ทันทีที่กล่าวจบ เสียงทุ้มนุ่มลึกอันน่าดึงดูดก็ดังมาจากด้านหลัง "อาสะใภ้ห้า เกิดอะไรขึ้น?"
ซ่งจินเหยาหันกลับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สง่างามคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อคลุมเนื้อบางที่ดูเก่าและเรียบง่าย บนตัวเขายังมีกลิ่นคาวเืจาง ๆ ติดอยู่ด้วย
ผู้หญิงคนนั้นรีบตอบด้วยน้ำเสียงร้ายกาจ “อาเชิน! ผู้หญิงคนนี้บอกว่านางมาจากตระกูลฉาง เห็นอยู่ว่านางโกหกชัด ๆ ข้าว่าตระกูลฉางคงไม่อยากคืนเงินห้าสิบตำลึงให้เ้าต่างหาก! เ้าอย่าโดนนางหลอกเชียวนะ”
คนนี้หรือ โม่หงเชิน?
เขาไม่ใช่ผู้ชายแก่ที่มีลูกติดสามคน และต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพหรอกหรือ? นางจินตนาการถึงใครสักคนที่น่าจะมีอายุสามสิบกว่า หน้าตาเศร้าหมอง หลังค่อม และบางทีอาจศีรษะล้านเสียด้วยซ้ำไป
แต่กลับกลายเป็ว่า…
ชายหนุ่มตรงหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่และสมส่วน แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเ็า แต่มันก็ไม่อาจปิดบังรูปลักษณ์ที่สง่างามและหล่อเหลาของเขาได้ ไม่ใช่แค่ในหมู่บ้าน แม้จะเอาไปอยู่ในเมืองหลวง ก็ถือว่ามีรูปลักษณ์และบุคลิกโดดเด่นมาก
ชายหนุ่มที่หล่อเหลาเช่นนี้ เขาคือโม่หงเชินจริงหรือ?
โม่หงเชินมองซ่งจินเหยาด้วยสายตาที่แฝงไปความสงสัยเล็กน้อย แต่แล้วก็รีบเบือนสายตาออก “ข้าคือโม่หงเชิน มีเื่อะไรก็เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เขานำทางไป ตั้งใจจะพาซ่งจินเหยาเข้าบ้าน ทว่ากลับถูกอาสะใภ้ห้าขวางเอาไว้
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล “อาเชิน ผู้หญิงคนนี้…”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาตัดบท
เพียงประโยคเดียว อาสะใภ้ห้าถึงกับต้องเงียบปาก นางกระทืบเท้ากลับไปที่ห้องของตนด้วยความไม่พอใจ
ซ่งจินเหยาจึงตระหนักได้ว่า บทสนทนาระหว่างนางและอาสะใภ้ห้าเมื่อครู่ เขาคงได้ยินทั้งหมดแล้ว
สุนัขตัวใหญ่ที่ถูกผูกไว้กับต้นไม้ในลานกว้างส่งเสียงเห่าสองครั้งก่อนจะล้มตัวลงนอน ทำให้นางรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงหลัก โม่หงเชินบอกซ่งจินเหยาให้นั่งลงก่อนจะหยิบกาน้ำชาเตรียมรินน้ำให้ แต่พอหยุดคิดไปครู่หนึ่งเขาก็วางมันลง
“เ้าชื่ออะไร?”
“ซ่งจินเหยา” หญิงสาวเอ่ยตอบ “หลี่อิ๋งเซี่ยคือชื่อจริงของฉางจินกุ้ย นางเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้า ท่านลุงและท่านป้าเลี้ยงดูข้ามา และให้ข้ามาแต่งงานแทนนาง”
นางอธิบายเพียงสั้น ๆ และคิดว่าโม่หงเชินจะถามถึงรายละเอียดเพิ่มเติม แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น
“ข้าชื่อโม่หงเชิน ปีนี้อายุยี่สิบห้า เื่ของบ้านข้า ลูกพี่ลูกน้องเ้าคงจะเล่าให้ฟังมาบ้างแล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นมองสำรวจซ่งจินเหยาอีกครั้ง และเห็นว่านางมีข้าวของติดตัวมาเพียงน้อยนิด ท่าทางดูเรียบง่าย สายตาของชายหนุ่มพลันวูบไหวเล็กน้อย “เ้าคิดดีแล้วหรือ?”
