ทั้งคู่ต้องไปนอนที่เมืองกว่างซีล่วงหน้าก่อนวันสอบสามวัน
ชิงหลิงเตรียมข้าวของไปให้ทั้งคู่อย่างมากมาย ก่อนจะยืนส่งทั้งคู่ที่หน้าเรือนเพื่อเดินทางไปสอบ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมานางอยู่ที่หมู่บ้านก็ยังทำสบู่กับยาสระผมอยู่ทุกวัน เรือนหลังใหม่ก็เสร็จเรียบร้อย มีอู๋หลางกับจงเยว่ที่ช่วยบุตรสาวย้ายข้าวของเข้าเรือน
“หลิงเออร์ เจ้ารู้เรื่องซินเออร์แล้วหรือยัง” จงเยว่เอ่ยถามบุตรสาวขึ้นอย่างกังวลใจ
“มีเรื่องอันใดเจ้าคะ”
ชิงหลิงนางไม่ค่อยได้ออกจากเรือนไปด้านนอกมากนัก สตรีในหมู่บ้านที่เข้ามาช่วยงานที่เรือน ก็ไม่เคยพูดเรื่องอื่นให้นางฟัง นางจึงไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับซูซิน
นางรู้เพียงแค่ว่าซูซินแต่งงานไปกับคุณชายหานหลายเดือนแล้ว แต่เรื่องอื่นนางไม่รู้เรื่องด้วย
“ซินเออร์ นางถูกคุณชายหานหย่าขาดแล้ว จึงกลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน”
“หา เกิดอันใดขึ้นเจ้าคะ” ชิงหลิงนางไม่อยากเชื่อหูตนเอง
ที่นางรู้มาคือ คุณชายหานปักใจรักในตัวของซูซินนางอยากมาก เรื่องในหมู่บ้านที่เกิดขึ้น ที่ซูซินนางยุให้นางเหยียนมาโวยวายที่หน้าเรือนของนาง คุณชายหานก็รู้เรื่อง แต่เพราะรักนางจึงยอมมองข้ามเรื่องนี้ไป
“เช่นนั้นแล้วทำไม ถึงหย่าขาดได้เล่าท่านแม่” ชิงหลิงนางไม่เข้าใจ หากรักจนยอมถึงเพียงนี้ มีเรื่องอันใดถึงได้ทำให้นางโดนหย่าได้
“หลิงเออร์ เรื่องที่แม่รู้มา อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้” ชิงหลิงขมวดคิ้วมองมารดาอย่างไม่เข้าใจ
เหตุใดมารดาของนางถึงได้ดูกังวลมากเพียงนี้
จงเยว่ เล่าเรื่องที่นางรู้มาจากชาวบ้านในหมู่บ้านให้ชิงหลิงฟัง คุณชายหานเห็นซูซินนางลอบพบกับจ้าวเจ๋อหยวนในเมือง จงเยว่เห็นบุตรสาวไม่ได้มีท่าทีตกใจกับเรื่องที่นางเล่าให้ฟังจึงคิดว่ารู้แล้วจึงได้วางใจ แล้วไปจัดการเรื่องข้าวของต่อ
ชิงหลิงยืนนิ่งอยู่กับที่ นางยอมรับว่าตกใจกับเรื่องที่มารดาเล่า มีอยู่วันที่จ้าวเจ๋อหยวนกับมาจากสำนักศึกษาช้ากว่าปกติ
นางเห็นสายตาของเขาที่แปลกไป นางยังเอ่ยเย้าว่าเขาไปแอบทำผิดสิ่งใดมาอยู่เลย แต่เพราะเขาไม่ได้เอ่ยพูดเรื่องใดกับนาง นางจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
ไม่ต้องรอให้นางสงสัยเรื่องของซูซินต่ออีกนาน วันนั้นเมื่อคนงานออกไปจากเรือนของชิงหลิงหมดแล้ว ซูซินนางก็มาหาชิงหลิงที่เรือน
“เจ้ามาด้วยเรื่องอันใด” ชิงหลิงที่ออกไปเปิดประตูเรือนก็เอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
“เช่นนั้นก็พูดมา”
“ข้าว่าเจ้าคงไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ใช่หรือไม่” ชิงหลิงมองใบหน้าของซูซินที่กำลังยิ้มเยาะนางอยู่ก็ยอมให้นางเข้ามาในเรือน
ยังดีที่จ้าวเยี่ยนถูกมารดาของนางพาไปอยู่ที่เรือนตระกูลโจวก่อนแล้ว ในตอนนี้จึงมีเพียงนางสองคนอยู่ในเรือนเท่านั้น
“มีอันใดก็ว่ามาเถิด” ชิงหลิงเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
“พี่หยวนคงบอกเจ้าเรื่องของข้าแล้ว”
“ไม่ เขาคงคิดว่าเรื่องของเจ้าไม่สำคัญที่จะบอกกับข้า”
แม้ชิงหลิงนางจะใจเต้นแรงกับเรื่องที่จะได้รับรู้ แต่นางก็ยังข่มใจเอ่ยตอบออกไปอย่างไม่เดือดร้อนอันใด
“หึ หากข้าไม่สำคัญ เขาคงไม่ซื้อเรือนให้ข้าอยู่ในเมืองหรอกกระมัง”
“อ้อ แล้วอย่างไรเล่า” นางเลิกคิ้วถามอย่างยียวน แต่มือของนางก็กำแน่นจนเส้นเลือดปูด
“ที่ข้ากลับมาที่หมู่บ้าน เพราะพี่หยวนบอกจะรับข้าเข้าเรือน ต่อไปข้าคงต้องขอฝากตัวกับเจ้าด้วยแล้ว”
“หึหึ เจ้ากำลังฝันอยู่หรือไม่ เรือนนี้ข้าเป็นผู้ซื้อ เกี่ยวอันใดกับเจ๋อหยวนด้วย” นางมองซูซินอย่างนึกรังเกียจ