ตอนที่ 2 ไม่ได้รับความเป็ธรรม
จางฉุ้ยเหลียนถูกเสียงด่าทอปลุกให้ตื่นขึ้นซึ่งเป็เสียงที่เธอมักจะกลัวที่สุดในทุกเช้าเมื่อหลายปีก่อน
“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว คิดว่าสอบติดแล้วก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาทำการทำงานอย่างอื่นแล้วงั้นหรือ? รีบ ๆ ลุกขึ้นมาเลย ! ” ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมามองจางฉุ้ยเหลียนก็รู้ว่าเสียงเคาะประตูนั้นเป็เสียงแม่ของเธอที่ใช้ไม้แขวนเสื้อเคาะหน้าต่างห้องของเธออยู่
เคาะหน้าต่างห้อง ? เธอไม่ได้อยู่ในสวนสาธารณะงั้นหรือ ? ถึงจะอยู่บริเวณบ้าน แต่ด้านนอกหน้าต่างนั่นมันคือชั้นสามของบ้านเลยนะทำไมแม่ของเธอถึงยืนเคาะอยู่ข้างนอกหน้าต่างได้ล่ะ ?
หลังจากที่ผลักผ้าห่มออกจางฉุ้ยเหลียนก็ลุกขึ้นนั่ง และชำเลืองตามองไปรอบ ๆ ซึ่งภาพรอบ ๆนั้นก็ทำให้เธออดที่จะอ้าปากค้างไม่ได้
เธออยู่ที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าบ้านหลังนี้เป็บ้านหลังเก่าก่อนที่พวกเธอจะย้ายถิ่นฐานออกไปในความทรงจำของเธอ ที่นี่เป็บ้านที่ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวมาตลอดเป็เวลานานกว่า6 ปี
คำห้ามปรามของจางกว่างฝูพ่อของเธอก็ดังมาจากข้างนอกแล้วไหนจะเสียงน้ำไหลดัง ครืน ๆ ที่กระทบกันอยู่ในบ่อน้ำและถังเหล็กอีก
เธอย้อนกลับมาในอดีตอย่างนั้นหรือ? แถมยังเป็ตอนที่เธอยังไม่ได้แต่งงานอีก? จางฉุ้ยเหลียนอดที่จะใไม่ได้ จากนั้นเธอก็สวมรองเท้าแตะแล้ววิ่งไปดูปฏิทินในห้องของพ่อกับแม่ทันที
วันที่ 10 เดือนกรกฎาคม ปี 1988 ! คำด่าที่แม่เพิ่งจะโพล่งออกมาเมื่อสักครู่ยังคงดังเข้ามาในหูของเธออย่างต่อเนื่อง “คิดว่าสอบได้แล้วก็ไม่ต้องลุกขึ้นมาทำการทำงานแล้วงั้นหรือ! ” ใช่แล้ว ปีนี้เป็ปีที่จางฉุ้ยเหลียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
ปีนี้น่าจะเป็ปีที่จางฉุ้ยเหลียนต้องไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยแต่เพราะน้องชายของเธอไปมีเื่ชกต่อยทะเลาะวิวาทกับคนอื่นดังนั้นครอบครัวจึงต้องนำเงินไปชดใช้ให้กับเขา และไม่มีเงินให้เธอไปเรียนต่อ
สีหน้าของจางฉุ้ยเหลียนซีดเผือดจนแทบจะไม่เห็นสีเธอวิ่งกลับเข้าไปในห้องขนาดเล็กที่มืดสนิทของตัวเองด้วยท่าทางโซซัดโซเซะโขึ้นไปบนเตียงและดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงตัวเองไว้ ไม่อยากจะเชื่อว่าบนโลกใบนี้จะมีการกลับมาเกิดใหม่จริงๆ
ตอนนี้เป็ปี 1988เธอยังอายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น ปี 2012 ยังห่างออกไปอีกตั้งหลายสิบ ปี เธอะโฆ่าตัวตายเพราะเธอไม่สามารถเผชิญหน้ากับสามีและลูกสาวของเธอได้อีกทั้งเธอเองยังทำให้คนที่เธอรักต้องได้รับาเ็อีกด้วย
ความทุกข์ทรมานตลอด 24 ปีที่เธอได้รับมาได้ถูกชดเชยด้วยชีวิตหลังแต่งงานและการได้อยู่กับคนที่เธอรักเป็เวลานานถึง 22 ปีพ่อแม่ของเธอไม่ค่อยพอใจนัก พวกเขาหวังจะให้เธอแต่งงานกับคนที่มีอายุเพื่อให้เธอปอกลอกสมบัติของอีกฝ่าย
นี่มันครอบครัวแบบไหนกัน ไม่ชอบเธอ แล้วทำไมถึง้าให้เธอกลับมาด้วยล่ะ?
