ลัคนาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังงีบหลับราวยี่สิบนาที ในศีรษะก็ยังว่างเปล่าไร้ซึ่งความทรงจำ
เด็กสาวนั่งบนเตียง สายตาจ้องผ้าสีขาวที่คลุมลำตัว่ขาของเธออยู่ ถึงสายตาจะจับจ้องอยู่กับผ้าห่มแต่ในหัวเธอมีแต่ภาพต้นหลิวและภาพฮิบิคิฉายซ้ำ
ข้างนอกมีเสียงคุยของผู้คนดังจ้อกแจ้ก เธอลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าต่าง ระวังไม่ให้อริสที่นอนอยู่ข้างๆ ตื่น ลัคนามองคนเ่าั้
พวกเขานั่งล้อมรอบกองไฟ มันก่อจากไม้เอามาสุมกันอย่างง่ายๆ พลังงานสีเหลืองส้มเริงระบำขณะเผาไหม้เชื้อเพลิงให้กลายเป็ผุยผง
ข้างกองไฟ มีคนยืนอยู่กลางวงล้อมผู้คน หนึ่งในนั้นคือผู้หญิงที่ลัคนาเห็นอยู่กับฮิบิคิเมื่อตอนเย็นเธอมีผมสีดำขลับ ใบหน้าเคร่งแต่สวย อยู่ในชุดหนังแขนกุดติดแผ่นเหล็กอย่างง่ายๆ และรองเท้าแบบเดียวกับฮิบิคิข้างเธอเป็ชายฉกรรจ์อายุประมาณสามสิบ ใบหน้าดุแฝงด้วยความเป็ผู้นำอย่างเต็มเปี่ยมแต่งกายคล้ายกับคนข้างๆ
“ตื่นแล้วเหรอ? ท่าทางจะมีฉันคนเดียวที่ชอบนอนกลางวัน”อริสขยี้ตาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เธอกลิ้งตัวนอนคว่ำแล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียง
“อริส ฉัน...อายุเท่าไหร่เหรอ?” ลัคนาถามขึ้น หลังคาดคะเนอายุของชายคนนั้นเธอก็อยากรู้อายุของตัวเองบ้าง อย่างน้อยก็อยากรู้จักตัวเองมากขึ้น
อริสมองเธอขึ้นลงอย่างพินิจพิจารณา หลังจากนั้นก็พยักหน้ากับตัวเอง
“ประมาณสิบห้าสิบหกมั้งคะ? นาน่า ต่อไปนี้ขอเรียกว่าเธอว่านาน่านะ”อริสตอบคำถามพร้อมถามคำถามใหม่ เมื่อลัคนาพยักหน้า เธอก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงสดใส
“นาน่าตัวสูงเท่าฮิจังเลย หมายถึงฮิบิคิน่ะ ฮิจังเนี่ยท่าทางจะอายุพอๆกับนาน่าแต่ทำไมเตี้ยนักก็ไม่รู้นะคะ” เธอพูดถึงเด็กหนุ่มหน้าดุที่สูงกว่าลัคนาไม่เท่าไหร่ลัคนามองสีหน้าครุ่นคิดของอริสด้วยความเอ็นดู เธอเผลอยิ้มออกมา
“....มีกระจกไหม?” ลัคนาถามอีก ในความทรงจำของเธอมีสิ่งที่ใช้มองภาพสะท้อนเรียกว่ากระจกอยู่เธอไม่แน่ใจว่าที่นี่จะมีหรือเปล่า เด็กสาวผมขาวเอียงคอนึกอยู่พักหนึ่งก่อนพูดว่า
“ถ้าเป็บ่อน้ำเล็กๆ ก็น่าจะใช้แทนกระจกได้นะคะ แต่ตอนนี้สายแล้ว ลงไปก่อนเถอะ”อริสผุดลุกขึ้นและกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ลัคนาตามไปตั้งใจว่าถ้ากลับเข้ามาในบ้านนี้อีกจะเดินสำรวจให้ทั่ว
การประชุมรอบกองไฟมีบรรยากาศตึงเครียด ลัคนาพยายามทำตัวกลมกลืนจะได้ไม่โดนรุมเหมือนก่อนหน้านี้อีก
“บาเรียบางลงทุกวัน” หัวหน้าสาวยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนกล่าวเสียงดังฟังชัด“ถ้าเราไม่รีบทำอะไรหรือหาวิธีรับมือ พวกเราจะตายกันหมด!”