โม่หงเชินได้ยินเกี่ยวกับลูกสาวตระกูลฉางมาบ้าง บิดามารดาบังเกิดเกล้าของนาง แท้จริงแล้วมีฐานะดี เมื่อนางได้กลับบ้านจึงปฏิเสธการแต่งงาน ในเมื่อพวกเขาส่งลูกพี่ลูกน้องอย่างซ่งจินเหยามาแทน นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีเบื้องลึกเื้ัอะไรบางอย่างแน่นอน
ซ่งจินเหยาพยักหน้า “อืม”
โม่หงเชินเสริม “ข้ามีลูกสามคน พวกเขาไม่ใช่เืเนื้อเชื้อไขของข้า ทว่าข้าปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ต่างจากลูกในไส้ ดังนั้นจึงไม่คิดจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว”
ซ่งจินเหยารู้สึกประหลาดใจกับเื่นี้ นางนิ่งเงียบไม่พูดอะไรไปชั่วขณะ
เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ลูกของเขาอย่างนั้นหรือ?
นี่ไม่เหมือนกับที่หลี่อิ๋งเซี่ยพูดไว้นี่นา นางบอกว่าเขาเป็พ่อหม้ายที่มีลูกติดสามคน
ซ่งจินเหยาเข้าใจได้ทันที หลี่อิ๋งเซี่ยจงใจพูดให้คนอื่นดูแย่ เพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากบิดามารดาของนาง โดยทำให้ตนเองดูน่าสงสารน่าเวทนายิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงของตระกูลโม่เลย
“พวกเขาไม่ใช่ลูกของท่านหรือ?”
“ไม่ใช่ เด็กผู้ชายสองคนนั้นเป็ลูกของพี่ชายข้า หลังจากที่พี่ชายพี่สะใภ้เสียชีวิต ข้าในฐานะน้องชายจึงรับพวกเขามาเลี้ยงดู ส่วนเด็กหญิงคนเล็กเป็ลูกกำพร้าของสหายร่วมรบคนหนึ่ง ข้ารับเลี้ยงนางในชื่อของพี่ชาย”
ซ่งจินเหยาพิจารณาเื่นี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปโดยไม่ลังเล “ข้าคิดว่าข้าจะเป็แม่เลี้ยงที่ดีให้แก่พวกเขาได้ พวกเรามาร่วมมือกันอย่างราบรื่นเถอะ”
โม่หงเชินขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทางของนาง
แม้ที่นี่จะเป็โลกยุคโบราณที่ไม่เป็ที่รู้จัก แต่ก็ไม่เหมือนในนวนิยายที่มักจะเขียนถึง ‘กำแพงกั้นระหว่างชายหญิง’ โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้าน การพบเจอกันระหว่างชายหญิงนับเป็เื่ปกติ
แต่ก็คงไม่มีใครกล้ายื่นมือออกมาแบบนี้กันง่าย ๆ
ซ่งจินเหยาดึงมือกลับอย่างเขินอายพร้อมกับยิ้มแก้เขิน “งั้นก็...ตกลงตามนั้นแล้วกัน”
โม่หงเชินถูกเรียกตัวกลับมาอย่างกะทันหัน เขาจึงยังมีงานที่ค้างคาอยู่ เมื่อเห็นว่าซ่งจินเหยาไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของเขาเลย จึงอธิบายให้นางฟังเพียงสั้น ๆ และบอกให้นางทำตัวตามสบาย คิดเสียว่าที่นี่เป็บ้านของตัวเอง จากนั้นเขาก็ออกไป
ก่อนไป เขาหันกลับมาอีกครั้ง แล้วหยิบถุงเงินเล็ก ๆ จากในแขนเสื้อยื่นให้นาง “เอาไว้ซื้อของที่เ้า้า”
ซ่งจินเหยาไม่คาดคิดเลยว่า ‘ผู้ชายแก่’ คนนี้ —อ้า ไม่สิ เขายังไม่แก่เลยสักนิด คนที่กำลังจะเป็สามีในอนาคตของนาง กลับเป็คนที่เอาใจใส่ถึงขนาดนี้
พบกันครั้งแรกก็ให้เงินนางเลยหรือ?
นางพอมองออกว่าโม่หงเชินคงสังเกตเห็นแล้วว่านางเอาของติดตัวมาเพียงน้อยนิด คงกังวลว่านางจะขาดข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็
ช่างเป็คนที่ทั้งเอาใจใส่แถมยังใจกว้าง นางรู้สึกพอใจมากจริง ๆ
ที่สำคัญคือ…เขาหล่อมาก!