ใช่สิ ! จู่ ๆ จางฉุ้ยเหลียนก็คิดขึ้นมาได้เธอเพิ่งกลับมาอยู่บ้านหลังนี้เมื่อตอนอายุ 12 ปี ก่อนหน้านั้นเธออาศัยอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมมาโดยตลอดถ้าไม่ใช่เพราะคำล่อลวงจากพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าล่ะก็ เธอจะกลับมาอยู่กับคนที่มีจิตใจต่ำช้ายิ่งกว่าหมาป่าเหล่านี้ได้ยังไง?
ที่์ให้เธอกลับมาเกิดใหม่ก็เพื่อให้โอกาสเธอได้กลับมาเปลี่ยนแปลงเื่ราวที่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ ?
อย่างเช่นเปลี่ยนชีวิตให้กับกู้จื้อเฉิง ชดเชยหนี้ทั้งหมดของเธอ เลี้ยงดูพ่อแม่บุญธรรมยามแก่ชราให้มีความสุขตอบแทนพระคุณให้เหมือนกับที่พวกเขาเลี้ยงดูเธอมา เลี้ยงดูลูกสาวให้ดี ให้เธอมีครอบครัวที่มีความสุขที่สุด
จางฉุ้ยเหลียนน้ำตาไหลพราก ชาติที่แล้วเธอเอาแต่ตอบสนองความปรารถนาของตัวเองและคนในครอบครัวทำร้ายคนที่ตัวเองรักอย่างแท้จริงโดยไม่มีจิตสำนึก สูญเสียความสุขที่ตัวเองควรจะได้รับไปตั้งเท่าไหร่
เธอปรารถนาแค่ครอบครัวที่อบอุ่นพ่อแม่บุญธรรมปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็พ่อแม่แท้ ๆ และเลี้ยงดูเธอมาตลอด 9 ปี และไม่เคยเกลียดเธอเลยแม้ว่าเธอจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นยิ่งไปกว่านั้นยังให้ทรัพย์สินกว่าครึ่งในชีวิตของพวกเขากับเธอ เมื่อใดก็ตามที่เธอให้ความสำคัญกับผู้าุโทั้งสองเธอก็จะพบว่าที่จริงแล้วความรักที่แท้จริงนั้นได้อยู่เคียงข้างเธอมาโดยตลอดไม่เคยจางหายไป
เธอปรารถนาการปกป้องจากครอบครัวกู้จื้อเฉิงแต่งงานกับเธอในตอนที่เธออายุได้ 22 ปี เขาใช้การกระทำเพื่อพิสูจน์ว่าเขานั้นให้ความสนใจกับเธอมากแค่ไหนโดยที่เขาไม่ลังเลเลยที่จะเปลี่ยนงานและออกไปขับแท็กซี่เพื่อเธออย่างไม่คิดเสียดายแต่เธอก็ดันเอาเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเืของเขาไปให้พ่อกับแม่ของตัวเองเพื่อแสดงความกตัญญูต่อพวกท่าน
คนเหล่านี้ปฏิบัติต่อเธอเหมือนเธอเป็ของล้ำค่าแต่กลับทำให้เธอต้องเ็ปครั้งแล้วครั้งเล่าเพียงเพราะพ่อแม่บังเกิดเกล้าของเธอบอกกับเธอว่า มีเพียงญาติที่เกี่ยวข้องทางสายเืเท่านั้นถึงจะถือว่าเป็ครอบครัวเดียวกัน
พรืด ! ผ้าห่มถูกใครบางคนดึงออกไป เช่าหวาจ้องเขม็งไปทางจางฉุ้ยเหลียนที่ยังคุกเข่าไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาด้วยความโกรธ