ตรงข้ามกับน้ำเสียงปลุกระดมของเธอ ทุกคนเงียบและมองฝุ่นดินเหมือนมันเป็สิ่งที่น่าสนใจมากบางส่วนก็มองซ้ายมองขวาเหมือนรอใครอยู่
“ขอโทษนะคะ แต่...” ลัคนาตั้งใจจะถาม แต่ทุกสายตาในที่นั้นหันขวับมา เล่นเอาเด็กสาวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“กำลังรออยู่เลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเป็ทางการจนน่ากลัว “มานี่สิ ลัคนา”
มือเรียวกวักเรียกเด็กสาวให้เข้าไปใกล้ ลัคนาเดินฝ่าคนเข้าไปยังใจกลางวงด้วยท่าทางประหม่าและสับสน ทุกคนหลีกทางให้พร้อมมองเธอเหมือนตัวประหลาดที่แปลกแยกจากพวกเขา
หัวหน้าสาวกอดคอเธออย่างเป็มิตร เธอล้วงอกเสื้อและคว้าบัตรสีดำขนาดเท่าไพ่สองใบติดกันเป็แนวตั้งใบหนึ่งออกมามันมีรูปดาวสีทองเด่นอยู่ตรงกลาง ข้างล่างมีตัวอักษรคุ้นตาเขียนด้วยสีเดียวกัน
“Invitation to Stardust Realm บัตรเชิญสู่สตาร์ดัสต์เรล์ม”
ลัคนามองบัตรมันวับสีดำตาไม่กะพริบขณะที่หัวหน้าสาวหย่อนมันลงในมือเธอคลื่นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้แผ่ไปทั่วร่าง
เธอรู้จักสิ่งนี้ เธอรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่รู้อีกต่อไปความไม่รู้นั้นทำให้ลัคนาหงุดหงิด อยากจะเอาบัตรในมือเสียบเข้าไปในหัวให้รู้แล้วรู้รอดเกลียดความรู้สึกที่ว่าเคยรู้อย่างนี้ที่สุด
“อย่างที่เธอรู้ ที่นี่คือบาเรีย บาเรียนี้ปกป้องพวกเราจากอันตรายทุกอย่างภายนอกปัญหาคือบาเรียบางลงจนไม่รู้จะปลอดภัยไปอีกนานแค่ไหน” หญิงสาวอธิบายด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนอย่างคล่องแคล่วเหมือนเคยพูดแบบนี้เป็สิบๆครั้ง
“ความหวังของเราถูกส่งมาแล้ว” เธอประกาศเสียงดังฟังชัด “บัตรใบนี้หล่นลงตรงหน้าฉันตอนที่ลัคนาเข้ามาไม่รู้ว่ามันเอาไว้ทำอะไร แต่เื่แบบนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ สิ่งนี้คือความหวังของเราเธอคนนี้จะต้องช่วยพวกเราได้แน่”
“จะเชื่อได้เรอะแบบนี้” เสียงหนึ่งดังมาจากวงล้อม เป็เสียงผู้หญิง
“...เฟนน่า” หัวหน้าสาวจ้องเขม็งยังเด็กสาว เธอแค่ยักไหล่กวนๆ
“ยอมค่ะๆ แต่หัวหน้า แค่บัตรใบเดียวจะทำอะไรได้เหรอคะ?” สายตาที่มองกลับมาตอนนี้เป็สายตาท้าทาย น้ำเสียงประชดประชันทำให้คิ้วของหัวหน้ากระตุก
“มันไม่เกี่ยวกับบัตร ถ้าพวกเราพยายาม ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นแน่”
“หัวหน้าพูดแบบนั้นมากี่ครั้งแล้วครับ?” เสียงเหนื่อยหน่ายปนไม่พอใจดังขึ้นจากทางด้านหลังหญิงสาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลัคนาอยากจะช่วยเธอ แต่เธอรู้ไม่มากพอจะช่วยสนับสนุนอะไรในตอนนี้
บาเรีย... บัตร... ข้างนอก... “ปาฏิหาริย์”
เธอสูบข้อมูลอย่างเต็มที่ ทั้งใบหน้าของผู้คน ทุกคำพูด ทุกเื่ที่จำเป็ต้องรู้พยายามจดจำให้ได้มากที่สุด เธอกำบัตรในมือแน่น
“นั่นสิคะ ฉันยอมถอดใจนานแล้ว” เด็กสาวผมเขียวที่ชื่อเฟนน่าลุกขึ้นแล้วกางแขนออก“เหนื่อยออกไปนอกบาเรียทำไม ในเมื่อมันก็ไม่ใช่อะไรนอกจากเขตของนักล่า หน่วยลาดตระเวนนี่ก็โง่อยู่ได้ก็บอกอยู่ทุกวี่ทุกวันว่ารหัสไม่มีจริงก็ยังจะออกไปนอกบาเรียให้เปลืองกำลังคน รนหาที่ตายชะมัด”
เธอยักไหล่อีกครั้ง ใบหน้าประดับรอยยิ้มเย้ยหยัน ไม่ต้องเหนื่อยถามก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกเช่นเดียวกับเธอ
“หุบปาก...ยัย...” ฮิบิคิลุกพรวด เขานั่งอยู่หลังคนตัวใหญ่ทำให้ตอนแรกลัคนาไม่สังเกตเห็น“แกน่ะมันแค่คนเฝ้าบาเรีย วันๆ เอาแต่นั่งเขี่ยดินเขี่ยทราย ไม่ทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันน้ำหน้าอย่างแกน่ะเหรอจะว่าพวกเราได้?! จำไม่ได้รึไงว่าตอนตื่นใครเป็คนพามาส่งที่นี่?!”