บ้านตระกูลโม่นั้นมีมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทว่าการตกแต่งภายในนั้นต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกเหลือเกิน แม้ว่าจะเป็บ้านอิฐหลังใหญ่ที่แข็งแรงและตกแต่งด้วยกระเบื้องสีแดงที่ดูดี แต่ภายในกลับมีเครื่องเรือนดี ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ด้านหลังห้องโถงหลักมีเรือนเล็ก ๆ อีกสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคือห้องของโม่หงเชินและเด็ก ๆ ในขณะที่ฝั่งขวาไม่มีคนอยู่ ด้านหลังสุดเป็ห้องครัว โรงเก็บฟืนและห้องเก็บของ
เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่านางจะมา ห้องฝั่งขวาจึงยังไม่ได้จัดเตรียมไว้ โม่หงเชินเสนอห้องของเขาให้นาง โดยตัวเขาจะไปนอนกับเด็กชายสองคน
ซ่งจินเหยาพยายามแอบมองเข้าไปในห้องทั้งสองห้อง นอกจากเตียงและหีบเสื้อผ้าก็ไม่มีเครื่องเรือนอื่น ผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย แต่ดูแล้วช่างบางเหลือเกิน
เช่นนี้ในยามค่ำคืน แล้วพวกเขาจะรู้สึกอบอุ่นได้อย่างไร?
ซ่งจินเหยาไม่อยากคิดอะไรมากนัก วางข้าวของของตัวเองไว้ที่ปลายเตียง แล้วเริ่มคิดว่า นางจำเป็ต้องซื้อของบางอย่างเพิ่มจริง ๆ เสื้อผ้าที่นางนำมาด้วยก็มีเพียงแค่ชุดชั้นในสองชุด ภายใต้สายตาที่จับจ้องของแม่หลี่ขณะเก็บของ ทำให้แม้แต่เสื้อคลุมหนา ๆ สำหรับกันหนาวสักตัว นางก็ไม่ได้พกติดตัวมาเพิ่มเลย
ในหมู่บ้านอากาศเปิดโล่ง บ้านแต่ละหลังก็กว้างขวางทำให้อากาศหนาวกว่าในตัวเมือง
ตอนนี้เป็่ฤดูหนาว นางคงต้องซื้อเสื้อผ้าหนา ๆ มาใส่สักสองสามชุด
นอกจากนี้พวกเครื่องนอนบนเตียง เช่น ผ้าห่มและเบาะรองนอนก็มีน้อยเกินไป นางคงต้องต้องซื้อเพิ่มด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่ซื้อให้ตัวนางเอง แต่ต้องซื้อให้พวกเด็ก ๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นคงนอนไม่พอแน่ ๆ
เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้ ซ่งจินเหยาจึงเปิดถุงเงินที่โม่หงเชินมอบให้เพื่อดูว่าพอจะซื้อหาอะไรได้บ้าง —นางจะไม่ยอมใช้เงินหนึ่งตำลึงที่ติดตัวมาเด็ดขาด มันเป็เงินฉุกเฉินของนาง
แต่เมื่อเปิดถุงเงินออก ซ่งจินเหยาถึงกับตกตะลึง
ข้างในมีเหรียญทองแดงสองพวง กับแท่งเงินเล็ก ๆ อีกสองแท่ง นางลองชั่งน้ำหนักและคำนวณดูคร่าว ๆ น่าจะประมาณหกตำลึง
หกตำลึงเชียวนะ! ลุงของนางที่ทำงานเป็เสมียนในที่ว่าการอำเภอ เขาต้องทำงานทั้งปีถึงจะได้เงินหกตำลึงนี้
นี่เป็การพบกันครั้งแรก โม่หงเชินก็ให้เงินนางมากถึงเพียงนี้แล้ว
นี่เขา…เขาคิดจะรับนางเป็คนในครอบครัวแล้วจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
เป็ไปไม่ได้…
หรือว่าโม่หงเชินมีเงินมากเสียจนไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไร?
แต่พอดูสภาพของบ้านแล้ว ถ้าเขาเงินเหลือจริง ๆ บ้านจะซอมซ่อแบบนี้ได้อย่างไร?
ซ่งจินเหยาส่ายศีรษะ เื่ที่คิดไม่ออก นางจึงไม่พยายามคิดให้เสียเวลา
นิสัยที่เด่นที่สุดของนางก็คือ ‘ความเห็นแก่ตัว’ —ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความเป็อยู่ที่ดีของตัวเอง หากโม่หงเชิน้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นั่นก็เป็ทางเลือกของเขา แต่นางไม่ยอมลำบากแน่นอน
โดยเฉพาะตอนนี้ที่นางมีเงินอยู่ในมือ แล้วนางจะทนลำบากไปทำไมกัน?
ด้วยความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางจึงรู้ดีว่าเงินหกตำลึงสามารถซื้ออะไรได้บ้าง ครั้นนึกสิ่งต่าง ๆ ออกแล้วนางก็ยิ้มออก ก่อนจะเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน
นางไม่พบอาสะใภ้ห้าและก็ไม่อยากพบด้วย อย่างไรเสียโม่หงเชินก็บอกเอาไว้แล้วว่า จากนี้ไปเื่ในบ้านให้นางเป็คนจัดการดูแล
.
.
.