“แกไม่ยอมลุกขึ้นมามัวทำอะไรอยู่ ? ” เมื่อพูดได้เพียงแค่ครึ่งประโยค เช่าหวาก็หยุดชะงักไปด้วยความใทันทีเพราะหล่อนเห็นจางฉุ้ยเหลียนกำลังนั่งคุกเข่าร้องไห้น้ำตาอาบแก้มอยู่ตรงนั้นเหมือนกับสัตว์ตัวน้อยที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมอย่างไรอย่างนั้น
“ยัยเด็กนี้ แกร้องไห้ทำไม ? ” ดูเหมือนเช่าหวาจะเพิ่งเคยเห็นจางฉุ้ยเหลียนร้องไห้เป็ครั้งแรก เมื่อก่อนต่อให้เธอจะถูกรังแกยังไง เธอก็เป็เหมือนกับท่อนซุงแข็งกระด้างไม่มีความรู้สึก
“อ่า !อย่าบอกนะว่าสอบไม่ผ่าน ? ” เมื่อนึกขึ้นได้ เช่าหวาก็โยนผ้าห่มออกไปด้วยสีหน้าประชดประชัน“พอได้แล้ว อย่ามัวแต่นั่งเหมือนแมวอั้นฉี่อยู่เลย คนที่สอบไม่ผ่านก็มีเยอะแยะจะตายไปแกคิดว่ามีแค่แกคนเดียวเหรอที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นได้น่ะ ? ชิ ! ”
เหมือนว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นจะดูเสียใจมากจริงๆ เช่าหวาจึงไม่ได้ตวาดด่าเธออีก แต่กลับหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆไม่ได้พูดด้วยถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจลูกสาวอีกแต่อย่างใด
จางฉุ้ยเหลียนลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบกะละมังบริเวณอ่างล้างหน้าออกไปตักน้ำ
ครอบครัวตระกูลจางอาศัยอยู่ในเขตชานเมืองที่เรียกว่าซานเหอจื่อเมืองนี้จริง ๆ แล้วเป็เพียงแค่เมืองเล็ก ๆ เท่านั้นแต่โชคดีที่ที่นี่เป็เส้นทางผ่านเข้าเมืองและออกนอกเมืองเพียงเส้นทางเดียวการคมนาคมจึงค่อนข้างเจริญมาก ในปี 2009 เพราะมีการสร้างสนามบินรวมทั้งซ่อมแซมรถไฟพื้นที่แห่งนี้จึงถูกเวนคืนให้กับรัฐบาลด้วยเหตุนี้ครอบครัวตระกูลจางจึงได้รับค่ารื้อถอนบ้านสองชั้น แต่เมื่อ 20 ปีก่อนที่แห่งนี้ยังเป็เพียงแค่ทางเชื่อมระหว่างชนบทและในเมืองที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมแห่งหนึ่งเท่านั้น
บ้านหลังนี้เป็บ้านเก่าแก่ของตระกูลจางตอนที่แบ่งบ้านกัน บ้านทางทิศตะวันออกเป็ของคุณลุงส่วนทางทิศตะวันตกเป็ของครอบครัวพวกเขา นี่คือบ้านที่สร้างขึ้นมาจากอิฐที่ไม่ได้หล่อหลอมแบบบ้านจีนสมัยเก่าห้องทิศตะวันออกเป็ห้องของพ่อกับแม่ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเป็ห้องน้องชายด้านหลังห้องทิศตะวันออกเป็ห้องครัว ตรงข้ามห้องครัวมีผนังกั้นแยกส่วนกับด้านหลังห้องทางทิศตะวันตกมีเพียงแค่เตียงขนาดเล็กหลังหนึ่งที่สามารถจุคนนอนได้เพียงแค่ 2 คน รวมทั้งตู้ไม้หลังหนึ่งที่ได้รับมาจากตอนที่ย่าแต่งงานนอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีสิ่งของอื่นอีก