พูดจบฮิบิคิก็นั่งลง ทิ้งให้หลายคนร้อนตัวจากสิ่งที่เขากล่าว เฟนน่าโกรธจนใบหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงพยายามควานหาคำโต้ตอบเผ็ดๆ
“ไอ้...”
“รหัสมีอยู่จริง” เสียงเ็าก้องกังวานเหมือนเสียงสิ่งเหนือธรรมชาติหลุดจากปากลัคนาเอามือปิดปากตัวเอง อีกครั้งที่สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เธอ
“ปาฏิหาริย์ชัดๆ แบบนี้มันปาฏิหาริย์” หัวหน้าสาวยิ้มยินดี
“ของหลอกเด็ก อย่างนี้ใครจะไปเชื่อ งี่เง่า ใครโดนหลอกก็บ้าเต็มทน” เฟนน่าลุกออกไปลัคนามองตามแผ่นหลังของเด็กสาวผมสีเขียว
ผู้คนรอบกองไฟเงียบลง เสียงไฟและเสียงเท้ากระทบดินของเฟนน่าดังกว่าที่ควรจะเป็ลัคนามองไปที่หัวหน้าสาว เธอลำบากใจกับความเงียบนี้มาก แต่ไม่นานชายที่ยืนข้างเธอก็กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“เลิกประชุม ไปพักได้”
หลังประกาศ หลายคนถอนหายใจเมื่อบรรยากาศตึงเครียดมลายหายไปสักที
“เจอกันพรุ่งนี้นะ ไว้จะมาคุยด้วยใหม่” หญิงสาวขยิบตาให้ลัคนาก่อนจะเดินตรงไปยังบ้านไม้สีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนหน้านั้นเธอหันไปบอกอะไรฮิบิคิสักอย่าง
“ไปกัน” อริสยิ้มเป็มิตร จากนั้นเธอดึงมือลัคนาไปในทิศตรงข้ามกับคนอื่นระหว่างเดินก็คุยไปเรื่อย
“ไม่รู้ว่าทำไม แต่ MT… หมายถึงพวกเราทุกคนต้องหาสตาร์ดัสต์เรล์มให้พบ เหมือนเป็ส่วนหนึ่งของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดอะไรทำนองนั้นค่ะ ถึงพวกเราจะต้องฆ่าผู้เล่นก็ตามพวกเขาฆ่าเราเพราะ... ฉันเคยได้ยินคุณรินคำเล่าว่าเราจะดรอปของ....หมายถึงทิ้งของที่เรียกว่าอิลิกเซอร์ยาที่มีคุณสมบัติเหมือนยาทิพย์แต่ใช้ได้แค่กับพวกผู้เล่น และ พวกเขาจะได้เวทมนตร์จากการฆ่าพวกเราด้วย”
“คุณรินคำ?” ลัคนาเลิกคิ้ว
“เป็พวกเราคนแรกที่เข้ามาในโลกนี้ค่ะ” อริสตอบ “แต่เธอตายไปแล้ว พวกเราตายง่ายจนน่าใเลยทีเดียวนะคะ”
ประโยคหลังเธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่ลง
“มันอาจเป็โชคชะตา แต่ในเมื่อเราเกิดมาเป็เหยื่อของพวกนั้น สิ่งที่เราทำได้คือทนไป”ลัคนาพูดขึ้นลอยๆ อริสเบิกตากว้าง
“คุณรินคำก็เคยพูดแบบนั้นค่ะ!”
ลัคนาสงสัยตัวเองมากขึ้น เริ่มแรกไม่รู้อะไรเลยนอกจากเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวทำไมมาพูดเหมือนกับคนชื่อ รินคำ ได้ แล้ว รินคำ คือใครกัน
“แล้วคุณรินคำเป็คนยังไงเหรอ?” ลัคนาใช้คำถามอื่น
“เป็คนใจดีค่ะ แล้วก็ฉลาดวางแผนมากๆ ด้วย แต่...เธอจากไปแล้ว” หลังพูดเสร็จอริสก็น้ำตารื้นลัคนาเห็นจึงรีบเปลี่ยนเื่
“ทำไมบาเรียถึงเป็สีชมพู?”