บ้านของคุณลุงนั้นดีหน่อย เพราะบ้านของพวกเขานั้นได้เปลี่ยนเป็บ้านปูนที่ถูกฉาบอย่างสวยงามด้านหน้ามีสวนแปลงผัก หลังบ้านก็ปลูกข้าวโพด ต้นทานตะวันและมันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีคอกกระต่ายคอกหมู เล้าไก่ เล้าเป็ด อีกด้วย ทุก ๆ วันเธอก็มักจะตื่นเช้าขึ้นมาทำกิจวัตรกับพี่สาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ
แต่บ้านของครอบครัวเธอนั้นด้านหน้าเป็สวนผัก ด้านหลังก็ปลูกต้นข้าวโพด ต้นทานตะวันและมันฝรั่งเช่นเดียวกันนอกจากเลี้ยงเป็ด 20 กว่าตัวที่อยู่ในบ้านแล้ว ก็ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นอีกไม่ใช่เพราะเหตุผลอะไร แต่เป็เพราะว่าพ่อแม่ของเธอนั้นี้เีสันหลังยาว เป็ดมันเป็สัตว์ที่สามารถเดินไปหาอาหารหาปลากินในแม่น้ำเองได้แต่สัตว์ชนิดอื่นนั้นจำเป็ที่จะต้องทุ่มแรงกายและเวลาไปดูแลพวกมัน ดังนั้นครอบครัวของคุณลุงจึงได้ปลูกต้นข้าวโพดเพื่อเป็อาหารให้หมูส่วนมันฝรั่งนั้นพวกเขาปลูกไว้เพื่อกินเอง
หลังจากที่ล้างหน้าสะอาดแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็หยิบไม้ไผ่ออกมาเพื่อเปิดเล้าเป็ด ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบ ! เป็ดใหญ่ เป็ดน้อย ต่างก็พากันวิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาจากเล้าจางฉุ้ยเหลียนะโเรียกแม่เสียงดังออกไปว่า “แม่ ! หนูพาเป็ดไปที่ริมน้ำนะ!”
หลังจากที่ไล่ต้อนเป็ดกลุ่มนี้ออกจากบ้านตรงไปยังริมแม่น้ำขนาดเล็กแล้วจางฉุ้ยเหลียนจึงรีบใช้โอกาสนี้มาคิดทบทวนว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่กันแน่
เธอนั่งอยู่ริมแม่น้ำตลอด่เช้าจนกระทั่งพระอาทิตย์เคลื่อนผ่านยอดไม้ และกระทั่งมีคนเดินผ่านมาบอกกับเธอว่าเช่าหวากำลังยืนเท้าสะเอวพร้อมกับะโเสียงดังอยู่ริมถนน
จางฉุ้ยเหลียนจึงได้รีบไล่ต้อนเป็ดกลับบ้านทันทีและผลก็เป็อย่างที่เธอคิดไว้จริง ๆ เธอเห็นเช่าหวายืนหน้าดำคล้ำเครียดอยู่บนถนนทางกลับบ้าน
“นังเด็กเวร แกไปไหนมา ห๊า ? ี้เีนักใช่ไหม ถึงได้ปล่อยเป็ดตลอด่เช้า? ” จางฉุ้ยเหลียนมองไปทางแม่ผู้บังเกิดเกล้าของตัวเองด้วยสายตาเ็า เพราะอยากจะรู้ว่าหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
เมื่อเช่าหวาถูกสายตาเย็นะเืของลูกสาวจ้องกลับมาเธอก็รู้สึกใอยู่ไม่น้อย ั์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังแต่เมื่อคิดได้ว่านังเด็กคนนี้มันเซ่อ คงจะกลัวว่าตัวเองจะถูกเธอทอดทิ้งอีกครั้ง เธอจึงยืดตัวตรงขึ้นมาจากนั้นก็ะโออกไปว่า “ทำไม ถูกด่าแล้วไม่พอใจฉันงั้นหรือ ? ไม่พอใจก็ไสหัวออกไป!”
จางฉุ้ยเหลียนจึงโยนไม้ไผ่ที่อยู่ในมือทิ้งไปในทันทีจากนั้นก็เดินเข้าไปในบ้านด้วยสีหน้าเ็า แล้วก็ะโออกมาด้วยความโกรธว่า“ไปก็ไป หนูก็ไม่ได้อยากจะอยู่ที่บ้านหลังนี้นักหรอก!”
เช่าหวาหันขวับกลับมาทันที จากนั้นก็รีบลากจางฉุ้ยเหลียนออกมาด้วยความโกรธ“แกจะทำอะไร?”
จางฉุ้ยเหลียนเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยความโกรธว่า“หนูก็จะออกไปจากที่นี่ไง แม่ไล่หนูไม่ใช่หรือ! หนูก็จะไปให้ไกลจากที่นี่ ไม่ให้แม่เจอหนูได้อีกเลย!”
เมื่อพูดจบเธอก็สะบัดแขนของแม่ออกจากนั้นก็วิ่งเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นการกระทำแปลก ๆ อย่างต่อเนื่องของจางฉุ้ยเหลียนเช่าหวาก็ได้แต่กุมขมับ “นังเด็กบ้านี้กินยาผิดมารึไง ดูแปลก ๆ ั้แ่เช้าแล้ว !”
เมื่อพูดจบ เธอก็ครุ่นคิดอย่างละเอียดหลังจากนั้นเธอก็เข้าใจขึ้นมาในทันที เป็เพราะหล่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ดังนั้นนิสัยของหล่อนจึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้ เมื่อคิดได้แบบนี้เธอก็อดที่จะเยาะเย้ยขึ้นมาไม่ได้ “ไก่ป่าก็คือไก่ป่านั่นแหละ คิดว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จะกลายเป็ดั่งหงส์ที่โบยบินอยู่บนฟากฟ้ารึไง? แล้วยังต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้แกอีก เป็เพราะไอ้โง่เซี่ยจวินที่เชื่อคำพูดไร้สาระของแกนั่นแหละเป็ผู้หญิงสุดท้ายก็ต้องแต่งงานออกเรือน จะเรียนไปทำไม!”