ได้ผล อริสหัวเราะคิก
“ไม่รู้สิคะ”
รู้ตัวอีกที ทั้งสองก็มายืนอยู่หน้าบ่อน้ำตื้นๆ แต่กว้างห่างจากบ้านไม้ไปไม่ไกลเท่าไหร่ลัคนาก้มลงมองเงาที่สะท้อนอยู่ในน้ำ
เธอเป็เด็กสาวอายุประมาณสิบห้าสิบหกอย่างที่อริสว่า สิ่งที่เด่นที่สุดบนใบหน้าและร่างกายของเธอคือดวงตาคมสีม่วงตามด้วยผมสีน้ำตาลไหม้ที่ยาวจนถึงเข่า ผิวของเธอเป็สีครีมตัดกับเสื้อสีดำขอบแดงประดับกระดุมสีเรียบๆและกางเกงรัดรูปยาวถึงเข่าสีดำ รองเท้าที่เธอสวมอยู่เป็รองเท้าหนังแบบมีสายรัด ดูเผินๆเหมือนรองเท้าแตะ
ลัคนาสบตากับตัวเองในบ่อน้ำ
นี่คือตัวเธอ ภาพที่สะท้อนกลับมาดูคุ้นเคย...ทว่ารู้สึกเหมือนบางอย่างผิดปกติเหมือนกำลังทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าอยู่
อริสเองก็มองเงาของเธอในบ่อน้ำเช่นกัน มองผิวขาวเนียนเหมือนตุ๊กตาเซรามิกผมนุ่มสลวยสีขาวเหมือนหางของดาวหาง ดวงตาสีแดงเืของกระต่ายขาว ริมฝีปากของเด็กสาวลู่ตกลงขณะมองใบหน้าจิ้มลิ้มของตัวเอง
“อยู่นี่เอง” เสียงห้าวๆ ห้วนๆ ของฮิบิคิเรียกทั้งสองให้หันมา จากนั้นอริสก็อ้าปากชี้นิ้วไปทางฮิบิคิ และะโ
“หวา! ฮิจังไม่ได้จะมาทำอะไรแปลกๆ กับนาน่าอีกใช่ไหมคะ? ห้ามทำเื่น่าอายนะ” อริสเท้าสะเอวจ้องตาฮิบิคิด้วยท่าทางขึงขังพร้อมทำแก้มป่องโดยไม่รู้ตัวเด็กหนุ่มเลิกคิ้วข้างหนึ่งเหมือนจะถามว่า อะไรมิทราบ? ส่วนลัคนาอมยิ้มกับท่าทางจริงจังของอริส
“พูดบ้าอะไรของเธอ?” เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมาพูดกับลัคนา “หัวหน้าสั่งให้ฉันดูแลเธอั้แ่วันนี้เป็ต้นไปบอกว่าให้ตามประกบทุกที่ทุกเวลาอย่าให้ละสายตาเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นฉันอาจโดนไล่ออกจากหน่วยลาดตระเวนถาวรเข้าใจ?”
“เอ๋? จริงเหรอเนี่ย?” อริสเอียงคอถาม
“อือ” ฮิบิคิส่งเสียงตอบรับในลำคอ
“ถึงจะเป็แบบนี้แต่ฮิจังเก่งมากเลยนะ ถ้าเขาไม่อารมณ์เสียซะก่อนจนปล่อยให้...”อริสยังไม่ทันจบประโยคก็ถูกขัดขึ้น
“เื่นั้นมันผ่านมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย?” เขาแทรกเซ็งๆ
ภาพฮิบิคิช่วยชีวิตเธอไว้ผุดเข้ามาในหัวเหมือนหนังฉายซ้ำ ลัคนารู้ั้แ่แรกว่าอริสไม่ได้พูดเกินความจริงเลยสักนิดลัคนามองหน้าสองคนสลับกันไปมา
“จะดูแลฉัน?”
“ก็ได้ยินแล้วนี่” เด็กหนุ่มตอบพลางมองไปทางอื่น “ก็...ใช่ว่าฉันอยากจะทำหรอกนะแต่เธอเป็กุญแจสำคัญที่ต้องได้รับการปกป้อง ส่วนฉันก็เป็คนพาเธอมา ยังไงก็เป็หน้าที่!“
สองสาวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนประสานเสียงกัน
“รู้ค่ะ”