จางฉุ้ยเหลียนไม่เคยคิดอยากจะแตกหักกับแม่ผู้ให้กำเนิดของตัวเองมาก่อนถึงอย่างไรถ้าต้องบีบบังคับพวกเขาจริง ๆ ตัวเธอเองก็จะเอาหนังสือรับเข้าเรียนของตัวเองออกมาเผาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยตอนนี้เพื่อให้ได้เข้าเรียนในอีกสองเดือนข้างหน้า เธอจึงทำได้เพียงแค่ให้พวกเขาคิดว่าเธอเป็งูพิษไปก่อน
เมื่อจางกว่างฝูเห็นลูกสาววิ่งกลับเข้ามาอย่างรีบร้อนเธอวิ่งเข้าไปในห้องแล้วก็ปิดประตูทันทีก็ไม่รู้ว่าเธอไปทำอะไรมา ตามมาด้วยภรรยาของตัวเองที่กำลังไล่เป็ดกลับเข้าเล้าจางกว่างฝูก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย
“ทำไมเธอถึงเป็คนไล่ต้อนเป็ดกลับมาล่ะ ?ฉุ้ยเหลียนเป็คนพาเป็ดไปไม่ใช่หรือ ? ” จางกว่างฝูเดินออกมาจากบ้านและถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
เมื่อพูดเื่นี้ เช่าหวาก็ฉุนเฉียวขึ้นมาในทันทีหลังจากที่เธอไล่ต้อนเป็ดกลับเข้าคอกเรียบร้อยแล้วก็เริ่มยืนเท้าสะเอวด่าคนในบ้านอีกครั้ง
“เสียงดายเงินที่ฉันอุตส่าห์หามาให้แกได้กินได้ใช้แล้วฉันยังต้องมาทนกับความบ้าของแกเื่ที่ทำให้ฉันต้องเสียหน้าอีกหรือตัวเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่กลับมาแสดงท่าทางกระฟัดกระเฟียดกับฉันฉันควรจะสมน้ำหน้าแกดีไหม ? ” เมื่อได้ยินภรรยาโพล่งด่าออกมา จางกว่างฝูจึงได้เข้าใจที่แท้ที่วันนี้ที่เธออารมณ์เสียก็เป็เพราะว่าเธอไปทำให้ผู้เป็แม่ต้องโมโหนี่เอง
เมื่อคิดได้เขาก็เตรียมจะเดินกลับเข้าบ้านแต่กลับเห็นจางฉุ้ยเหลียนสะพายกระเป๋าวิ่งออกมา จากนั้นเธอก็โพล่งออกไปด้วยความโกรธว่า“แม่ไม่พอใจที่หนูใช้เงินของแม่ใช่ไหม ? งั้นหลังจากนี้หนูจะออกไปหางานทำเองและจะคืนเงินแม่ทุกหยวนทุกเฟินให้แม่เลย!”
หลายปีที่ผ่านมานั้นจางฉุ้ยเหลียนคิดมาตลอดว่าพ่อกับแม่จะหาเงินมาให้เธอได้เรียนหนังสือถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะทำให้ไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพราะน้องชายก่อเหตุก็ตามแต่ในยุคสมัยนั้นประกาศนียบัตรของนักเรียนมัธยมปลายเทียบเท่ากับวิทยาลัยเทคนิคเลยทีเดียว
เมื่อจางกว่างฝูเห็นลูกสาวโกรธเขาก็รีบเข้ามาพูดโน้มน้าว “ลูกก็อย่าโกรธเลยลูกก็เห็นว่าถ้าแม่ของลูกโกรธแล้วจะเป็ยังไง !”
แต่จู่ ๆ เช่าหวากลับหัวเราะชอบใจออกมาเมื่อคิดได้ว่าเด็กสาวที่คิดได้เพียงแค่เื่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ที่ทำอะไรไม่เป็และใช้แต่เงินคนนี้คิดจะออกไปหาเงินส่งตัวเองเรียน เธอผลักจางกว่างฝูออก จากนั้นก็จ้องตาลูกสาวแล้วพูดว่า “ไปเลย แกจะไปหาเงินที่ไหนก็ไปเลย หลายปีมานี้ฉันเสียเงินให้กับแกไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็อย่าลืมเอามาคืนให้ฉันด้วยละกัน!”
แต่สุดท้ายจางฉุ้ยเหลียนก็ไม่ได้ไปหางานทำในเมืองแต่เลือกที่จะทำไร่ทำนาอยู่แถวบ้านไปก่อน เธอแบกจอบแบกเสียม ไปขุดหญ้าถางหญ้าบนดินส่วนเื่ที่ทำงานในเมืองนั้น ต้องรอให้งานที่นี้เสร็จก่อน ถึงจะไปได้
ภายใต้ความจนปัญญาเพื่อจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย จางฉุ้ยเหลียนจึงต้องแบกจอบแบกเสียมทำงานอย่างสู้สุดใจ